คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10015/2553 ฉบับเต็ม

#503246
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10015/2553 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายประสบชัยหรือชัย ขอเสริมศรี กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 1 (1), มาตรา 339 การที่จำเลยที่ 1 กับพวกและผู้เสียหายนั่งดื่มเบียร์อยู่ด้วยกัน แล้วจำเลยที่ 1 ล้วงกระเป๋ากางเกงของผู้เสียหายหยิบกระเป๋าเงินออกมา เมื่อเห็นว่าไม่มีเงินในกระเป๋าจึงล้วงหยิบเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายออกมาโดยจำเลยที่ 1 บอกว่าถ้าไม่ให้โทรศัพท์จะทำร้าย หลังเกิดเหตุผู้เสียหายกลับไปบ้านพัก สักครู่หนึ่งจำเลยที่ 1 ก็นำโทรศัพท์เคลื่อนที่มาคืนให้ผู้เสียหายแม้จะคืนโดยโยนลงพื้นเอาเท้าเหยียบแล้วบอกให้ผู้เสียหายคลานมาเอา จากพฤติการณ์ดังกล่าวเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการทำไปด้วยความคึกคะนองมิได้ประสงค์ต่อทรัพย์โดยมีเจตนาทุจริตเพื่อเอาทรัพย์ไปเป็นของตนเอง อันเป็นการขาดองค์ประกอบของความผิดฐานลักทรัพย์ จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้อง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงความผิดต่อเสรีภาพตาม ป.อ. มาตรา 309 วรรคสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 339 และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1467/2545 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง จำคุก 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยที่ 1โดยให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้งมีกำหนด 1 ปี กับให้จำเลยที่ 1 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 เห็นสมควร มีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหานอกจากนี้ให้ยก และให้ยกคำขอให้บวกโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ในละแวกหมู่บ้านสวนสนแห่งเดียวกัน ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ชักชวนผู้เสียหายให้ไปร่วมดื่มเบียร์ด้วยกัน ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ล้วงกระเป๋ากางเกงของผู้เสียหายหยิบกระเป๋าเงินออกมาจะเป็นการเจตนาเพื่อหาเงินไปซื้อเบียร์มาดื่มต่อ เมื่อไม่มีเงินในกระเป๋าของผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 1 ล้วงหยิบเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายออกมา น่าจะเป็นเรื่องเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่ประสงค์จะโทรศัพท์ไปที่บ้านพักเพื่อขอเงินมาซื้อเบียร์เพิ่มดังที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มิได้หลบหนีไปแต่อย่างใด และผู้เสียหายไม่ได้ไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ทันที แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังเกิดเหตุผู้เสียหายกลับไปบ้านพัก สักครู่หนึ่งจำเลยที่ 1 นำโทรศัพท์เคลื่อนที่มาคืนให้แก่ผู้เสียหาย แม้ในการคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 จะมีพฤติการณ์โยนโทรศัพท์ลงบนพื้นแล้วเอาเท้าเหยียบไว้พร้อมกับพูดว่าอยากให้คลานมาเอาก็เป็นการกระทำที่ไม่สมควรเท่านั้น จากพฤติการณ์ดังกล่าวเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการทำไปด้วยความคึกคะนอง มิได้ประสงค์ต่อทรัพย์โดยมีเจตนาทุจริตเพื่อเอาทรัพย์ไปเป็นของตนเอง อันเป็นการขาดองค์ประกอบของความผิดฐานลักทรัพย์ จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (สิริรัตน์ จันทรา-ธนฤกษ์ นิติเศรณี-สมยศ เข็มทอง) ศาลอาญา - นางสาวสุวรรณา แก้วบุตรตา ศาลอุทธรณ์ - นายชัยวัฒน์ คำสวัสดิ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1406/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ4184/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3998/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
503246
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นางสาวสุวรรณา แก้วบุตรตา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายชัยวัฒน์ คำสวัสดิ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993813"
    }
}
date
2553
deka_no
10015/2553
deka_running_no
10015
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "สิริรัตน์ จันทรา",
    "ธนฤกษ์ นิติเศรณี",
    "สมยศ เข็มทอง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 1 (1)",
            "ม. 339"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประสบชัยหรือชัย ขอเสริมศรี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 339 และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1467/2545 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง จำคุก 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยที่ 1โดยให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้งมีกำหนด 1 ปี กับให้จำเลยที่ 1 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 เห็นสมควร มีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหานอกจากนี้ให้ยก และให้ยกคำขอให้บวกโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ในละแวกหมู่บ้านสวนสนแห่งเดียวกัน ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ชักชวนผู้เสียหายให้ไปร่วมดื่มเบียร์ด้วยกัน ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ล้วงกระเป๋ากางเกงของผู้เสียหายหยิบกระเป๋าเงินออกมาจะเป็นการเจตนาเพื่อหาเงินไปซื้อเบียร์มาดื่มต่อ เมื่อไม่มีเงินในกระเป๋าของผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 1 ล้วงหยิบเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายออกมา น่าจะเป็นเรื่องเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่ประสงค์จะโทรศัพท์ไปที่บ้านพักเพื่อขอเงินมาซื้อเบียร์เพิ่มดังที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มิได้หลบหนีไปแต่อย่างใด และผู้เสียหายไม่ได้ไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ทันที แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังเกิดเหตุผู้เสียหายกลับไปบ้านพัก สักครู่หนึ่งจำเลยที่ 1 นำโทรศัพท์เคลื่อนที่มาคืนให้แก่ผู้เสียหาย แม้ในการคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 จะมีพฤติการณ์โยนโทรศัพท์ลงบนพื้นแล้วเอาเท้าเหยียบไว้พร้อมกับพูดว่าอยากให้คลานมาเอาก็เป็นการกระทำที่ไม่สมควรเท่านั้น จากพฤติการณ์ดังกล่าวเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการทำไปด้วยความคึกคะนอง มิได้ประสงค์ต่อทรัพย์โดยมีเจตนาทุจริตเพื่อเอาทรัพย์ไปเป็นของตนเอง อันเป็นการขาดองค์ประกอบของความผิดฐานลักทรัพย์ จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ4184/2546
primary_red_case_no
อ3998/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000480.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1406/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553