คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10298 -ที่ 10299/2553 ฉบับเต็ม

#503250
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10298 - 10299/2553 นายตั๋ง แซ่หมี กับพวก โจทก์ จ่าสิบตำรวจบรรเจิด สุขจินดา จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192 แม้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่าจำเลยทำร้ายโจทก์ที่ 2 โดยการชกต่อย แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยทำร้ายโจทก์ที่ 2 โดยการเตะ ก็มิใช่เป็นข้อเท็จจริงซึ่งแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ อันเป็นเหตุให้ศาลต้องยกฟ้อง เพราะเป็นเพียงข้อแตกต่างในวิธีการประทุษร้ายซึ่งสาระสำคัญอยู่ที่ว่าจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายโจทก์ที่ 2 จริงหรือไม่ ข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ในชั้นพิจารณาจึงหาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้อง ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 2 เรียกโจทก์สำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 1 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย สำนวนแรก โจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 สำนวนที่สอง โจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องสำนวนแรกแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 2 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่าจำเลยทำร้ายโจทก์ที่ 2 โดยการชกต่อย แต่หากทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยทำร้ายโจทก์ที่ 2 โดยการเตะ ก็หาเป็นข้อเท็จจริงซึ่งแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ อันเป็นเหตุให้ศาลต้องยกฟ้อง เพราะเป็นเพียงข้อแตกต่างในวิธีการประทุษร้าย สาระสำคัญอยู่ที่ว่าจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายโจทก์ที่ 2 จริงหรือไม่ ข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ในชั้นพิจารณาจึงหาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6. (วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี-สมศักดิ์ ตันติภิรมย์-พินิจ สุเสารัจ) ศาลจังหวัดตาก - นายฐิตชัย มุ่งสันติ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2437/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ292/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ21/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
503250
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดตาก",
        "judge": "นายฐิตชัย มุ่งสันติ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993699"
    }
}
date
2553
deka_no
10299/2553
deka_running_no
10299
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี",
    "สมศักดิ์ ตันติภิรมย์",
    "พินิจ สุเสารัจ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายตั๋ง แซ่หมี กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "จ่าสิบตำรวจบรรเจิด สุขจินดา"
    }
]
long_text
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 2 เรียกโจทก์สำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 1 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

สำนวนแรก โจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297

สำนวนที่สอง โจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องสำนวนแรกแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 2 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่าจำเลยทำร้ายโจทก์ที่ 2 โดยการชกต่อย แต่หากทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยทำร้ายโจทก์ที่ 2 โดยการเตะ ก็หาเป็นข้อเท็จจริงซึ่งแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ อันเป็นเหตุให้ศาลต้องยกฟ้อง เพราะเป็นเพียงข้อแตกต่างในวิธีการประทุษร้าย สาระสำคัญอยู่ที่ว่าจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายโจทก์ที่ 2 จริงหรือไม่ ข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ในชั้นพิจารณาจึงหาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
opensearch_id
primary_black_case_no
อ292/2547
primary_red_case_no
อ21/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000479.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2437/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10298 -
year
2553