คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8123/2553 ฉบับเต็ม

#503259
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8123/2553 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ นายอนุพงษ์หรืออู๊ด บุญเจริญสุข จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 คำว่า "อากร" ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 หมายถึงค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น หาหมายรวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นภาษีอากรฝ่ายสรรพากร ภาษีสรรพสามิต และภาษีมหาดไทยด้วยไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองนำค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีมหาดไทยสำหรับรถยนต์ของกลางมารวมเป็นค่าอากรอีกจำนวนหนึ่งนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 27 จำคุก 2 ปี ปรับ 5,855,878.84 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวน ตลอดจนข้อนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาลมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 3,903,919.23 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ตามเดิม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อแรก จำเลยมีเจตนาฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลโดยนำรถยนต์เข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้เสียค่าภาษีหรือไม่ จำเลยอ้างว่า จำเลยไม่มีเจตนาฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล เพราะจำเลยซื้ออะไหล่และนำชิ้นส่วนของรถยนต์ประกอบเข้ากันขึ้นเป็นรถยนต์คันพิพาททั้งคัน และยังไม่แล้วเสร็จ ยังมีขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการก่อนที่จะมีการเสียภาษี เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยว่าได้ซื้อชิ้นส่วนก็ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการซื้อขายชิ้นส่วนและเครื่องยนต์ของรถ หรือหลักฐานอื่นที่จำเลยควรมีไว้เพื่อตระเตรียมพร้อมจะดำเนินการทางภาษีและทะเบียนให้เสร็จสิ้นต่อไป ลำพังคำเบิกความลอย ๆ โดยปราศจากพยานหลักฐานสนับสนุนของจำเลย ไม่อาจรับฟังได้ตามที่จำเลยอ้าง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบ จำเลยครอบครองรถยนต์ของกลางที่ผลิตนอกราชอาณาจักร โดยไม่ปรากฏว่ามีการนำรถยนต์ของกลางผ่านศุลกากรและเสียภาษีโดยถูกต้อง จำเลยมีเจตนาฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล อันเป็นความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ปัญหาพิจารณาข้อต่อไปมีว่า จำเลยจะต้องถูกปรับเพียงใด โดยจำเลยอ้างว่ารถยนต์ของกลางมีราคาไม่มาก ไม่ควรนำราคาที่โจทก์ตั้งมาเป็นฐานในการคิดค่าปรับจากจำเลย เห็นว่า โจทก์มีนางปริญดา เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรซึ่งประเมินอากรของกลาง มาเบิกความเป็นพยานประกอบเอกสารใบประเมินราคาและอากรรถยนต์ว่า รถยนต์ของกลางผลิตตั้งแต่ ค.ศ.1997 (หรือ พ.ศ.2540) มีการใช้งานมาจนถึงวันที่ประเมินราคาในปี 2545 เป็นเวลา 4 ปีเศษ คิดหักค่าเสื่อมราคาร้อยละ 50 ของราคา ซี. ไอ. เอฟ. รถใหม่รวมอุปกรณ์คิดเป็นราคา 467,465.60 บาท เมื่อรวมค่าภาษีต่าง ๆ เข้าแล้วมีราคารวม 1,463,969.71 บาท จำเลยคงเบิกความลอย ๆ ว่ารถยนต์ของกลางมีราคาตลาดเพียง 700,000 บาท ไม่อาจหักล้างทางนำสืบของโจทก์ที่มีกระบวนการคิดราคาและข้อมูลอ้างอิงอันควรเชื่อได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้คิดราคาและกำหนดโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าของของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ชอบด้วยพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 2 และมาตรา 27 แล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำว่า "ค่าอากร" ตามมาตรา 27 หมายถึงค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น หาหมายรวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นภาษีอากรฝ่ายสรรพากร ภาษีสรรพสามิต และภาษีมหาดไทยด้วยไม่ ที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบค่าอากรเป็นเงิน 996,504.11 บาท ปรากฏตามใบประเมินราคาและอากรรถยนต์ได้รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 95,773.72 บาท ภาษีสรรพสามิต 478,870.83 บาท และภาษีมหาดไทย 47,887.08 บาท เข้าด้วยกัน คดีนี้รถยนต์ของกลางมีราคา 467,465.60 บาท ต้องเสียค่าอากรขาเข้าเป็นเงิน 373,972.48 บาท รวมราคาของกับค่าอากรเข้าด้วยกันเป็นเงินเพียง 841,438.08 บาท เท่านั้น มิใช่เป็นจำนวน 1,463,969.71 บาท ตามที่โจทก์อ้าง เมื่อลงโทษปรับสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วจึงเป็นเงิน 3,365,752.32 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองนำค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีมหาดไทยสำหรับรถยนต์ของกลางมารวมเป็นค่าอากรอีกจำนวนหนึ่งไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนโทษปรับให้ลงโทษปรับ 3,365,752.32 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 2,243,834.88 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (นพพร โพธิรังสิยากร-ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว-สุทธิโชค เทพไตรรัตน์) ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายธนา วิริยะวินิจเจริญ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายเฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4906/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ10324/2545 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1484/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
503259
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรปราการ",
        "judge": "นายธนา วิริยะวินิจเจริญ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายเฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081994694"
    }
}
date
2553
deka_no
8123/2553
deka_running_no
8123
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "นพพร โพธิรังสิยากร",
    "ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว",
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469",
        "sections": [
            "ม. 27"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอนุพงษ์หรืออู๊ด บุญเจริญสุข"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 27 จำคุก 2 ปี ปรับ 5,855,878.84 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวน ตลอดจนข้อนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาลมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 3,903,919.23 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ตามเดิม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อแรก จำเลยมีเจตนาฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลโดยนำรถยนต์เข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้เสียค่าภาษีหรือไม่ จำเลยอ้างว่า จำเลยไม่มีเจตนาฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล เพราะจำเลยซื้ออะไหล่และนำชิ้นส่วนของรถยนต์ประกอบเข้ากันขึ้นเป็นรถยนต์คันพิพาททั้งคัน และยังไม่แล้วเสร็จ ยังมีขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการก่อนที่จะมีการเสียภาษี เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยว่าได้ซื้อชิ้นส่วนก็ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการซื้อขายชิ้นส่วนและเครื่องยนต์ของรถ หรือหลักฐานอื่นที่จำเลยควรมีไว้เพื่อตระเตรียมพร้อมจะดำเนินการทางภาษีและทะเบียนให้เสร็จสิ้นต่อไป ลำพังคำเบิกความลอย ๆ โดยปราศจากพยานหลักฐานสนับสนุนของจำเลย ไม่อาจรับฟังได้ตามที่จำเลยอ้าง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบ จำเลยครอบครองรถยนต์ของกลางที่ผลิตนอกราชอาณาจักร โดยไม่ปรากฏว่ามีการนำรถยนต์ของกลางผ่านศุลกากรและเสียภาษีโดยถูกต้อง จำเลยมีเจตนาฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล อันเป็นความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ปัญหาพิจารณาข้อต่อไปมีว่า จำเลยจะต้องถูกปรับเพียงใด โดยจำเลยอ้างว่ารถยนต์ของกลางมีราคาไม่มาก ไม่ควรนำราคาที่โจทก์ตั้งมาเป็นฐานในการคิดค่าปรับจากจำเลย เห็นว่า โจทก์มีนางปริญดา เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรซึ่งประเมินอากรของกลาง มาเบิกความเป็นพยานประกอบเอกสารใบประเมินราคาและอากรรถยนต์ว่า รถยนต์ของกลางผลิตตั้งแต่ ค.ศ.1997 (หรือ พ.ศ.2540) มีการใช้งานมาจนถึงวันที่ประเมินราคาในปี 2545 เป็นเวลา 4 ปีเศษ คิดหักค่าเสื่อมราคาร้อยละ 50 ของราคา ซี. ไอ. เอฟ. รถใหม่รวมอุปกรณ์คิดเป็นราคา 467,465.60 บาท เมื่อรวมค่าภาษีต่าง ๆ เข้าแล้วมีราคารวม 1,463,969.71 บาท จำเลยคงเบิกความลอย ๆ ว่ารถยนต์ของกลางมีราคาตลาดเพียง 700,000 บาท ไม่อาจหักล้างทางนำสืบของโจทก์ที่มีกระบวนการคิดราคาและข้อมูลอ้างอิงอันควรเชื่อได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้คิดราคาและกำหนดโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าของของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ชอบด้วยพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 2 และมาตรา 27 แล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำว่า "ค่าอากร" ตามมาตรา 27 หมายถึงค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น หาหมายรวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นภาษีอากรฝ่ายสรรพากร ภาษีสรรพสามิต และภาษีมหาดไทยด้วยไม่ ที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบค่าอากรเป็นเงิน 996,504.11 บาท ปรากฏตามใบประเมินราคาและอากรรถยนต์ได้รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 95,773.72 บาท ภาษีสรรพสามิต 478,870.83 บาท และภาษีมหาดไทย 47,887.08 บาท เข้าด้วยกัน คดีนี้รถยนต์ของกลางมีราคา 467,465.60 บาท ต้องเสียค่าอากรขาเข้าเป็นเงิน 373,972.48 บาท รวมราคาของกับค่าอากรเข้าด้วยกันเป็นเงินเพียง 841,438.08 บาท เท่านั้น มิใช่เป็นจำนวน 1,463,969.71 บาท ตามที่โจทก์อ้าง เมื่อลงโทษปรับสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วจึงเป็นเงิน 3,365,752.32 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองนำค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีมหาดไทยสำหรับรถยนต์ของกลางมารวมเป็นค่าอากรอีกจำนวนหนึ่งไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนโทษปรับให้ลงโทษปรับ 3,365,752.32 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 2,243,834.88 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
อ10324/2545
primary_red_case_no
อ1484/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000488.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4906/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553