คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10588/2553 ฉบับเต็ม

#503260
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10588/2553 พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท กับพวก โจทก์ นางลิ้นจี่ มากซุง กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 96 ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรม เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นมรดกของโจทก์ร่วม จำเลยบุกรุกที่ดินพิพาทภายหลังเจ้ามรดกตาย โจทก์ร่วมย่อมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีได้ แม้โจทก์ร่วมจะจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินพิพาทภายหลังเกิดเหตุคดีนี้แล้วก็ตาม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง โจทก์ร่วมร้องทุกข์ว่าจำเลยบุกรุกที่ดินพิพาทภายใน 3 เดือนนับแต่โจทก์ร่วมรู้เรื่องการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว การที่โจทก์ร่วมแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเลขที่โฉนดที่ดินพิพาทผิดพลาดเป็นเพียงรายละเอียด แม้ต่อมาจะมีการให้การเพิ่มเติมและส่งเอกสารเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในภายหลังโดยมีการแก้ไขเลขที่โฉนดให้ถูกต้องหลังจากพ้นกำหนดเวลา 3 เดือนนับแต่โจทก์ร่วมรู้ถึงการกระทำความผิด ก็ถือว่าการร้องทุกข์สมบูรณ์ตั้งแต่วันที่โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ครั้งแรกแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365, 358 และ 83 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณา นางจิณห์นิภา ผู้เสียหายที่ 3 นายพัฒนะ ผู้เสียหายที่ 2 และนายสุรศักดิ์ ผู้เสียหายที่ 5 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยเรียกนางจิณห์นิภาว่าโจทก์ร่วมที่ 1 นายพัฒนะว่าโจทก์ร่วมที่ 2 และนายสุรศักดิ์ว่าโจทก์ร่วมที่ 3 ตามลำดับ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 และ 358 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในปัญหาเรื่องโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่าโจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 เป็นผู้รับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 4470 ตามพินัยกรรมของนางพวง เมื่อนางพวง เจ้ามรดกถึงแก่ความตายที่ดินพิพาท จึงเป็นมรดกตกได้แก่โจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 ตามกฎหมาย โจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ได้ แม้โจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 จะจดทะเบียนรับโอนมรดกภายหลังเกิดเหตุคดีนี้ก็ตาม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนในปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้น จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า โจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 แจ้งความว่าทราบเหตุเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2544 โดยในขณะร้องทุกข์อ้างว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกที่ดินโฉนดเลขที่ 2515 แต่มีการให้การเพิ่มเติมและส่งเอกสารในภายหลังเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 ว่าเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 4470 คดีบุกรุกเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 4470 จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่าโจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 แจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2544 แม้ในขณะแจ้งความร้องทุกข์ผู้เสียหายจะระบุเลขที่โฉนดที่ดินที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกว่า เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 2515 แต่ที่ดินที่โจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 อ้างว่าจำเลยที่ 1 บุกรุก ได้แก่ ที่ดินพิพาทในคดีนี้เท่านั้นซึ่งได้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 4470 จึงถือได้ว่ามีการแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2544 แล้ว มิใช่ถือเอาวันที่มีการให้การเพิ่มเติมและส่งเอกสารเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในภายหลัง ซึ่งเมื่อนับตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2544 ซึ่งเป็นวันที่ฝ่ายโจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 รู้เรื่องการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2544 แล้วยังอยู่ภายในระยะเวลา 3 เดือน ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ดังนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 358 จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (สุริยง ลิ้มสถิรานันท์-สนอง เล่าศรีวรกต-ประทีป ดุลพินิจธรรมา) ศาลจังหวัดชัยนาท - นายธีระชัย กระแสทรง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายปริญญา ดีผดุง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.49/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1378/2545 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1821/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
503260
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชัยนาท",
        "judge": "นายธีระชัย กระแสทรง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายปริญญา ดีผดุง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993591"
    }
}
date
2553
deka_no
10588/2553
deka_running_no
10588
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "สุริยง ลิ้มสถิรานันท์",
    "สนอง เล่าศรีวรกต",
    "ประทีป ดุลพินิจธรรมา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 96"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางลิ้นจี่ มากซุง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365, 358 และ 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณา นางจิณห์นิภา ผู้เสียหายที่ 3 นายพัฒนะ ผู้เสียหายที่ 2 และนายสุรศักดิ์ ผู้เสียหายที่ 5 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยเรียกนางจิณห์นิภาว่าโจทก์ร่วมที่ 1 นายพัฒนะว่าโจทก์ร่วมที่ 2 และนายสุรศักดิ์ว่าโจทก์ร่วมที่ 3 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 และ 358 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในปัญหาเรื่องโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่าโจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 เป็นผู้รับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 4470 ตามพินัยกรรมของนางพวง เมื่อนางพวง เจ้ามรดกถึงแก่ความตายที่ดินพิพาท จึงเป็นมรดกตกได้แก่โจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 ตามกฎหมาย โจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ได้ แม้โจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 จะจดทะเบียนรับโอนมรดกภายหลังเกิดเหตุคดีนี้ก็ตาม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ส่วนในปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้น จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า โจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 แจ้งความว่าทราบเหตุเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2544 โดยในขณะร้องทุกข์อ้างว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกที่ดินโฉนดเลขที่ 2515 แต่มีการให้การเพิ่มเติมและส่งเอกสารในภายหลังเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 ว่าเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 4470 คดีบุกรุกเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 4470 จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่าโจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 แจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2544 แม้ในขณะแจ้งความร้องทุกข์ผู้เสียหายจะระบุเลขที่โฉนดที่ดินที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกว่า เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 2515 แต่ที่ดินที่โจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 อ้างว่าจำเลยที่ 1 บุกรุก ได้แก่ ที่ดินพิพาทในคดีนี้เท่านั้นซึ่งได้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 4470 จึงถือได้ว่ามีการแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2544 แล้ว มิใช่ถือเอาวันที่มีการให้การเพิ่มเติมและส่งเอกสารเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในภายหลัง ซึ่งเมื่อนับตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2544 ซึ่งเป็นวันที่ฝ่ายโจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 รู้เรื่องการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2544 แล้วยังอยู่ภายในระยะเวลา 3 เดือน ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ดังนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 358 จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1378/2545
primary_red_case_no
อ1821/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000478.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.49/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553