คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9171/2553 ฉบับเต็ม

#503261
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9171/2553 พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต โจทก์ นายสุเทพหรือบอย อินญาวิเลิศ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 90, มาตรา 91, มาตรา 290 วรรคสอง, มาตรา 296, มาตรา 364, มาตรา 365, มาตรา 358 โจทก์ฟ้องฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ฐานทำให้เสียทรัพย์ ฐานร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 บุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 ทำให้เสียทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสาม และมีเจตนาเพียงทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 และผู้ตาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทอีกกระทงหนึ่ง ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากแยกจากกันได้จากความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 289, 358, 364, 365, 371 ริบของกลาง จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วจำเลยที่ 6 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 289 (4), 358, 362, 365, (1) (2) (3), 371 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ให้จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืน โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 4 อายุ 19 ปี รู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว จึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ จำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูกประกอบมาตรา 52 (2)) กึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ คงจำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกตลอดชีวิต แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต้องโทษประหารชีวิตแล้วและจำเลยที่ 6 ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เพียงสถานเดียว และให้จำคุกจำเลยที่ 6 ตลอดชีวิต เพียงสถานเดียว ริบของกลาง ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 5 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296, 290 วรรคสอง, 358, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 371 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูก มาตรา 91) ฐานร่วมกันพาอาวุธไปโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่กำหนดโทษ ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและใช้กำลังประทุษร้าย ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 คนละ 10 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 6 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดตามฟ้องฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ฐานทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน สามารถแยกการกระทำความผิดแต่ละฐานได้อย่างชัดเจน เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า นอกจากจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 จะร่วมกันบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 ในเวลากลางคืน โดยมีอาวุธแล้วร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กาย และผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ยังได้บุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 ในเวลากลางคืน โดยมีอาวุธแล้วร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทรัพย์สินของผู้เสียหายที่ 1 หลายรายการ ทั้งยังทำให้เสียหายซึ่งรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 และรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งของผู้เสียหายที่ 3 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 มีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทอีกกระทงหนึ่ง ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากแยกจากกันได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน แต่ที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำแก้ฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษนั้น จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มิได้ยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ยังมีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ และทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 83 อีกกระทงหนึ่ง ให้ลงโทษฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 6 ในความผิดฐานนี้ มีกำหนด 3 เดือน เมื่อรวมทุกกระทงความผิดแล้ว ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีกำหนดคนละ 10 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 5 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 (สู่บุญ วุฒิวงศ์-สมชาย สินเกษม-ปริญญา ดีผดุง) ศาลจังหวัดภูเก็ต - นายกิตติศักดิ์ อเนกธีรกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.5059/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ4041/2544 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1602/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
503261
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดภูเก็ต",
        "judge": "นายกิตติศักดิ์ อเนกธีรกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081994138"
    }
}
date
2553
deka_no
9171/2553
deka_running_no
9171
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "สู่บุญ วุฒิวงศ์",
    "สมชาย สินเกษม",
    "ปริญญา ดีผดุง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90",
            "ม. 91",
            "ม. 290 วรรคสอง",
            "ม. 296",
            "ม. 364",
            "ม. 365",
            "ม. 358"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุเทพหรือบอย อินญาวิเลิศ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 289, 358, 364, 365, 371 ริบของกลาง

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วจำเลยที่ 6 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 289 (4), 358, 362, 365, (1) (2) (3), 371 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ให้จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืน โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 4 อายุ 19 ปี รู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว จึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ จำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูกประกอบมาตรา 52 (2)) กึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ คงจำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกตลอดชีวิต แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต้องโทษประหารชีวิตแล้วและจำเลยที่ 6 ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เพียงสถานเดียว และให้จำคุกจำเลยที่ 6 ตลอดชีวิต เพียงสถานเดียว ริบของกลาง ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 5 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296, 290 วรรคสอง, 358, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 371 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูก มาตรา 91) ฐานร่วมกันพาอาวุธไปโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่กำหนดโทษ ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและใช้กำลังประทุษร้าย ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 คนละ 10 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 6 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดตามฟ้องฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ฐานทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน สามารถแยกการกระทำความผิดแต่ละฐานได้อย่างชัดเจน เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า นอกจากจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 จะร่วมกันบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 ในเวลากลางคืน โดยมีอาวุธแล้วร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กาย และผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ยังได้บุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 ในเวลากลางคืน โดยมีอาวุธแล้วร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทรัพย์สินของผู้เสียหายที่ 1 หลายรายการ ทั้งยังทำให้เสียหายซึ่งรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 และรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งของผู้เสียหายที่ 3 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 มีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทอีกกระทงหนึ่ง ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากแยกจากกันได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน แต่ที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำแก้ฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษนั้น จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มิได้ยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ยังมีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ และทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 83 อีกกระทงหนึ่ง ให้ลงโทษฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 6 ในความผิดฐานนี้ มีกำหนด 3 เดือน เมื่อรวมทุกกระทงความผิดแล้ว ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีกำหนดคนละ 10 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 5 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
opensearch_id
primary_black_case_no
อ4041/2544
primary_red_case_no
อ1602/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000483.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.5059/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553