คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11298/2553 ฉบับเต็ม

#503262
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11298/2553 พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี โจทก์ นายจีระพงษ์ น้อยพิทักษ์ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 83 จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 2 และ ฉ. นั่งซ้อนท้าย เมื่อพบผู้เสียหายและ พ. ขับรถจักรยานยนต์แล่นสวนทางมา จำเลยที่ 1 เลี้ยวกลับรถจักรยานยนต์ขับไล่ติดตามรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายพร้อมทั้งมีการตะโกนบอกให้ผู้เสียหายหยุดรถ เมื่อผู้เสียหายไม่ยอมหยุดรถ ฉ. ใช้อาวุธปืนยิงถูกกระจกมองข้างรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจนแตก แล้วจอดรถให้ ฉ. ลงจากรถไปใช้อาวุธปืนจี้เอาเงินสดและรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย โดยในระหว่างนั้น จำเลยที่ 1 ก็ยังคงจอดรถจักรยานยนต์รออยู่ในบริเวณใกล้เคียงในลักษณะที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ ฉ. ได้ทันที หากมีเหตุที่จะต้องให้ความช่วยเหลือ เมื่อ ฉ. ได้ทรัพย์ของผู้เสียหายและขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกไปจากที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ก็ขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายหลบหนีตาม ฉ. ไปด้วยกัน ย่อมแสดงให้เห็นว่ามีการคบคิดกันมาแต่แรกโดยมีการแบ่งหน้าที่กันทำ พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 และ ฉ. ปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 340 วรรคสอง และวรรคสี่, 340 ตรี, 371, 80, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี, 371, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนและใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด จำคุกคนละ 19 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 20 ปี 12 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 15 ปี 9 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และนายฉัตรชัยเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 2 และนายฉัตรชัยนั่งซ้อนท้าย เมื่อพบผู้เสียหายและนางสาวเพ็ญประภาขับรถจักรยานยนต์แล่นสวนทางมา จำเลยที่ 1 ก็เลี้ยวกลับรถจักรยานยนต์ขับไล่ติดตามรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจนทันพร้อมทั้งมีการตะโกนบอกให้ผู้เสียหายหยุดรถ เมื่อผู้เสียหายไม่ยอมหยุดรถนายฉัตรชัยที่นั่งซ้อนท้ายสุดก็ใช้อาวุธปืนที่พาติดตัวไปยิงไปถูกกระจกมองข้างรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจนแตกได้รับความเสียหาย แล้วจอดรถให้นายฉัตรชัยลงจากรถไปใช้อาวุธปืนจี้เอาเงินสดและรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย โดยในระหว่างที่นายฉัตรชัยทำการจี้ชิงทรัพย์ของผู้เสียหายอยู่นั้น จำเลยที่ 1 ก็ยังคงจอดรถจักรยานยนต์รออยู่ในบริเวณใกล้เคียงในลักษณะที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือนายฉัตรชัยได้ทันที หากมีเหตุที่จะต้องให้ความช่วยเหลือ และหลังเกิดเหตุเมื่อนายฉัตรชัยได้ทรัพย์ของผู้เสียหายและขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกจากที่เกิดเหตุไป จำเลยที่ 1 ก็ขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายหลบหนีตามนายฉัตรชัยไปด้วยกันนั้น ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าได้มีการคบคิดกันมาแต่แรกแล้วว่าจะร่วมกันปล้นเอาทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมีการแบ่งหน้าที่กันทำมาแต่ต้น พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 และนายฉัตรชัยปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 13 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 (พิสิฐ ฐิติภัค-ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว-นพพร โพธิรังสิยากร) ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายประสิทธิ์ รวมสิน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายสมยศ ใจสำราญ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.5278/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ8292/2544 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3115/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
503262
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกาญจนบุรี",
        "judge": "นายประสิทธิ์ รวมสิน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายสมยศ ใจสำราญ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993259"
    }
}
date
2553
deka_no
11298/2553
deka_running_no
11298
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "พิสิฐ ฐิติภัค",
    "ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว",
    "นพพร โพธิรังสิยากร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจีระพงษ์ น้อยพิทักษ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 340 วรรคสอง และวรรคสี่, 340 ตรี, 371, 80, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี, 371, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนและใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด จำคุกคนละ 19 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 20 ปี 12 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 15 ปี 9 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และนายฉัตรชัยเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 2 และนายฉัตรชัยนั่งซ้อนท้าย เมื่อพบผู้เสียหายและนางสาวเพ็ญประภาขับรถจักรยานยนต์แล่นสวนทางมา จำเลยที่ 1 ก็เลี้ยวกลับรถจักรยานยนต์ขับไล่ติดตามรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจนทันพร้อมทั้งมีการตะโกนบอกให้ผู้เสียหายหยุดรถ เมื่อผู้เสียหายไม่ยอมหยุดรถนายฉัตรชัยที่นั่งซ้อนท้ายสุดก็ใช้อาวุธปืนที่พาติดตัวไปยิงไปถูกกระจกมองข้างรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจนแตกได้รับความเสียหาย แล้วจอดรถให้นายฉัตรชัยลงจากรถไปใช้อาวุธปืนจี้เอาเงินสดและรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย โดยในระหว่างที่นายฉัตรชัยทำการจี้ชิงทรัพย์ของผู้เสียหายอยู่นั้น จำเลยที่ 1 ก็ยังคงจอดรถจักรยานยนต์รออยู่ในบริเวณใกล้เคียงในลักษณะที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือนายฉัตรชัยได้ทันที หากมีเหตุที่จะต้องให้ความช่วยเหลือ และหลังเกิดเหตุเมื่อนายฉัตรชัยได้ทรัพย์ของผู้เสียหายและขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกจากที่เกิดเหตุไป จำเลยที่ 1 ก็ขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายหลบหนีตามนายฉัตรชัยไปด้วยกันนั้น ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าได้มีการคบคิดกันมาแต่แรกแล้วว่าจะร่วมกันปล้นเอาทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมีการแบ่งหน้าที่กันทำมาแต่ต้น พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 และนายฉัตรชัยปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 13 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
opensearch_id
primary_black_case_no
อ8292/2544
primary_red_case_no
อ3115/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000475.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.5278/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553