คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9603/2553 ฉบับเต็ม

#503265
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9603/2553 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี โจทก์ นางสาวนิตยา พุ่มศิริ โจทก์ร่วม นายสุเทพ จันทร์แจ่มใส จำเลย ป.อ. มาตรา 334 โจทก์ร่วมซื้อรถยนต์ตู้จากจำเลยในราคา 310,000 บาท จำเลยรับชำระราคาแล้ว 200,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระให้ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 สัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ย่อมโอนให้แก่โจทก์ร่วมตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 453 และ 458 แม้จะได้ความว่าโจทก์ร่วมยังค้างชำระค่ารถยนต์ตู้อยู่ก็ตาม หากโจทก์ร่วมเพิกเฉยไม่ยอมชำระหนี้ดังกล่าว ถือว่าโจทก์ร่วมผิดสัญญา จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องคดีทางแพ่งเพื่อขอให้โจทก์ร่วมชำระหนี้ให้ครบถ้วน จำเลยหามีสิทธิที่จะติดตามเอารถยนต์ตู้คันที่ขายไปนั้นคืนมาโดยพลการได้ไม่ การที่จำเลยบอกกับ ท. ซึ่งเป็นเพียงคนขับรถยนต์ตู้ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ร่วมว่าจะมาเอารถยนต์ตู้ไป ท. มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้และมิใช่ผู้ที่มีอำนาจให้ความยินยอมให้จำเลยกระทำการเช่นนั้น จึงเป็นการบอกกล่าวให้รับทราบเท่านั้น และ ท. มิได้มอบกุญแจรถยนต์ตู้เพื่อให้จำเลยนำรถยนต์ตู้ไปจากที่จอดรถแต่ประการใด ดังนั้น การที่จำเลยขับรถยนต์ตู้ไปจากที่จอดรถ จึงเป็นการเอารถยนต์ตู้ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไปโดยไม่มีอำนาจ แม้จำเลยจะอ้างว่าสืบเนื่องมาจากโจทก์ร่วมไม่ยอมชำระหนี้ที่ค้างก็ตาม แต่ก็เป็นการใช้อำนาจบังคับชำระหนี้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ร่วมค้างชำระราคารถยนต์เพียงประมาณ 20,000 บาท แต่จำเลยจะให้โจทก์ร่วมชำระเงินแก่จำเลยถึง 100,000 บาท ดังนั้น การที่จำเลยเอารถยนต์ตู้ไปจากโจทก์ร่วมเพื่อเรียกร้องให้โจทก์ร่วมชำระหนี้นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2553 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 310,000 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานางสาวนิตยา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์จำนวน 310,000 บาท แก่โจทก์ร่วมด้วย (ที่ถูกข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก) จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้จำเลยคืนรถยนต์ตู้หมายเลขทะเบียน 7 ฌ - 9297 กรุงเทพมหานคร หรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 310,000 บาท แก่โจทก์ร่วม โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์สัญญาซื้อขายแล้ว โจทก์ร่วมตกลงซื้อรถยนต์ตู้กับจำเลยในราคา 310,000 บาท และในสัญญาข้อ 3 ระบุว่าจำเลยตกลงรับชำระราคารถยนต์จำนวน 200,000 บาท ในวันที่ 27 ตุลาคม 2540 ส่วนจำนวนที่เหลือจะชำระให้จำเลยในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 สัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้แต่ประการใด ดังนั้น จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ย่อมโอนให้แก่โจทก์ร่วมตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 453, 458 แม้จำเลยจะนำสืบว่ายังมิได้ส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และโอนชื่อในทะเบียนให้แก่โจทก์ร่วมก็ตาม แต่ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์มิใช่เอกสารสำคัญที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ เพียงแต่เป็นพยานหลักฐานอันหนึ่งที่แสดงถึงการเสียภาษีประจำปีและแสดงว่าผู้มีชื่อในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์น่าจะเป็นเจ้าของเท่านั้น คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ตู้คันดังกล่าว ตามทางนำสืบโจทก์ปรากฏว่า จำเลยส่งมอบรถยนต์ตู้ให้โจทก์ร่วมรับไปเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2540 และรับชำระเงินจากโจทก์ร่วมจำนวน 200,000 บาท ตามสัญญา แม้จะได้ความว่าโจทก์ร่วมยังค้างชำระหนี้อยู่ก็ตาม หากโจทก์ร่วมเพิกเฉยไม่ยอมชำระหนี้ดังกล่าว ถือว่าโจทก์ร่วมผิดสัญญา จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องคดีแพ่งเพื่อขอให้โจทก์ร่วมชำระหนี้ให้ครบถ้วน จำเลยหามีสิทธิที่จะติดตามเอารถยนต์ตู้คันที่ขายไปนั้นคืนมาโดยพลการได้ไม่ แม้จำเลยจะนำสืบอ้างสัญญาซื้อขายว่ามีข้อตกลงว่าหากผู้ซื้อไม่ชำระเงินจะยินยอมขายรถคืนนั้น เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวทำขึ้นภายหลังระหว่างจำเลยกับนายสิริศักดิ์ ซึ่งเป็นสามีของโจทก์ร่วม ไม่ได้ทำขึ้นโดยโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ซื้อตามสัญญาซื้อขาย จึงไม่ผูกพันโจทก์ร่วมแต่ประการใด ดังนั้น แม้ตามคำเบิกความของนางสาวทวินัน จะได้ความว่า ในวันที่ 22 มีนาคม 2542 เวลา 14 นาฬิกา พยานเห็นจำเลยมาที่จอดรถและพูดคุยกับพยาน ต่อมาเวลาประมาณ 20 นาฬิกา พยานจึงทราบว่าจำเลยขับรถยนต์ตู้ไปแล้ว โดยพยานเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ก่อนและหลังวันที่ 22 มีนาคม 2542 จำเลยบอกพยานว่าจะมาเอารถยนต์ตู้ไป แม้จะได้ความดังกล่าวการที่จำเลยมาบอกกับนางสาวทวินัน ซึ่งเป็นเพียงคนขับรถยนต์ตู้และเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ดังกล่าวและมิใช่ผู้ที่มีอำนาจให้ความยินยอมให้จำเลยกระทำการเช่นนั้น จึงเป็นการบอกกล่าวให้รับทราบเท่านั้น อีกทั้งนางสาวทวินันยังเบิกความยืนยันว่า กุญแจรถยนต์ตู้ที่ฝากไว้กับพี่สาวพยานนั้นยังคงอยู่ จึงรับฟังได้ว่านางสาวทวินันมิได้ยินยอมมอบกุญแจรถยนต์เพื่อให้จำเลยนำรถยนต์ตู้ไปจากที่จอดรถแต่ประการใด ดังนั้น การที่จำเลยขับรถยนต์ตู้ไปจากที่จอดรถ จึงเป็นการเอารถยนต์ตู้ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไปโดยไม่มีอำนาจ แม้จำเลยจะอ้างว่าสืบเนื่องมาจากโจทก์ร่วมไม่ยอมชำระหนี้ที่ค้างก็ตาม แต่ก็เป็นการใช้อำนาจบังคับให้ชำระหนี้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ร่วมค้างชำระราคารถยนต์แก่จำเลยเพียงประมาณ 20,000 บาท แต่จำเลยจะให้โจทก์ร่วมชำระเงินแก่จำเลยถึง 100,000 บาท ดังนั้น การที่จำเลยเอารถยนต์ตู้ไปจากโจทก์ร่วมเพื่อเรียกร้องให้โจทก์ร่วมชำระหนี้นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์-พรเพชร วิชิตชลชัย-ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน) ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายนิพันธ์ อักษรกาญจน์ ศาลอุทธรณ์ - นายไพโรจน์ นวานุช แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6162/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ7436/2543 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4236/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
503265
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดมีนบุรี",
        "judge": "นายนิพันธ์ อักษรกาญจน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายไพโรจน์ นวานุช"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993923"
    }
}
date
2553
deka_no
9603/2553
deka_running_no
9603
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์",
    "พรเพชร วิชิตชลชัย",
    "ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 334"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางสาวนิตยา พุ่มศิริ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุเทพ จันทร์แจ่มใส"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 310,000 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสาวนิตยา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์จำนวน 310,000 บาท แก่โจทก์ร่วมด้วย (ที่ถูกข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้จำเลยคืนรถยนต์ตู้หมายเลขทะเบียน 7 ฌ - 9297 กรุงเทพมหานคร หรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 310,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์สัญญาซื้อขายแล้ว โจทก์ร่วมตกลงซื้อรถยนต์ตู้กับจำเลยในราคา 310,000 บาท และในสัญญาข้อ 3 ระบุว่าจำเลยตกลงรับชำระราคารถยนต์จำนวน 200,000 บาท ในวันที่ 27 ตุลาคม 2540 ส่วนจำนวนที่เหลือจะชำระให้จำเลยในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 สัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้แต่ประการใด ดังนั้น จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ย่อมโอนให้แก่โจทก์ร่วมตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 453, 458 แม้จำเลยจะนำสืบว่ายังมิได้ส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และโอนชื่อในทะเบียนให้แก่โจทก์ร่วมก็ตาม แต่ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์มิใช่เอกสารสำคัญที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ เพียงแต่เป็นพยานหลักฐานอันหนึ่งที่แสดงถึงการเสียภาษีประจำปีและแสดงว่าผู้มีชื่อในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์น่าจะเป็นเจ้าของเท่านั้น คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ตู้คันดังกล่าว ตามทางนำสืบโจทก์ปรากฏว่า จำเลยส่งมอบรถยนต์ตู้ให้โจทก์ร่วมรับไปเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2540 และรับชำระเงินจากโจทก์ร่วมจำนวน 200,000 บาท ตามสัญญา แม้จะได้ความว่าโจทก์ร่วมยังค้างชำระหนี้อยู่ก็ตาม หากโจทก์ร่วมเพิกเฉยไม่ยอมชำระหนี้ดังกล่าว ถือว่าโจทก์ร่วมผิดสัญญา จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องคดีแพ่งเพื่อขอให้โจทก์ร่วมชำระหนี้ให้ครบถ้วน จำเลยหามีสิทธิที่จะติดตามเอารถยนต์ตู้คันที่ขายไปนั้นคืนมาโดยพลการได้ไม่ แม้จำเลยจะนำสืบอ้างสัญญาซื้อขายว่ามีข้อตกลงว่าหากผู้ซื้อไม่ชำระเงินจะยินยอมขายรถคืนนั้น เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวทำขึ้นภายหลังระหว่างจำเลยกับนายสิริศักดิ์ ซึ่งเป็นสามีของโจทก์ร่วม ไม่ได้ทำขึ้นโดยโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ซื้อตามสัญญาซื้อขาย จึงไม่ผูกพันโจทก์ร่วมแต่ประการใด ดังนั้น แม้ตามคำเบิกความของนางสาวทวินัน จะได้ความว่า ในวันที่ 22 มีนาคม 2542 เวลา 14 นาฬิกา พยานเห็นจำเลยมาที่จอดรถและพูดคุยกับพยาน ต่อมาเวลาประมาณ 20 นาฬิกา พยานจึงทราบว่าจำเลยขับรถยนต์ตู้ไปแล้ว โดยพยานเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ก่อนและหลังวันที่ 22 มีนาคม 2542 จำเลยบอกพยานว่าจะมาเอารถยนต์ตู้ไป แม้จะได้ความดังกล่าวการที่จำเลยมาบอกกับนางสาวทวินัน ซึ่งเป็นเพียงคนขับรถยนต์ตู้และเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ดังกล่าวและมิใช่ผู้ที่มีอำนาจให้ความยินยอมให้จำเลยกระทำการเช่นนั้น จึงเป็นการบอกกล่าวให้รับทราบเท่านั้น อีกทั้งนางสาวทวินันยังเบิกความยืนยันว่า กุญแจรถยนต์ตู้ที่ฝากไว้กับพี่สาวพยานนั้นยังคงอยู่ จึงรับฟังได้ว่านางสาวทวินันมิได้ยินยอมมอบกุญแจรถยนต์เพื่อให้จำเลยนำรถยนต์ตู้ไปจากที่จอดรถแต่ประการใด ดังนั้น การที่จำเลยขับรถยนต์ตู้ไปจากที่จอดรถ จึงเป็นการเอารถยนต์ตู้ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไปโดยไม่มีอำนาจ แม้จำเลยจะอ้างว่าสืบเนื่องมาจากโจทก์ร่วมไม่ยอมชำระหนี้ที่ค้างก็ตาม แต่ก็เป็นการใช้อำนาจบังคับให้ชำระหนี้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ร่วมค้างชำระราคารถยนต์แก่จำเลยเพียงประมาณ 20,000 บาท แต่จำเลยจะให้โจทก์ร่วมชำระเงินแก่จำเลยถึง 100,000 บาท ดังนั้น การที่จำเลยเอารถยนต์ตู้ไปจากโจทก์ร่วมเพื่อเรียกร้องให้โจทก์ร่วมชำระหนี้นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
อ7436/2543
primary_red_case_no
อ4236/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000481.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6162/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553