คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5738/2552 ฉบับเต็ม

#503283
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5738/2552 บริษัทนิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์ โจทก์ บริษัทซีทีไอ ศรี บายาเนสมาส จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 616 ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 จำเลยที่ 2 รับมอบสินค้าพิพาทซึ่งบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์เมื่อเวลา 23 นาฬิกา การที่จำเลยที่ 2 ให้รถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาทออกเดินทางในเวลากลางคืนต่อเนื่องจากเวลาที่รับมอบสินค้าพิพาท โดยพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาทไปตามทางหลวงซึ่งจัดไว้เป็นทางสัญจรสาธารณะ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ประกอบการขนส่งด้วยความระมัดระวังตามสมควรแล้ว การที่สินค้าพิพาทสูญหายเพราะถูกโจรกรรมในระหว่างสัญจรบนทางหลวงจึงเป็นเหตุสุดวิสัยที่จำเลยที่ 2 จะป้องกันขัดขวางได้ และกรณีเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,325,909.96 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,252,315 บาท จากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า การที่สินค้าพิพาทถูกโจรกรรมเป็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดหมายได้แม้จะใช้ความระมัดระวังแล้วก็ตาม จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลวันนัดพิจารณา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า สินค้าพิพาทถูกโจรกรรมอันเป็นเหตุสุดวิสัยต้องด้วยข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิด เห็นว่า เหตุที่จะถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยนั้นจะต้องเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช่ความผิดของบุคคลนั้น และต้องเป็นเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้แม้ผู้ประสบเหตุนั้นจะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว ข้อเท็จจริงตามรายงานประจำวันปรากฏว่า รถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาทถูกคนร้าย 4 คน ซึ่งมีขวาน 2 เล่ม เป็นอาวุธใช้รถยนต์บังคับให้รถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาทจอด บังคับให้พนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 ลงจากรถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาท แล้วคนร้ายขับรถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาทหลบหนีไป การที่รถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาทถูกโจรกรรมเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช่ความผิดของจำเลยทั้งสองหรือพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมรับขนสินค้าพิพาทเพื่อบำเหน็จเป็นการค้าปกติของตนจะต้องร่วมรับผิดในการที่สินค้าพิพาทสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งมอบชักช้า จำเลยที่ 2 รับมอบสินค้าพิพาทซึ่งบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ เมื่อเวลา 23 นาฬิกา การที่จำเลยที่ 2 ให้รถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาทออกเดินทางในเวลากลางคืนต่อเนื่องจากเวลาที่ได้รับมอบสินค้าพิพาทโดยพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาทไปตามทางหลวงซึ่งจัดไว้เป็นทางสัญจรสาธารณะ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ประกอบการขนส่งด้วยความระมัดระวังตามสมควรแล้ว การที่สินค้าพิพาทสูญหายเพราะถูกโจรกรรมในระหว่างสัญจรบนทางหลวงจึงเป็นเหตุสุดวิสัยที่จำเลยที่ 2 จะป้องกันขัดขวางได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น และกรณีเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้แม้จำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพยสินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1)" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ (สมศักดิ์ เนตรมัย-พลรัตน์ ประทุมทาน-รัตน กองแก้ว) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
503283
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082001234"
    }
}
date
2552
deka_no
5738/2552
deka_running_no
5738
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "พลรัตน์ ประทุมทาน",
    "รัตน กองแก้ว"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 616"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 245 (1)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539",
        "sections": [
            "ม. 45"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทนิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทซีทีไอ ศรี บายาเนสมาส จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,325,909.96 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,252,315 บาท จากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า การที่สินค้าพิพาทถูกโจรกรรมเป็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดหมายได้แม้จะใช้ความระมัดระวังแล้วก็ตาม จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลวันนัดพิจารณา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า สินค้าพิพาทถูกโจรกรรมอันเป็นเหตุสุดวิสัยต้องด้วยข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิด เห็นว่า เหตุที่จะถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยนั้นจะต้องเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช่ความผิดของบุคคลนั้น และต้องเป็นเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้แม้ผู้ประสบเหตุนั้นจะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว ข้อเท็จจริงตามรายงานประจำวันปรากฏว่า รถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาทถูกคนร้าย 4 คน ซึ่งมีขวาน 2 เล่ม เป็นอาวุธใช้รถยนต์บังคับให้รถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาทจอด บังคับให้พนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 ลงจากรถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาท แล้วคนร้ายขับรถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาทหลบหนีไป การที่รถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาทถูกโจรกรรมเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช่ความผิดของจำเลยทั้งสองหรือพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมรับขนสินค้าพิพาทเพื่อบำเหน็จเป็นการค้าปกติของตนจะต้องร่วมรับผิดในการที่สินค้าพิพาทสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งมอบชักช้า จำเลยที่ 2 รับมอบสินค้าพิพาทซึ่งบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ เมื่อเวลา 23 นาฬิกา การที่จำเลยที่ 2 ให้รถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาทออกเดินทางในเวลากลางคืนต่อเนื่องจากเวลาที่ได้รับมอบสินค้าพิพาทโดยพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกสินค้าพิพาทไปตามทางหลวงซึ่งจัดไว้เป็นทางสัญจรสาธารณะ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ประกอบการขนส่งด้วยความระมัดระวังตามสมควรแล้ว การที่สินค้าพิพาทสูญหายเพราะถูกโจรกรรมในระหว่างสัญจรบนทางหลวงจึงเป็นเหตุสุดวิสัยที่จำเลยที่ 2 จะป้องกันขัดขวางได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น และกรณีเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้แม้จำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพยสินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1)"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000546.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552