คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9384/2552 ฉบับเต็ม

#503286
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9384/2552 นายแดน วีรวงษ์ โจทก์ นายสมหมายหรือภูตะวัน เยาว์เหมือน จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 214, มาตรา 810, มาตรา 904, มาตรา 991 ป.วิ.พ. มาตรา 142 โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยนำเงิน 70,000 บาท ของโจทก์ไปประกันตัว ก. ต่อศาลชั้นต้นแทนโจทก์ เมื่อคดีถึงที่สุดศาลชั้นต้นสั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน 70,000 บาท ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงินให้แก่จำเลยในฐานะนายประกัน จำเลยมอบเช็คให้โจทก์แต่ไม่ยอมมาเบิกเงินตามเช็คจากธนาคารคืนโจทก์ แต่จำเลยอยู่ในฐานะผู้ทรงที่พึงจะยื่นเช็คเพื่อให้ธนาคารใช้เงินแก่ตนเท่านั้น เงินที่ธนาคารพึงใช้ให้แก่จำเลยตามเช็คมิใช่เงินหรือทรัพย์สินที่จำเลยได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นตัวการตาม ป.พ.พ. มาตรา 810 โดยตรง เมื่อหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์เป็นหนี้เงิน หากจำเลยไม่ชำระ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์มีสิทธิจะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้รวมทั้งเงินหรือทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกค้างชำระแก่จำเลยตามมาตรา 214 โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยเบิกถอนเงินจากธนาคารตามเช็คเพื่อมอบให้แก่โจทก์ รวมทั้งจะขอให้บังคับธนาคารตามเช็คซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีใช้เงินตามเช็คที่ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงินให้แก่โจทก์ก็ไม่ได้ ตามคำฟ้องโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยมาเบิกถอนเงินตามเช็คจำนวน 70,000 บาท ชำระแก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นคำฟ้องที่ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นเงิน แม้โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยกระทำการตามฟ้องอันเป็นเพียงวิธีการบังคับชำระหนี้เป็นตัวเงิน แต่เมื่อมีหนี้เงินดังกล่าวซึ่งจำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์มอบหมายให้นางสาวสิรานี นำเงิน 120,000 บาท ของโจทก์ไปประกันตัวนางสาวกันยารัตน์ ต่อศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 495/2548 และหมายเลขดำที่ 391/2548 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐานบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ และกระทำผิดฐานขับรถในขณะเมาสุรา ตามลำดับ จำเลยอ้างตนเองเป็นตัวแทนของนายจงศักดิ์ ทนายความของนางสาวกันยารัตน์ อาสาโจทก์ในการขอประกันนางสาวกันยารัตน์ นางสาวสิรานีได้มอบเงินจำนวน 120,000 บาท ให้แก่จำเลยไปดำเนินการแทนโจทก์ จำเลยได้เบียดบังเอาเงินดังกล่าวจำนวน 50,000 บาท ของโจทก์ไปโดยทุจริต เนื่องจากโจทก์ทราบภายหลังว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 495/2548 ใช้หลักประกันเป็นเงินสดเพียง 70,000 บาท ส่วนคดีหมายเลขดำที่ 391/2548 ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ประกันและเมื่อคดีดังกล่าวถึงที่สุด ศาลชั้นต้นได้สั่งจ่ายคืนเงินหลักประกันตามเช็คธนาคารออมสิน สาขาตราด เลขที่ 3606919 ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงิน จำนวน 70,000 บาท ให้แก่จำเลย จำเลยได้มอบเช็คดังกล่าวให้โจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมมาเบิกเงินตามเช็คจากธนาคารคืนโจทก์ โจทก์ทวงถามจำเลยหลายครั้งจำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยเบิกเงินตามเช็คธนาคารออมสิน สาขาตราด เลขที่ 3606919 จำนวนเงิน 70,000 บาท ของศาลชั้นต้น ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่มาให้สั่งธนาคารตามเช็คจ่ายเงินจำนวน 70,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 1 กันยายน 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์มอบหมายให้นางสาวสิรานี นำเงิน 120,000 บาท ของโจทก์ไปประกันตัวนางสาวกันยารัตน์ ต่อศาลชั้นต้น ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 495/2548 และหมายเลขดำที่ 391/2548 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐานบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ และกระทำผิดฐานขับรถในขณะเมาสุรา ตามลำดับ จำเลยตกลงรับดำเนินการประกันตัวนางสาวกันยารัตน์ต่อศาลชั้นต้น โดยได้รับเงิน 120,000 บาท จากนางสาวสิรานี และนางสาวกันยารัตน์ก็ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจากศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์จึงทราบว่า หลักประกันที่จำเลยใช้ในการประกันตัวนางสาวกันยารัตน์เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 495/2548 เป็นเงินสดเพียง 70,000 บาท ส่วนคดีหมายเลขดำที่ 391/2548 ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ประกัน เมื่อคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุด ศาลชั้นต้นคืนหลักประกันให้แก่จำเลยโดยสั่งจ่ายเช็คระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงินจำนวน 70,000 บาท จำเลยได้มอบเช็คดังกล่าวแก่โจทก์ สำหรับเงินจำนวน 50,000 บาท ที่จำเลยเอาไปนั้น คดีเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว คงมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำเลยให้มาถอนเงินจากธนาคารตามเช็คจำนวน 70,000 บาท แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เช็คที่ศาลชั้นต้นสั่งจ่ายให้แก่จำเลยในฐานะนายประกันเป็นเช็คระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงิน จำเลยย่อมอยู่ในฐานะผู้ทรงในฐานะเป็นผู้รับเงินที่พึงจะยื่นเช็คเพื่อให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คแก่ตนเท่านั้น เงินที่ธนาคารพึงใช้ให้แก่จำเลยตามเช็คจึงมิใช่เงินหรือทรัพย์สินที่จำเลยได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 โดยตรง เมื่อหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์เป็นหนี้เงิน หากจำเลยไม่ชำระ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์มีสิทธิจะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ รวมทั้งเงินหรือทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกค้างชำระแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 214 โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยเบิกถอนเงินจากธนาคารตามเช็คเพื่อมอบให้แก่โจทก์ รวมทั้งจะขอให้บังคับธนาคารตามเช็คซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีใช้เงินที่ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงินให้แก่โจทก์ไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เมื่อตามคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยมาเบิกถอนเงินจำนวน 70,000 บาท ชำระแก่โจทก์ จึงถือได้ว่าเป็นคำฟ้องที่ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นเงินอีกจำนวนหนึ่ง แม้โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยกระทำการตามฟ้องอันเป็นเพียงวิธีการบังคับชำระหนี้เป็นตัวเงิน แต่เมื่อมีหนี้เงินดังกล่าวซึ่งจำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย ทั้งโจทก์ได้ชำระค่าธรรมเนียมศาลทั้งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์สำหรับคำขอในส่วนนี้มาอย่างคดีมีทุนทรัพย์โดยถูกต้องครบถ้วนแล้ว ศาลฎีกาชอบที่จะแก้ไขให้ถูกต้อง" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินอีกจำนวน 70,000 บาท แก่โจทก์ เมื่อรวมกับที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 120,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ (มนตรี ยอดปัญญา-วีระพล ตั้งสุวรรณ-อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยนำเงินจำนวน 120,000 บาท ของโจทก์ไปทำสัญญาประกันตัว ก. ต่อศาลชั้นต้นจำเลยจึงเป็นตัวแทนส่วนโจทก์เป็นตัวการ จำเลยใช้เงิน 70,000 บาท ในการทำสัญญาประกันคดีหนึ่ง ส่วนเงิน 50,000 บาท ไม่ต้องใช้เพราะอีกคดีหนึ่งไม่ต้องใช้หลักประกัน จำเลยต้องคืนเงิน 50,000 บาท ให้แก่โจทก์ตั้งแต่ต้นแต่ก็ไม่ยอมคืน โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ ส่วนเงิน 70,000 บาท จำเลยมีความผูกพันเป็นลูกหนี้ที่จะต้องคืนแก่โจทก์เมื่อสัญญาประกันสิ้นสุดลง แต่โจทก์มิได้มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระเงิน 70,000 บาท แก่โจทก์ ปรากฏว่าเมื่อสัญญาประกันสิ้นสุดลงศาลชั้นต้นสั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน 70,000 บาท ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงินมอบให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกัน น่าจะถือว่าเช็คดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 จำเลยได้มอบเช็คดังกล่าวให้โจทก์เป็นการชำระหนี้ส่วนนี้ถูกต้องแล้ว แต่โจทก์มิใช่ผู้ทรงจึงไม่มีสิทธินำเช็คไปยื่นให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คแก่โจทก์ โจทก์จึงยังไม่ได้รับชำระหนี้จำนวน 70,000 บาท จากจำเลยย่อมมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้ส่งบังคับจำเลยชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ตามมาตรา 213 ได้ ถ้าโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 70,000 บาท แก่โจทก์ ศาลย่อมพิพากษาให้ตามคำขอได้โดยโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้มีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้ดังกล่าวจากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิง รวมทั้งเงินหรือทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกค้างชำระแก่ลูกหนี้ด้วยตามมาตรา 214 คำขอท้ายฟ้องจึงไม่จำต้องระบุให้ศาลสั่งยึดทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งของลูกหนี้โดยเฉพาะเจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีอำนาจที่จะรวบรวมเงินให้พอชำระตามคำพิพากษาโดยวิธียึดหรืออายัดและขายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 282 นำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ได้ จำเลยได้รับเช็คจากศาลชั้นต้นสั่งจ่ายเงิน 70,000 บาท ระบุจำเลยเป็นผู้รับเงิน จำเลยเป็นผู้ทรงและศาลชั้นต้นซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายอยู่ในฐานะเป็นบุคคลภายนอกจะต้องชำระเงินตามเช็คให้แก่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีอำนาจอายัดเช็คและเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ตามมาตรา 282 (3) ประกอบมาตรา 311 และมาตรา 312 โจทก์ได้รับเช็คดังกล่าวจากจำเลยแล้วแต่โจทก์มิใช่ผู้ทรงไม่มีสิทธินำเช็คไปขึ้นเงินจากธนาคารโจทก์ต้องมอบเช็คให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเก็บเงินด้วยวิธีการอายัดต่อไป มิใช่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเบิกเงินตามเช็คจำนวน 70,000 บาทให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่มาให้สั่งธนาคารตามเช็คจ่ายเงิน 70,000 บาท แก่โจทก์ซึ่งศาลไม่อาจพิพากษาบังคับให้ได้ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยแต่การที่ศาลฎีกาถือว่า โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 70,000 บาท อีกจำนวนหนึ่งและพิพากษาให้จำเลยชำระเงินอีก 70,000 บาท แก่โจทก์ย่อมเป็นประโยชน์แก่โจทก์ที่จะใช้คำพิพากษาดังกล่าวดำเนินการบังคับคดีต่อไปรวมทั้งการเรียกเก็บเงินตามเช็คด้วยวิธีการอายัดดังกล่าวข้างต้นด้วย ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
503286
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081999399"
    }
}
date
2552
deka_no
9384/2552
deka_running_no
9384
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "วีระพล ตั้งสุวรรณ",
    "อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 214",
            "ม. 810",
            "ม. 904",
            "ม. 991"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายแดน วีรวงษ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมหมายหรือภูตะวัน เยาว์เหมือน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์มอบหมายให้นางสาวสิรานี นำเงิน 120,000 บาท ของโจทก์ไปประกันตัวนางสาวกันยารัตน์ ต่อศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 495/2548 และหมายเลขดำที่ 391/2548 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐานบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ และกระทำผิดฐานขับรถในขณะเมาสุรา ตามลำดับ จำเลยอ้างตนเองเป็นตัวแทนของนายจงศักดิ์ ทนายความของนางสาวกันยารัตน์ อาสาโจทก์ในการขอประกันนางสาวกันยารัตน์ นางสาวสิรานีได้มอบเงินจำนวน 120,000 บาท ให้แก่จำเลยไปดำเนินการแทนโจทก์ จำเลยได้เบียดบังเอาเงินดังกล่าวจำนวน 50,000 บาท ของโจทก์ไปโดยทุจริต เนื่องจากโจทก์ทราบภายหลังว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 495/2548 ใช้หลักประกันเป็นเงินสดเพียง 70,000 บาท ส่วนคดีหมายเลขดำที่ 391/2548 ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ประกันและเมื่อคดีดังกล่าวถึงที่สุด ศาลชั้นต้นได้สั่งจ่ายคืนเงินหลักประกันตามเช็คธนาคารออมสิน สาขาตราด เลขที่ 3606919 ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงิน จำนวน 70,000 บาท ให้แก่จำเลย จำเลยได้มอบเช็คดังกล่าวให้โจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมมาเบิกเงินตามเช็คจากธนาคารคืนโจทก์ โจทก์ทวงถามจำเลยหลายครั้งจำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยเบิกเงินตามเช็คธนาคารออมสิน สาขาตราด เลขที่ 3606919 จำนวนเงิน 70,000 บาท ของศาลชั้นต้น ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่มาให้สั่งธนาคารตามเช็คจ่ายเงินจำนวน 70,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 1 กันยายน 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์มอบหมายให้นางสาวสิรานี นำเงิน 120,000 บาท ของโจทก์ไปประกันตัวนางสาวกันยารัตน์ ต่อศาลชั้นต้น ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 495/2548 และหมายเลขดำที่ 391/2548 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐานบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ และกระทำผิดฐานขับรถในขณะเมาสุรา ตามลำดับ จำเลยตกลงรับดำเนินการประกันตัวนางสาวกันยารัตน์ต่อศาลชั้นต้น โดยได้รับเงิน 120,000 บาท จากนางสาวสิรานี และนางสาวกันยารัตน์ก็ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจากศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์จึงทราบว่า หลักประกันที่จำเลยใช้ในการประกันตัวนางสาวกันยารัตน์เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 495/2548 เป็นเงินสดเพียง 70,000 บาท ส่วนคดีหมายเลขดำที่ 391/2548 ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ประกัน เมื่อคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุด ศาลชั้นต้นคืนหลักประกันให้แก่จำเลยโดยสั่งจ่ายเช็คระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงินจำนวน 70,000 บาท จำเลยได้มอบเช็คดังกล่าวแก่โจทก์ สำหรับเงินจำนวน 50,000 บาท ที่จำเลยเอาไปนั้น คดีเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว คงมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำเลยให้มาถอนเงินจากธนาคารตามเช็คจำนวน 70,000 บาท แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เช็คที่ศาลชั้นต้นสั่งจ่ายให้แก่จำเลยในฐานะนายประกันเป็นเช็คระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงิน จำเลยย่อมอยู่ในฐานะผู้ทรงในฐานะเป็นผู้รับเงินที่พึงจะยื่นเช็คเพื่อให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คแก่ตนเท่านั้น เงินที่ธนาคารพึงใช้ให้แก่จำเลยตามเช็คจึงมิใช่เงินหรือทรัพย์สินที่จำเลยได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 โดยตรง เมื่อหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์เป็นหนี้เงิน หากจำเลยไม่ชำระ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์มีสิทธิจะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ รวมทั้งเงินหรือทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกค้างชำระแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 214 โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยเบิกถอนเงินจากธนาคารตามเช็คเพื่อมอบให้แก่โจทก์ รวมทั้งจะขอให้บังคับธนาคารตามเช็คซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีใช้เงินที่ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงินให้แก่โจทก์ไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อตามคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยมาเบิกถอนเงินจำนวน 70,000 บาท ชำระแก่โจทก์ จึงถือได้ว่าเป็นคำฟ้องที่ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นเงินอีกจำนวนหนึ่ง แม้โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยกระทำการตามฟ้องอันเป็นเพียงวิธีการบังคับชำระหนี้เป็นตัวเงิน แต่เมื่อมีหนี้เงินดังกล่าวซึ่งจำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย ทั้งโจทก์ได้ชำระค่าธรรมเนียมศาลทั้งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์สำหรับคำขอในส่วนนี้มาอย่างคดีมีทุนทรัพย์โดยถูกต้องครบถ้วนแล้ว ศาลฎีกาชอบที่จะแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินอีกจำนวน 70,000 บาท แก่โจทก์ เมื่อรวมกับที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 120,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยนำเงินจำนวน 120,000 บาท ของโจทก์ไปทำสัญญาประกันตัว ก. ต่อศาลชั้นต้นจำเลยจึงเป็นตัวแทนส่วนโจทก์เป็นตัวการ จำเลยใช้เงิน 70,000 บาท ในการทำสัญญาประกันคดีหนึ่ง ส่วนเงิน 50,000 บาท ไม่ต้องใช้เพราะอีกคดีหนึ่งไม่ต้องใช้หลักประกัน จำเลยต้องคืนเงิน 50,000 บาท ให้แก่โจทก์ตั้งแต่ต้นแต่ก็ไม่ยอมคืน โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ ส่วนเงิน 70,000 บาท จำเลยมีความผูกพันเป็นลูกหนี้ที่จะต้องคืนแก่โจทก์เมื่อสัญญาประกันสิ้นสุดลง แต่โจทก์มิได้มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระเงิน 70,000 บาท แก่โจทก์ ปรากฏว่าเมื่อสัญญาประกันสิ้นสุดลงศาลชั้นต้นสั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน 70,000 บาท ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงินมอบให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกัน น่าจะถือว่าเช็คดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 จำเลยได้มอบเช็คดังกล่าวให้โจทก์เป็นการชำระหนี้ส่วนนี้ถูกต้องแล้ว แต่โจทก์มิใช่ผู้ทรงจึงไม่มีสิทธินำเช็คไปยื่นให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คแก่โจทก์ โจทก์จึงยังไม่ได้รับชำระหนี้จำนวน 70,000 บาท จากจำเลยย่อมมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้ส่งบังคับจำเลยชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ตามมาตรา 213 ได้ ถ้าโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 70,000 บาท แก่โจทก์ ศาลย่อมพิพากษาให้ตามคำขอได้โดยโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้มีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้ดังกล่าวจากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิง รวมทั้งเงินหรือทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกค้างชำระแก่ลูกหนี้ด้วยตามมาตรา 214 คำขอท้ายฟ้องจึงไม่จำต้องระบุให้ศาลสั่งยึดทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งของลูกหนี้โดยเฉพาะเจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีอำนาจที่จะรวบรวมเงินให้พอชำระตามคำพิพากษาโดยวิธียึดหรืออายัดและขายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 282 นำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ได้ จำเลยได้รับเช็คจากศาลชั้นต้นสั่งจ่ายเงิน 70,000 บาท ระบุจำเลยเป็นผู้รับเงิน จำเลยเป็นผู้ทรงและศาลชั้นต้นซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายอยู่ในฐานะเป็นบุคคลภายนอกจะต้องชำระเงินตามเช็คให้แก่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีอำนาจอายัดเช็คและเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ตามมาตรา 282 (3) ประกอบมาตรา 311 และมาตรา 312 โจทก์ได้รับเช็คดังกล่าวจากจำเลยแล้วแต่โจทก์มิใช่ผู้ทรงไม่มีสิทธินำเช็คไปขึ้นเงินจากธนาคารโจทก์ต้องมอบเช็คให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเก็บเงินด้วยวิธีการอายัดต่อไป มิใช่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเบิกเงินตามเช็คจำนวน 70,000 บาทให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่มาให้สั่งธนาคารตามเช็คจ่ายเงิน 70,000 บาท แก่โจทก์ซึ่งศาลไม่อาจพิพากษาบังคับให้ได้ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยแต่การที่ศาลฎีกาถือว่า โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 70,000 บาท อีกจำนวนหนึ่งและพิพากษาให้จำเลยชำระเงินอีก 70,000 บาท แก่โจทก์ย่อมเป็นประโยชน์แก่โจทก์ที่จะใช้คำพิพากษาดังกล่าวดำเนินการบังคับคดีต่อไปรวมทั้งการเรียกเก็บเงินตามเช็คด้วยวิธีการอายัดดังกล่าวข้างต้นด้วย ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000530.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552