คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9467/2552 ฉบับเต็ม

#503393
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9467/2552 นางชะม้อย เที่ยงแท้ โจทก์ นายพากเพียร วิริยะพันธุ์ฯ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 144 โจทก์ฟ้องคดีนี้ก่อน แต่ประเด็นข้อพิพาทซึ่งศาลต้องวินิจฉัยชี้ขาดทั้งสองคดีเป็นอย่างเดียวกันว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่คู่ความก็เป็นคนเดียวกัน เมื่อคดีหลังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีคำพิพากษาวินิยฉัยชี้ขาดแล้วว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์คดีถึงที่สุดแล้ว กรณีต้องตกอยู่ภายใต้บังคับเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ศาลฎีกาจึงมิอาจหยิบยกพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบขึ้นมาวินิจฉัยคดีนี้เกี่ยวกับประเด็นที่คดีหลังได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วได้อีก ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ 40 ตารางวา ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลท่าข้าม อำเภอบางประกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อระหว่างวันที่ 22 ถึงวันที่ 24 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 ได้จ้าง วาน ใช้ ให้จำเลยที่ 2 กับพวกอีก 4 คน เข้าไปปลูกสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องและออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีเอกสารสิทธิที่แสดงว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 มิได้มอบหมายหรือจ้าง วาน ใช้ ให้จำเลยที่ 2 หรือบุคคลอื่นเข้าไปในที่ดินของโจทก์ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 กับพวกบุกรุกที่ดินส่วนใด เนื้อที่เท่าใด ทั้งคำฟ้องโจทก์ไม่มีแผนที่สังเขปหรือแผนผังใดพอที่จะทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจข้อหาได้ ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 94/31 หมู่ที่ 5 (เดิมหมู่ที่ 15) ตำบลท่าข้าม (เดิมตำบลบางปะกง) อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นทรัพย์สินของกองมรดกนางประไพ มีจำเลยที่ 1 และนางสุวพร เป็นผู้จัดการมรดก ในปี 2537 จำเลยที่ 2 ได้รับมอบอำนาจจากกองมรดกของนางประไพเข้าไปดูแลที่ดินดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์เข้าไปยึดถือที่ดินส่วนหนึ่งส่วนใดเป็นของตน จำเลยที่ 1 ไม่เคยใช้ จ้าง วาน ให้จำเลยที่ 2 เข้าไปทำการปลูกสร้างอาคารในที่ดินพิพาท โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อใด และได้มาอย่างไร ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นางศรีวรรณา ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกไปจากที่ดิน และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารออกไปจากที่ดินพิพาทตามแผนที่เอกสารหมาย จ.2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ระหว่างพิจารณาคดีในศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องว่า คดีแพ่งหมายแดงที่ 155/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเป็นอย่างเดียวกันกับคดีนี้ว่าสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นของใคร คดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีคำพิพากษาแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว คดีจึงต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองฎีกาในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ขอให้ศาลฎีกาจำหน่ายคดีของจำเลยทั้งสองออกจากสารบบความ จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ปัญหาตามคำร้องของโจทก์เห็นสมควรนำไปรวมวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ปัญหาตามคำร้องของโจทก์ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ก่อนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 155/2541 ของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่ประเด็นข้อพิพาทซึ่งศาลต้องวินิจฉัยชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของนางประไพ เป็นประเด็นข้อพิพาทประเด็นเดียวกันคู่ความเดียวกัน เมื่อคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 155/2541 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว กรณีต้องตกอยู่ภายใต้บังคับเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตร 144 แม้ว่าโจทก์จะฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนที่ศาลในคดีก่อนจะได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีก็ตาม ศาลฎีกาจึงมิอาจหยิบยกพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบขึ้นมาวินิจฉัยเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาได้อีก" จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของจำเลยทั้งสอง คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์-พิทยา บุญชู-พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
503393
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081999296"
    }
}
date
2552
deka_no
9467/2552
deka_running_no
9467
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์",
    "พิทยา บุญชู",
    "พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 144"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางชะม้อย เที่ยงแท้"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพากเพียร วิริยะพันธุ์ฯ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ 40 ตารางวา ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลท่าข้าม อำเภอบางประกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อระหว่างวันที่ 22 ถึงวันที่ 24 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 ได้จ้าง วาน ใช้ ให้จำเลยที่ 2 กับพวกอีก 4 คน เข้าไปปลูกสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องและออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีเอกสารสิทธิที่แสดงว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 มิได้มอบหมายหรือจ้าง วาน ใช้ ให้จำเลยที่ 2 หรือบุคคลอื่นเข้าไปในที่ดินของโจทก์ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 กับพวกบุกรุกที่ดินส่วนใด เนื้อที่เท่าใด ทั้งคำฟ้องโจทก์ไม่มีแผนที่สังเขปหรือแผนผังใดพอที่จะทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจข้อหาได้ ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 94/31 หมู่ที่ 5 (เดิมหมู่ที่ 15) ตำบลท่าข้าม (เดิมตำบลบางปะกง) อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นทรัพย์สินของกองมรดกนางประไพ มีจำเลยที่ 1 และนางสุวพร เป็นผู้จัดการมรดก ในปี 2537 จำเลยที่ 2 ได้รับมอบอำนาจจากกองมรดกของนางประไพเข้าไปดูแลที่ดินดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์เข้าไปยึดถือที่ดินส่วนหนึ่งส่วนใดเป็นของตน จำเลยที่ 1 ไม่เคยใช้ จ้าง วาน ให้จำเลยที่ 2 เข้าไปทำการปลูกสร้างอาคารในที่ดินพิพาท โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อใด และได้มาอย่างไร ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นางศรีวรรณา ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกไปจากที่ดิน และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารออกไปจากที่ดินพิพาทตามแผนที่เอกสารหมาย จ.2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาคดีในศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องว่า คดีแพ่งหมายแดงที่ 155/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเป็นอย่างเดียวกันกับคดีนี้ว่าสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นของใคร คดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีคำพิพากษาแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว คดีจึงต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองฎีกาในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ขอให้ศาลฎีกาจำหน่ายคดีของจำเลยทั้งสองออกจากสารบบความ จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ปัญหาตามคำร้องของโจทก์เห็นสมควรนำไปรวมวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ปัญหาตามคำร้องของโจทก์ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ก่อนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 155/2541 ของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่ประเด็นข้อพิพาทซึ่งศาลต้องวินิจฉัยชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของนางประไพ เป็นประเด็นข้อพิพาทประเด็นเดียวกันคู่ความเดียวกัน เมื่อคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 155/2541 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว กรณีต้องตกอยู่ภายใต้บังคับเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตร 144 แม้ว่าโจทก์จะฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนที่ศาลในคดีก่อนจะได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีก็ตาม ศาลฎีกาจึงมิอาจหยิบยกพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบขึ้นมาวินิจฉัยเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาได้อีก"

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของจำเลยทั้งสอง คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000529.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552