คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6484/2552 ฉบับเต็ม

#503395
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6484/2552 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางสุวรรณา เวชศรี ผู้ซื้อทรัพย์ นายวิทยา ชงัดเวช กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสองและวรรคสี่ ประกาศกรมบังคับคดีเรื่องนโยบายการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 มาตรา จำเลยที่ 1 อ้างว่าเหตุที่ทำให้ราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินมีจำนวนต่ำเกินสมควรนั้น เกิดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีกระทำประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยการกำหนดราคาประเมินทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดต่ำกว่าราคาประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินและมาตรฐานราคาค่าก่อสร้างที่ทราบประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว แต่ยังกำหนดราคาเริ่มต้นในการขายทอดตลาดครั้งที่ 2 และ 3 ลดลงจากจำนวนร้อยละ 80 ของราคาประเมินเป็นจำนวนร้อยละ 65 และ 50 ของราคาประเมินตามลำดับ ตามประกาศกรมบังคับคดีเรื่องนโยบายการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 ซึ่งเป็นประกาศฉบับใหม่ที่ประกาศใช้ขณะที่มีการขายทอดตลาดครั้งที่ 2 และ 3 อีกด้วย จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องเพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แห่ง ป.วิ.พ. แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 21) ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2548 เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2551 ภายหลังจากบทบัญญัติ มาตรา 309 ทวิ มีผลใช้บังคับแล้ว คำร้องของจำเลยที่ 1 จึงตกอยู่ภายใต้บังคับของวรรคสี่แห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวซึ่งบัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลในกรณีนี้เป็นที่สุด ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกาได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 369,408.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 275,205.62 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้และไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 126351 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำนองของจำเลยที่ 1 นำออกขายทอดตลาดและสามารถขายได้ในการขายทอดตลาดครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2546 ในราคาสูงสุด 305,000 บาท จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ราคาที่ขายได้ต่ำกว่าราคาท้องตลาด และเป็นการดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยการบังคับตามคำพิพากษาและเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบราคาประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นราคาประเมินที่เป็นกลาง แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดราคาประเมินทรัพย์ที่จะขายทอดตลาดต่ำกว่าความเป็นจริงมากและต่ำกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินทั้งการขายทอดตลาดครั้งที่ 2 และ 3 เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดราคาเริ่มต้นลดลงจากจำนวนร้อยละ 80 ของราคาประเมิน เป็นจำนวนร้อยละ 65 และ 50 ของราคาประเมินตามประกาศกรมบังคับคดีเรื่องนโยบายการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 ทำให้ราคาที่ขายได้ต่ำลงไปอีก การบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวจึงไม่เป็นธรรมและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เห็นว่า จำเลยที่ 1 อ้างว่าเหตุที่ทำให้ราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินมีจำนวนต่ำเกินสมควรนั้น เกิดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีกระทำประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงโดยการกำหนดราคาประเมินทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดต่ำกว่าราคาประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินและมาตรฐานราคาค่าก่อสร้างทั้งที่ทราบราคาประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินแล้วและยังกำหนดราคาเริ่มต้นในการขายทอดตลาดครั้งที่ 2 และที่ 3 ลดลงจากจำนวนร้อยละ 80 ของราคาประเมินเป็นจำนวนร้อยละ 65 และ 50 ของราคาประเมินตามลำดับตามประกาศกรมบังคับคดีเรื่องนโยบายการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 ซึ่งเป็นประกาศฉบับใหม่ที่ประกาศใช้ขณะที่มีการขายทอดตลาดครั้งที่ 2 และ 3 อีกด้วย จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องเพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 21) ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2548 คดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2551 ภายหลังจากบทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ มีผลใช้บังคับแล้ว คำร้องของจำเลยที่ 1 จึงตกอยู่ภายใต้บังคับของวรรคสี่แห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ซึ่งบัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลในกรณีนี้เป็นที่สุด ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นหรือคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 มานั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้" พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ (มนูพงศ์ รุจิกัณหะ-ประทีป เฉลิมภัทรกุล-สมควร วิเชียรวรรณ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
503395
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082000658"
    }
}
date
2552
deka_no
6484/2552
deka_running_no
6484
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "มนูพงศ์ รุจิกัณหะ",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "สมควร วิเชียรวรรณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 309 ทวิ วรรคสองและวรรคสี่"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประกาศกรมบังคับคดีเรื่องนโยบายการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2546",
        "law_abbr": "ประกาศกรมบังคับคดีเรื่องนโยบายการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2546",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "ผู้ซื้อทรัพย์",
        "name": "นางสุวรรณา เวชศรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวิทยา ชงัดเวช กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 369,408.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 275,205.62 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้และไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 126351 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำนองของจำเลยที่ 1 นำออกขายทอดตลาดและสามารถขายได้ในการขายทอดตลาดครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2546 ในราคาสูงสุด 305,000 บาท

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ราคาที่ขายได้ต่ำกว่าราคาท้องตลาด และเป็นการดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยการบังคับตามคำพิพากษาและเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งดำเนินการขายทอดตลาดใหม่

โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบราคาประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นราคาประเมินที่เป็นกลาง แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดราคาประเมินทรัพย์ที่จะขายทอดตลาดต่ำกว่าความเป็นจริงมากและต่ำกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินทั้งการขายทอดตลาดครั้งที่ 2 และ 3 เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดราคาเริ่มต้นลดลงจากจำนวนร้อยละ 80 ของราคาประเมิน เป็นจำนวนร้อยละ 65 และ 50 ของราคาประเมินตามประกาศกรมบังคับคดีเรื่องนโยบายการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 ทำให้ราคาที่ขายได้ต่ำลงไปอีก การบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวจึงไม่เป็นธรรมและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เห็นว่า จำเลยที่ 1 อ้างว่าเหตุที่ทำให้ราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินมีจำนวนต่ำเกินสมควรนั้น เกิดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีกระทำประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงโดยการกำหนดราคาประเมินทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดต่ำกว่าราคาประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินและมาตรฐานราคาค่าก่อสร้างทั้งที่ทราบราคาประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินแล้วและยังกำหนดราคาเริ่มต้นในการขายทอดตลาดครั้งที่ 2 และที่ 3 ลดลงจากจำนวนร้อยละ 80 ของราคาประเมินเป็นจำนวนร้อยละ 65 และ 50 ของราคาประเมินตามลำดับตามประกาศกรมบังคับคดีเรื่องนโยบายการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 ซึ่งเป็นประกาศฉบับใหม่ที่ประกาศใช้ขณะที่มีการขายทอดตลาดครั้งที่ 2 และ 3 อีกด้วย จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องเพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 21) ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2548 คดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2551 ภายหลังจากบทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ มีผลใช้บังคับแล้ว คำร้องของจำเลยที่ 1 จึงตกอยู่ภายใต้บังคับของวรรคสี่แห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ซึ่งบัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลในกรณีนี้เป็นที่สุด ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นหรือคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 มานั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000541.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552