คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9692/2552 ฉบับเต็ม

#503416
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9692/2552 นางแสวง แซ่ตั้ง โจทก์ นางนฤมล ชอบดี จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1356 ป.วิ.พ. มาตรา 55, มาตรา 142 โฉนดที่ดินมีชื่อ บ. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพีงผู้เดียวโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างร่วมกับ บ. บ. ยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ ท. ทั้งแปลงโดยไม่ชอบ และ ท. นำไปขายฝากกับจำเลยแล้วไม่ไถ่ถอน ทำให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตกเป็นสิทธิขาดแก่จำเลย แต่โจทก์ฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์จากจำเลยกึ่งหนึ่งโดยมิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนให้ระหว่าง บ. กับ ท. เท่ากับว่าการโอนดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย เมื่อการโอนชอบ ท. ย่อมมีสิทธินำไปขายฝากให้แก่จำเลยได้ จำเลยจึงรับซื้อไว้โดยชอบ คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่สามารถบังคับให้ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับนายบุญส่ง อยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2505 ต่อมาวันที่ 20 เมษายน 2527 โจทก์กับนายบุญส่งจดทะเบียนสมรสกัน มีลูกด้วยกัน 5 คน โจทก์กับนายบุญส่งร่วมกันประกอบอาชีพทำไร่ และรวบรวมเงินซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) จากนายผัน ให้นายบุญส่งมีชื่อใน น.ส.3 เพียงผู้เดียว ต่อมานายบุญส่งยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดิน เจ้าพนักงานออกโฉนดที่ดินเลขที่ 39920 ตำบลนาวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ระบุชื่อนายบุญส่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ นายบุญส่งยกที่ดินดังกล่าวโดยจดทะเบียนให้นางสาวทัศนีย์ บุตรของโจทก์กับนายบุญส่ง นางสาวทัศนีย์นำที่ดินไปจดทะเบียนขายฝากไว้กับจำเลย ครบกำหนดไถ่ถอนการขายฝากแล้ว นางสาวทัศนีย์ไม่ไถ่ถอนและไม่เคยบอกให้โจทก์ทราบ ขอให้จำเลยคืนที่ดินแก่โจทก์ จำนวน 8 ไร่ 28 ตารางวา หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงินไร่ละ 120,000 บาท รวมเป็นเงิน 968,400 บาท จำเลยให้การว่า นางสาวทัศนีย์นำที่ดินมาจดทะเบียนขายฝากไว้กับจำเลย จำเลยรับซื้อไว้โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต เมื่อครบกำหนดไถ่ถอนกำหนด 1 ปีแล้ว นางสาวทัศนีย์ขอเลื่อนระยะเวลาไถ่ถอนการขายฝากไปอีก 1 เดือน เมื่อครบกำหนดแล้ว ไม่สามารถหาเงินมาไถ่ถอนการขายฝากได้จึงหมดสิทธิไถ่ถอน โจทก์ทราบและรู้เห็นในการที่นายบุญส่งจดทะเบียนยกที่ดินให้นางสาวทัศนีย์ โจทก์มิได้คัดค้าน ที่ดินเป็นของนายบุญส่งแต่เพียงผู้เดียว โจทก์มิได้มีส่วนร่วมในการซื้อแต่อย่างใด ตามคำฟ้องของโจทก์มิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์อย่างไร ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย ให้กำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และนายบุญส่งเป็นสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรสตั้งแต่ปี 2505 มีลูกด้วยกัน 5 คน รวมทั้งนางสาวทัศนีย์ด้วย ต่อมาวันที่ 20 เมษายน 2527 จึงจดทะเบียนสมรสกัน วันที่ 23 มิถุนายน 2513 โจทก์และนายบุญส่งร่วมกันซื้อที่ดินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในตำบลนาวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 16 ไร่ 68 ตารางวา ต่อมานายบุญส่งได้นำไปขอออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 39920 ตำบลนาวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ยังคงใส่ชื่อนายบุญส่งคนเดียว โจทก์มีชื่อเป็นภริยาในบ้านเลขที่ 57 หมู่ที่ 6 ตำบลนาวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวรวมทั้งนางสาวทัศนีย์ วันที่ 11 มกราคม 2526 โจทก์ย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่ที่อื่น วันที่ 14 กรกฎาคม 2540 นายบุญส่งนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองไว้กับนางอรุณีย์ วันที่ 8 ตุลาคม 2540 นายบุญส่งยกที่ดินพิพาทให้นางสาวทัศนีย์ ซึ่งในการทำนิติกรรมทั้งสองครั้งนายบุญส่งระบุฐานะว่าเป็นหม้ายเพราะหย่าร้างนางสาวทัศนีย์นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนขายฝากกับจำเลยในเวลา 1 ปี เมื่อครบกำหนดนางสาวทัศนีย์ก็ไม่ได้ไถ่ถอนการขายฝาก พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามโฉนดที่ดินปรากฏทางทะเบียนว่ามีชื่อนายบุญส่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างร่วมกับนายบุญส่ง นายบุญส่งยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวทัศนีย์ทั้งแปลงโดยไม่ชอบ และนางสาวทัศนีย์นำไปขายฝากกับจำเลยแล้วไม่ไถ่ถอน ทำให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตกเป็นสิทธิขาดแก่จำเลย แต่โจทก์ฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์จากจำเลยกึ่งหนึ่งโดยมิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนให้ระหว่างนายบุญส่งกับนางสาวทัศนีย์เท่ากับว่าการโอนดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย เมื่อการโอนชอบนางสาวทัศนีย์ย่อมมีสิทธินำไปขายฝากให้แก่จำเลยได้ จำเลยจึงรับซื้อไว้โดยชอบคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จึงไม่สามารถบังคับให้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ (ศิริชัย วัฒนโยธิน-ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล-กีรติ กาญจนรินทร์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
503416
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081999188"
    }
}
date
2552
deka_no
9692/2552
deka_running_no
9692
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "ศิริชัย วัฒนโยธิน",
    "ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล",
    "กีรติ กาญจนรินทร์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1356"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55",
            "ม. 142"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางแสวง แซ่ตั้ง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางนฤมล ชอบดี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับนายบุญส่ง อยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2505 ต่อมาวันที่ 20 เมษายน 2527 โจทก์กับนายบุญส่งจดทะเบียนสมรสกัน มีลูกด้วยกัน 5 คน โจทก์กับนายบุญส่งร่วมกันประกอบอาชีพทำไร่ และรวบรวมเงินซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) จากนายผัน ให้นายบุญส่งมีชื่อใน น.ส.3 เพียงผู้เดียว ต่อมานายบุญส่งยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดิน เจ้าพนักงานออกโฉนดที่ดินเลขที่ 39920 ตำบลนาวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ระบุชื่อนายบุญส่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ นายบุญส่งยกที่ดินดังกล่าวโดยจดทะเบียนให้นางสาวทัศนีย์ บุตรของโจทก์กับนายบุญส่ง นางสาวทัศนีย์นำที่ดินไปจดทะเบียนขายฝากไว้กับจำเลย ครบกำหนดไถ่ถอนการขายฝากแล้ว นางสาวทัศนีย์ไม่ไถ่ถอนและไม่เคยบอกให้โจทก์ทราบ ขอให้จำเลยคืนที่ดินแก่โจทก์ จำนวน 8 ไร่ 28 ตารางวา หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงินไร่ละ 120,000 บาท รวมเป็นเงิน 968,400 บาท

จำเลยให้การว่า นางสาวทัศนีย์นำที่ดินมาจดทะเบียนขายฝากไว้กับจำเลย จำเลยรับซื้อไว้โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต เมื่อครบกำหนดไถ่ถอนกำหนด 1 ปีแล้ว นางสาวทัศนีย์ขอเลื่อนระยะเวลาไถ่ถอนการขายฝากไปอีก 1 เดือน เมื่อครบกำหนดแล้ว ไม่สามารถหาเงินมาไถ่ถอนการขายฝากได้จึงหมดสิทธิไถ่ถอน โจทก์ทราบและรู้เห็นในการที่นายบุญส่งจดทะเบียนยกที่ดินให้นางสาวทัศนีย์ โจทก์มิได้คัดค้าน ที่ดินเป็นของนายบุญส่งแต่เพียงผู้เดียว โจทก์มิได้มีส่วนร่วมในการซื้อแต่อย่างใด ตามคำฟ้องของโจทก์มิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์อย่างไร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย ให้กำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และนายบุญส่งเป็นสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรสตั้งแต่ปี 2505 มีลูกด้วยกัน 5 คน รวมทั้งนางสาวทัศนีย์ด้วย ต่อมาวันที่ 20 เมษายน 2527 จึงจดทะเบียนสมรสกัน วันที่ 23 มิถุนายน 2513 โจทก์และนายบุญส่งร่วมกันซื้อที่ดินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในตำบลนาวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 16 ไร่ 68 ตารางวา ต่อมานายบุญส่งได้นำไปขอออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 39920 ตำบลนาวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ยังคงใส่ชื่อนายบุญส่งคนเดียว โจทก์มีชื่อเป็นภริยาในบ้านเลขที่ 57 หมู่ที่ 6 ตำบลนาวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวรวมทั้งนางสาวทัศนีย์ วันที่ 11 มกราคม 2526 โจทก์ย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่ที่อื่น วันที่ 14 กรกฎาคม 2540 นายบุญส่งนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองไว้กับนางอรุณีย์ วันที่ 8 ตุลาคม 2540 นายบุญส่งยกที่ดินพิพาทให้นางสาวทัศนีย์ ซึ่งในการทำนิติกรรมทั้งสองครั้งนายบุญส่งระบุฐานะว่าเป็นหม้ายเพราะหย่าร้างนางสาวทัศนีย์นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนขายฝากกับจำเลยในเวลา 1 ปี เมื่อครบกำหนดนางสาวทัศนีย์ก็ไม่ได้ไถ่ถอนการขายฝาก

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามโฉนดที่ดินปรากฏทางทะเบียนว่ามีชื่อนายบุญส่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างร่วมกับนายบุญส่ง นายบุญส่งยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวทัศนีย์ทั้งแปลงโดยไม่ชอบ และนางสาวทัศนีย์นำไปขายฝากกับจำเลยแล้วไม่ไถ่ถอน ทำให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตกเป็นสิทธิขาดแก่จำเลย แต่โจทก์ฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์จากจำเลยกึ่งหนึ่งโดยมิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนให้ระหว่างนายบุญส่งกับนางสาวทัศนีย์เท่ากับว่าการโอนดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย เมื่อการโอนชอบนางสาวทัศนีย์ย่อมมีสิทธินำไปขายฝากให้แก่จำเลยได้ จำเลยจึงรับซื้อไว้โดยชอบคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จึงไม่สามารถบังคับให้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000528.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552