คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13/2553 ฉบับเต็ม

#503834
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13/2553 พนักอัยการประจำศาลจังหวัดหลังสวน โจทก์ นางปรียา บุญเกิด จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 215, มาตรา 225 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1), มาตรา 4 (3) การที่จำเลยนำเช็คที่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วมาแก้ไขวันที่และลงชื่อกำกับวันที่แก้ไขไว้ แม้จะเจตนาให้มีผลผูกพันเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่จำเลยทำสัญญากับผู้เสียหาย และเป็นการแก้ไขวันสั่งจ่ายซึ่งเป็นข้อสำคัญในเช็คตาม ป.พ.พ. มาตรา 1007 ก็ตาม แต่การลงวันที่ใหม่และลงนามกำกับการแก้ไขโดยจำนวนเงินและลายมือชื่ออันเป็นรายการที่มีอยู่ในเช็คเดิมจึงเป็นเพียงการแก้วันที่ในเช็คเพียงอย่างเดียว เช็คยังคงเป็นเช็คฉบับเดิม ไม่เป็นการออกเช็คฉบับใหม่แต่อย่างใด เมื่อเช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินมาครั้งหนึ่งแล้ว ความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ย่อมเกิดขึ้นนับแต่วันนั้นแล้ว การที่ผู้เสียหมายนำเช็คไปเรียกเก็บเงินอีกและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นครั้งที่สองจึงหาได้เกิดความผิดขึ้นใหม่อีกไม่ เพราะเป็นการกระทำอันเดียวกันนั้นเอง การกระทำอันเดียวกันจะเป็นความผิดสองครั้งหาได้ไม่ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (3) จำคุก 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2541 นายธรรมนูญ สามีจำเลยได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถแบ็คโฮและรถแทรกเตอร์ รวม 3 คัน ไปจากผู้เสียหาย โดยจำเลยออกเช็คฉบับพิพาทลงวันที่ 25 กันยายน 2541 สั่งจ่ายเงินจำนวน 400,000 บาท กับเช็คอีก 2 ฉบับลงวันที่ต่างกันให้แก่ผู้เสียหายเพื่อชำระค่าเช่าซื้อดังกล่าว ต่อมานายธรรมนูญผิดสัญญาเช่าซื้อจำเลยจึงเข้าทำสัญญาเช่าซื้อกับผู้เสียหายเพื่อใช้ประโยชน์รถทั้งสามคันตามสัญญาเช่าซื้อเดิมต่อไปโดยตกลงค่าเช่าซื้อจำนวน 850,000 บาท แบ่งชำระค่าเช่าซื้อเป็น 2 งวด ในการชำระค่าเช่าซื้องวดแรกได้นำเช็คพิพาทซึ่งธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินมาแล้วมาแก้ไขวันที่เป็นวันที่ 15 กันยายน 2544 โดยจำเลยลงนามกำกับการแก้ไขมอบให้ผู้เสียหาย ต่อมาเมื่อถึงกำหนดใช้เงินตามวันที่แก้ไข ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเนื่องจากเงินในบัญชีไม่พอจ่าย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยนำเช็คที่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วมาแก้ไขวันที่และลงชื่อกำกับวันที่แก้ไขไว้ แม้จะเจตนาให้มีผลผูกพันเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่จำเลยทำสัญญากับผู้เสียหาย และเป็นการแก้ไขวันสั่งจ่ายซึ่งเป็นข้อสำคัญในเช็คตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1007 ก็ตาม แต่การลงวันที่ใหม่และลงนามกำกับการแก้ไขโดยจำนวนเงินและลายมือชื่ออันเป็นรายการที่มีอยู่ในเช็คเดิมจึงเป็นเพียงการแก้วันที่ในเช็คเพียงอย่างเดียว เช็คพิพาทยังคงเป็นเช็คฉบับเดิมไม่เป็นการออกเช็คฉบับใหม่แต่อย่างใด เมื่อเช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินมาครั้งหนึ่งแล้ว ความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ย่อมเกิดขึ้นนับแต่วันนั้นแล้ว การที่ผู้เสียหายนำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินอีกและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นครั้งที่สอง จึงหาได้เกิดความผิดขึ้นใหม่อีกไม่ เพราะเป็นการกระทำอันเดียวกันนั้นเอง การกระทำอันเดียวกันจะเป็นความผิดสองครั้งหาได้ไม่การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาแต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185, 195 วรรคสองประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ที่โจทก์ฎีกาว่าคดีไม่ขาดอายุความจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเนื่องจากไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นด้วยในผล" พิพากษายืน (สิงห์พล ละอองมณี-ธานิศ เกศวพิทักษ์-บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้วินิจฉัยเดินตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเดิมๆ มา เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7095/2540 การที่เช็คพิพาทถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามวันสั่งจ่ายครั้งแรกนั้นความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ย่อมเกิดขึ้นและเป็นความผิดสำเร็จแล้วนับแต่วันนั้นแม้ต่อมาผู้เสียหายกับจำเลยจะได้ตกลงแปลงหนี้ใหม่โดยจำเลยได้ใช้เช็คฉบับเดิมมาแก้ไขเปลี่ยนแปลงวันสั่งจ่ายใหม่แล้วมอบชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายก็หาได้ทำให้เป็นเช็คฉบับใหม่ขึ้นมาไม่ เมื่อเช็คถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินอีก ก็ไม่ทำให้เกิดการกระทำความผิดขึ้นใหม่เป็นครั้งที่สอง เพราะเป็นการกระทำความผิดอันเดียวกันจะเกิดเป็นความผิดสองครั้งไม่ได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิด เช็คเป็นตั๋วเงินประเภทหนึ่งซึ่งเป็นตราสารเปลี่ยนมือ ดังนั้น เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เช็คนั้นย่อมเสียไปเพราะการที่ผู้ทรงรับโอนเช็คก็เพื่อให้ธนาคารตามเช็คจ่ายเงิน แต่เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน นอกจากผู้ทรงจะไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวจากธนาคารแล้ว ผู้รับโอนเช็คถัดมาก็ไม่อาจเรียกให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คได้เช่นกัน จึงถือได้ว่าเช็คนั้นเสียไป (ดูหมายเหตุท้ายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5477/2550) ผู้หมายเหตุไม่เห็นว่า การนำแบบพิมพ์เช็คฉบับใหม่มากรอกข้อความหรือพิมพ์ข้อความและลงลายมือชื่อ จะแตกต่างกับนำเช็คที่เสียแล้วมาแก้ไข ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 988 กำหนดรายการในเช็คไว้ว่าต้องมี (1) คำบอกชื่อว่าเป็นเช็ค (2) คำสั่งอันปราศจากเงื่อนไขให้ใช้เงินเป็นจำนวนแน่นอน (3) ชื่อ หรือยี่ห้อและสำนักของธนาคาร (4) ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้รับเงิน หรือคำจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ (5) สถานที่ใช้เงิน (6) วันและสถานที่ออกเช็ค (7) ลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย ถึงแม้เช็คจะขาดรายการบางรายการไป เช่น สถานที่ออกเช็ค ไม่ลงวันที่ออกเช็คกฎหมายก็บัญญัติทางแก้ไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 989 ประกอบมาตรา 910 จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ถ้าผู้ออกเช็คหรือผู้สั่งจ่ายนำกระดาษเปล่ามาเขียนข้อความให้ครบถ้วนดังกล่าว ก็มีผลเป็นเช็คตามกฎหมาย หาจำต้องนำแบบพิมพ์ของธนาคารมาใช้แต่อย่างใด ดังนั้น ในกรณีดังต่อไปนี้ 1. ผู้ออกเช็คหรือผู้สั่งจ่ายนำกระดาษเปล่าที่เคยลงลายมือชื่อไว้ มากรอกข้อความให้ครบถ้วนเป็นเช็คแล้วส่งมอบให้แก่ผู้ถือ 2. ผู้ออกเช็คหรือผู้สั่งจ่ายนำแบบพิมพ์เช็คมาเขียนข้อความจนครบถ้วนแล้วตัดลายมือชื่อของตนในเช็คที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินมาติดไว้โดยผู้ถือยินยอม 3. บุคคลอื่นนำเช็คที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วมาขีดฆ่าวันที่และลายมือชื่อเดิมออก แล้วเขียนขึ้นใหม่ และลงลายมือชื่อให้มีผลเป็นเช็ค ต่อมาธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้ง 3 กรณีเช่นนี้ ผู้ออกเช็คจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คหรือไม่ หากยึดติดกับแบบพิมพ์เช็คของธนาคาร ก็อาจพิจารณาว่าไม่ผิด แต่ความเป็นจริงแล้ว หากเข้าองค์ประกอบของกฎหมายก็เป็นความผิดได้เช่นกัน เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้การที่จำเลยนำเช็คที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินมาแก้วันที่ใหม่ แต่ยังคงใช้ข้อความอื่นและลายมือชื่อเดิม ก็ถือได้ว่าเป็นการออกเช็คใหม่แล้ว เพราะธนาคารตามเช็คมีหน้าที่พิจารณาว่าวันที่ลงในเช็ค เงินในบัญชีมีพอจ่ายหรือไม่ หากพอจ่ายธนาคารก็ต้องจ่ายเงินให้หากไม่พอจ่ายก็ต้องปฏิเสธการจ่ายเงิน ความผิดก็ย่อมเกิดขึ้นใหม่ กล่าวคือ เกิดเมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินซึ่งเป็นวันเกิดเหตุคนละวันกับวันเกิดเหตุที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินในครั้งก่อน ดังนั้น การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแก้ไขวันที่ในเช็คไม่ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดขึ้นมาใหม่นั้น น่าจะไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ในคดีแพ่ง แม้เช็คที่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินไปแล้วเป็นเช็คที่เสีย แต่ข้อความในเช็คนั้น หาได้เสียไปแต่อย่างใด ถ้าหากผู้ลงลายมือชื่อในเช็คต้องการให้มีผลเป็นเช็คอีก โดยผู้รับเช็คซึ่งจะเป็นผู้ทรงหรือผู้ถือยินยอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากจำนวนเงินในเช็คตรงกับจำนวนเงินที่ต้องชำระ ก็คงแก้เฉพาะวันที่มีผลใช้บังคับได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1043/2534 เช็คพิพาทเป็นเช็คผู้ถือซึ่งเดิม ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2526 แม้จะถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินไปแล้วก็ยังคงมีสภาพเป็นเช็คที่สามารถโอนเปลี่ยนมือกันต่อไปได้ ทั้งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1007 วรรคแรกและวรรคสาม ก็ได้บัญญัติให้ผู้สั่งจ่ายสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาใช้เงินในเช็คได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยผู้สั่งจ่ายเป็นผู้ขีดฆ่าแก้ไขวันที่ลงในเช็ค จึงต้องผูกพันรับผิดชดใช้เงินตามเช็คดังกล่าว โดยถือว่าเช็คพิพาทมีกำหนดเวลาใช้เงินในวันที่ 15 ตุลาคม 2526 ตามที่แก้ไขนั้น กรณีหาใช่เป็นเรื่องตกลงขยายอายุความฟ้องร้องไม่ โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คพิพาทจากจำเลยเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2527 ยังไม่พ้นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่เช็คถึงกำหนดใช้เงิน คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ จากคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ตรงตามบทบัญญัติของกฎหมาย โดยดูวันสั่งจ่ายเช็คใหม่เป็นเกณฑ์ ดังนั้น คดีอาญาน่าจะต้องถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เพื่อให้สอดคล้องต้องตามตัวบทกฎหมาย ศิริชัย วัฒนโยธิน
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
503834
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081999082"
    }
}
date
2553
deka_no
13/2553
deka_running_no
13
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "สิงห์พล ละอองมณี",
    "ธานิศ เกศวพิทักษ์",
    "บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 215",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 4 (1)",
            "ม. 4 (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักอัยการประจำศาลจังหวัดหลังสวน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางปรียา บุญเกิด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (3) จำคุก 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2541 นายธรรมนูญ สามีจำเลยได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถแบ็คโฮและรถแทรกเตอร์ รวม 3 คัน ไปจากผู้เสียหาย โดยจำเลยออกเช็คฉบับพิพาทลงวันที่ 25 กันยายน 2541 สั่งจ่ายเงินจำนวน 400,000 บาท กับเช็คอีก 2 ฉบับลงวันที่ต่างกันให้แก่ผู้เสียหายเพื่อชำระค่าเช่าซื้อดังกล่าว ต่อมานายธรรมนูญผิดสัญญาเช่าซื้อจำเลยจึงเข้าทำสัญญาเช่าซื้อกับผู้เสียหายเพื่อใช้ประโยชน์รถทั้งสามคันตามสัญญาเช่าซื้อเดิมต่อไปโดยตกลงค่าเช่าซื้อจำนวน 850,000 บาท แบ่งชำระค่าเช่าซื้อเป็น 2 งวด ในการชำระค่าเช่าซื้องวดแรกได้นำเช็คพิพาทซึ่งธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินมาแล้วมาแก้ไขวันที่เป็นวันที่ 15 กันยายน 2544 โดยจำเลยลงนามกำกับการแก้ไขมอบให้ผู้เสียหาย ต่อมาเมื่อถึงกำหนดใช้เงินตามวันที่แก้ไข ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเนื่องจากเงินในบัญชีไม่พอจ่าย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยนำเช็คที่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วมาแก้ไขวันที่และลงชื่อกำกับวันที่แก้ไขไว้ แม้จะเจตนาให้มีผลผูกพันเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่จำเลยทำสัญญากับผู้เสียหาย และเป็นการแก้ไขวันสั่งจ่ายซึ่งเป็นข้อสำคัญในเช็คตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1007 ก็ตาม แต่การลงวันที่ใหม่และลงนามกำกับการแก้ไขโดยจำนวนเงินและลายมือชื่ออันเป็นรายการที่มีอยู่ในเช็คเดิมจึงเป็นเพียงการแก้วันที่ในเช็คเพียงอย่างเดียว เช็คพิพาทยังคงเป็นเช็คฉบับเดิมไม่เป็นการออกเช็คฉบับใหม่แต่อย่างใด เมื่อเช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินมาครั้งหนึ่งแล้ว ความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ย่อมเกิดขึ้นนับแต่วันนั้นแล้ว การที่ผู้เสียหายนำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินอีกและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นครั้งที่สอง จึงหาได้เกิดความผิดขึ้นใหม่อีกไม่ เพราะเป็นการกระทำอันเดียวกันนั้นเอง การกระทำอันเดียวกันจะเป็นความผิดสองครั้งหาได้ไม่การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาแต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185, 195 วรรคสองประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ที่โจทก์ฎีกาว่าคดีไม่ขาดอายุความจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเนื่องจากไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นด้วยในผล"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้วินิจฉัยเดินตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเดิมๆ มา เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7095/2540 การที่เช็คพิพาทถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามวันสั่งจ่ายครั้งแรกนั้นความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ย่อมเกิดขึ้นและเป็นความผิดสำเร็จแล้วนับแต่วันนั้นแม้ต่อมาผู้เสียหายกับจำเลยจะได้ตกลงแปลงหนี้ใหม่โดยจำเลยได้ใช้เช็คฉบับเดิมมาแก้ไขเปลี่ยนแปลงวันสั่งจ่ายใหม่แล้วมอบชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายก็หาได้ทำให้เป็นเช็คฉบับใหม่ขึ้นมาไม่ เมื่อเช็คถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินอีก ก็ไม่ทำให้เกิดการกระทำความผิดขึ้นใหม่เป็นครั้งที่สอง เพราะเป็นการกระทำความผิดอันเดียวกันจะเกิดเป็นความผิดสองครั้งไม่ได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิด เช็คเป็นตั๋วเงินประเภทหนึ่งซึ่งเป็นตราสารเปลี่ยนมือ ดังนั้น เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เช็คนั้นย่อมเสียไปเพราะการที่ผู้ทรงรับโอนเช็คก็เพื่อให้ธนาคารตามเช็คจ่ายเงิน แต่เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน นอกจากผู้ทรงจะไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวจากธนาคารแล้ว ผู้รับโอนเช็คถัดมาก็ไม่อาจเรียกให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คได้เช่นกัน จึงถือได้ว่าเช็คนั้นเสียไป (ดูหมายเหตุท้ายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5477/2550) ผู้หมายเหตุไม่เห็นว่า การนำแบบพิมพ์เช็คฉบับใหม่มากรอกข้อความหรือพิมพ์ข้อความและลงลายมือชื่อ จะแตกต่างกับนำเช็คที่เสียแล้วมาแก้ไข ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 988 กำหนดรายการในเช็คไว้ว่าต้องมี (1) คำบอกชื่อว่าเป็นเช็ค (2) คำสั่งอันปราศจากเงื่อนไขให้ใช้เงินเป็นจำนวนแน่นอน (3) ชื่อ หรือยี่ห้อและสำนักของธนาคาร (4) ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้รับเงิน หรือคำจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ (5) สถานที่ใช้เงิน (6) วันและสถานที่ออกเช็ค (7) ลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย ถึงแม้เช็คจะขาดรายการบางรายการไป เช่น สถานที่ออกเช็ค ไม่ลงวันที่ออกเช็คกฎหมายก็บัญญัติทางแก้ไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 989 ประกอบมาตรา 910 จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ถ้าผู้ออกเช็คหรือผู้สั่งจ่ายนำกระดาษเปล่ามาเขียนข้อความให้ครบถ้วนดังกล่าว ก็มีผลเป็นเช็คตามกฎหมาย หาจำต้องนำแบบพิมพ์ของธนาคารมาใช้แต่อย่างใด ดังนั้น ในกรณีดังต่อไปนี้ 1. ผู้ออกเช็คหรือผู้สั่งจ่ายนำกระดาษเปล่าที่เคยลงลายมือชื่อไว้ มากรอกข้อความให้ครบถ้วนเป็นเช็คแล้วส่งมอบให้แก่ผู้ถือ 2. ผู้ออกเช็คหรือผู้สั่งจ่ายนำแบบพิมพ์เช็คมาเขียนข้อความจนครบถ้วนแล้วตัดลายมือชื่อของตนในเช็คที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินมาติดไว้โดยผู้ถือยินยอม 3. บุคคลอื่นนำเช็คที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วมาขีดฆ่าวันที่และลายมือชื่อเดิมออก แล้วเขียนขึ้นใหม่ และลงลายมือชื่อให้มีผลเป็นเช็ค ต่อมาธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้ง 3 กรณีเช่นนี้ ผู้ออกเช็คจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คหรือไม่ หากยึดติดกับแบบพิมพ์เช็คของธนาคาร ก็อาจพิจารณาว่าไม่ผิด แต่ความเป็นจริงแล้ว หากเข้าองค์ประกอบของกฎหมายก็เป็นความผิดได้เช่นกัน เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้การที่จำเลยนำเช็คที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินมาแก้วันที่ใหม่ แต่ยังคงใช้ข้อความอื่นและลายมือชื่อเดิม ก็ถือได้ว่าเป็นการออกเช็คใหม่แล้ว เพราะธนาคารตามเช็คมีหน้าที่พิจารณาว่าวันที่ลงในเช็ค เงินในบัญชีมีพอจ่ายหรือไม่ หากพอจ่ายธนาคารก็ต้องจ่ายเงินให้หากไม่พอจ่ายก็ต้องปฏิเสธการจ่ายเงิน ความผิดก็ย่อมเกิดขึ้นใหม่ กล่าวคือ เกิดเมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินซึ่งเป็นวันเกิดเหตุคนละวันกับวันเกิดเหตุที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินในครั้งก่อน ดังนั้น การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแก้ไขวันที่ในเช็คไม่ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดขึ้นมาใหม่นั้น น่าจะไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ในคดีแพ่ง แม้เช็คที่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินไปแล้วเป็นเช็คที่เสีย แต่ข้อความในเช็คนั้น หาได้เสียไปแต่อย่างใด ถ้าหากผู้ลงลายมือชื่อในเช็คต้องการให้มีผลเป็นเช็คอีก โดยผู้รับเช็คซึ่งจะเป็นผู้ทรงหรือผู้ถือยินยอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากจำนวนเงินในเช็คตรงกับจำนวนเงินที่ต้องชำระ ก็คงแก้เฉพาะวันที่มีผลใช้บังคับได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1043/2534 เช็คพิพาทเป็นเช็คผู้ถือซึ่งเดิม ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2526 แม้จะถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินไปแล้วก็ยังคงมีสภาพเป็นเช็คที่สามารถโอนเปลี่ยนมือกันต่อไปได้ ทั้งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1007 วรรคแรกและวรรคสาม ก็ได้บัญญัติให้ผู้สั่งจ่ายสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาใช้เงินในเช็คได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยผู้สั่งจ่ายเป็นผู้ขีดฆ่าแก้ไขวันที่ลงในเช็ค จึงต้องผูกพันรับผิดชดใช้เงินตามเช็คดังกล่าว โดยถือว่าเช็คพิพาทมีกำหนดเวลาใช้เงินในวันที่ 15 ตุลาคม 2526 ตามที่แก้ไขนั้น กรณีหาใช่เป็นเรื่องตกลงขยายอายุความฟ้องร้องไม่ โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คพิพาทจากจำเลยเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2527 ยังไม่พ้นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่เช็คถึงกำหนดใช้เงิน คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ จากคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ตรงตามบทบัญญัติของกฎหมาย โดยดูวันสั่งจ่ายเช็คใหม่เป็นเกณฑ์ ดังนั้น คดีอาญาน่าจะต้องถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เพื่อให้สอดคล้องต้องตามตัวบทกฎหมาย ศิริชัย วัฒนโยธิน
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000527.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553