คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 589/2553 ฉบับเต็ม

#504517
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 589/2553 นางริ้ว บานชื่น โจทก์ นายหยุดหรือสายหยุด อุ่นฤดี โดยนางเจริญ อุ่นฤดี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1367, มาตรา 1377, มาตรา 1382 ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง, มาตรา 249 วรรคหนึ่ง จำเลยให้การว่า โจทก์มีคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน โจทก์ได้ร่วมกันทำนิติกรรมฉ้อฉลโดยนำเอาเอกสารที่ยังไม่ได้กรอกข้อความใดๆ มาหลอกลวงให้จำเลยลงลายมือชื่อโจทก์แจ้งข้อความเท็จว่า จะนำเอกสารดังกล่าวไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินที่มารังวัดทำแผนที่พิพาทและนำไปเป็นพยานหลักฐานต่อสู้คดี จำเลยหาได้มีเจตนาทำด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างโจทก์จำเลยไม่ จำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ เท่ากับจำเลยให้การว่า จำเลยแสดงเจตนาทำนิติกรรมเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 159 วรรคหนึ่ง และในขณะเดียวกันคำให้การจำเลยหมายความว่า จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าที่ดินโดยทราบว่าเป็นสัญญาเช่าที่ดินแต่ต้องการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีคือโจทก์ โดยโจทก์จะนำสัญญาเช่าที่ดินไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินที่มารังวัดทำแผนที่พิพาทและนำไปเป็นพยานหลักฐานต่อสู้คดี อันเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และจำเลยให้การ รวมไปด้วยว่า จำเลยไม่มีเจตนาทำนิติกรรมสัญญาเช่าที่ดิน เพราะจำเลยไม่ได้ทำด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างโจทก์จำเลยไม่เป็นนิติกรรมสัญญาเช่าที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 149 คำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ จำเลยหาได้ยึดถือที่ดินที่เช่าโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนไม่ จำเลยไม่ได้สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 แม้ว่าก่อนทำสัญญาเช่าที่ดิน จำเลยอาจจะยึดถือที่ดินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนมาก่อนก็ตามโดยผลของสัญญาเช่าที่ดินต้องถือว่าจำเลยสละเจตนาครอบครองที่ดินเพื่อตนต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 25 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านหว้า อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินพิพาทให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 1,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขฟ้องแย้งว่า จำเลยครอบครองที่ดินเนื้อที่ 24 ตารางวา ทางทิศตะวันออกของที่ดินตามฟ้อง โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลากว่า 80 ปีแล้ว ไม่เคยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทเมื่อประมาณปี 2536 โจทก์มีกรณีพิพาทกับนายเยื่อ กับพวกที่ศาลชั้นต้นโจทก์ได้นำเอกสารที่ไม่มีข้อความ หลอกลวงจำเลยให้ลงลายมือชื่อ อ้างว่าจะนำไปเป็นหลักฐานแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินที่มาทำการรังวัดที่ดินพิพาทและต่อสู้คดีกับนายเยื่อกับพวก โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้องเนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยขอให้ยกฟ้องและมีคำสั่งแสดงว่าที่ดินพิพาท เนื้อที่ 24 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครอง ห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้อง และให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อของจำเลย หากโจทก์ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ โจทก์ให้การฟ้องแย้งว่า บิดามารดาของจำเลยและจำเลยเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะเป็นผู้เช่า เมื่อประมาณปี 2536 โจทก์ได้เรียกจำเลยมาทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินพิพาท จำเลยทำหนังสือสัญญาด้วยความเต็มใจและปฏิบัติตามสัญญาเช่าตลอดมา ขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม นางเจริญ ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 5482 ตำบลบ้านโพ (บ้านหว้า) อำเภอพระราชวัง (บางปะอิน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทางด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ 24 ตารางวา เป็นของจำเลยโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ห้ามโจทก์เข้าไปเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,200 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 25 หมู่ 5 ตำบลบ้านหว้า อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 1,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 20 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกจากที่ดินพิพาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว จำเลยฎีกาประการแรกว่า จำเลยแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมสัญญาเช่าที่ดินเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 วรรคหนึ่ง เห็นว่า จำเลยให้การว่าโจทก์มีคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินโจทก์ได้ร่วมกันทำนิติกรรมฉ้อฉลโดยนำเอาเอกสารที่ยังไม่ได้กรอกข้อความใดๆ มาหลอกลวงให้จำเลยลงลายมือชื่อ โจทก์แจ้งข้อความเท็จว่าจะนำเอกสารดังกล่าวไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินที่มารังวัดทำแผนที่พิพาทและนำไปเป็นพยานหลักฐานต่อสู้คดีจำเลยหาได้มีเจตนาทำด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างโจทก์จำเลยไม่ จำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ ดังนี้ เท่ากับจำเลยให้การว่าจำเลยแสดงเจตนาทำนิติกรรมเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 วรรคหนึ่ง แต่หนังสือสัญญาเช่าที่ดินตามเอกสารหมาย จ.2 เป็นแบบพิมพ์สำเร็จรูปที่วางขายทั่วไป และในขณะเดียวกันคำให้การจำเลยหมายความว่าจำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารสัญญาเช่าที่ดินโดยทราบว่าเป็นสัญญาเช่าที่ดิน แต่ต้องการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีคือโจทก์ โดยโจทก์จะนำสัญญาเช่าที่ดินไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินที่มารังวัดทำแผนที่พิพาทและนำไปเป็นพยานหลักฐานต่อสู้คดี อันเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และจำเลยให้การรวมไปด้วยว่า จำเลยไม่มีเจตนาทำนิติกรรมสัญญาเช่าที่ดิน เพราะจำเลยไม่ได้ทำด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างโจทก์จำเลย ไม่เป็นนิติกรรมสัญญาเช่าที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149 คำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง และทำให้จำเลยไม่มีประเด็นที่จะนำสืบตามคำให้การดังกล่าวด้วย ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ไม่ได้วินิจฉัยว่าสัญญาเช่าที่ดินเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ดังนั้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นเรื่องนอกประเด็นทั้งเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยยินยอมทำสัญญาเช่าที่ดินไม่เป็นการแสดงว่าจำเลยสละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาท เห็นว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินจำเลยคือผู้เช่า ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในที่ดินชั่วระยะเวลาอันมีจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 จำเลยหาได้ยึดถือที่ดินที่เช่าโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนไม่ จำเลยไม่ได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 แม้ว่าก่อนทำสัญญาเช่าที่ดิน จำเลยอาจจะยึดถือที่ดินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนมาก่อนก็ตาม โดยผลของสัญญาเช่าที่ดินต้องถือว่าจำเลยสละเจตนาครอบครองที่ดินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยสละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สุรพันธุ์ ละอองมณี-สุรศักดิ์ สุวรรณประกร-ชำนาญ รวิวรรณพงษ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
504517
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081998653"
    }
}
date
2553
deka_no
589/2553
deka_running_no
589
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "สุรพันธุ์ ละอองมณี",
    "สุรศักดิ์ สุวรรณประกร",
    "ชำนาญ รวิวรรณพงษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1367",
            "ม. 1377",
            "ม. 1382"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 177 วรรคสอง",
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางริ้ว บานชื่น"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายหยุดหรือสายหยุด อุ่นฤดี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "โดยนางเจริญ อุ่นฤดี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 25 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านหว้า อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินพิพาทให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 1,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขฟ้องแย้งว่า จำเลยครอบครองที่ดินเนื้อที่ 24 ตารางวา ทางทิศตะวันออกของที่ดินตามฟ้อง โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลากว่า 80 ปีแล้ว ไม่เคยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทเมื่อประมาณปี 2536 โจทก์มีกรณีพิพาทกับนายเยื่อ กับพวกที่ศาลชั้นต้นโจทก์ได้นำเอกสารที่ไม่มีข้อความ หลอกลวงจำเลยให้ลงลายมือชื่อ อ้างว่าจะนำไปเป็นหลักฐานแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินที่มาทำการรังวัดที่ดินพิพาทและต่อสู้คดีกับนายเยื่อกับพวก โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้องเนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยขอให้ยกฟ้องและมีคำสั่งแสดงว่าที่ดินพิพาท เนื้อที่ 24 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครอง ห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้อง และให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อของจำเลย หากโจทก์ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การฟ้องแย้งว่า บิดามารดาของจำเลยและจำเลยเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะเป็นผู้เช่า เมื่อประมาณปี 2536 โจทก์ได้เรียกจำเลยมาทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินพิพาท จำเลยทำหนังสือสัญญาด้วยความเต็มใจและปฏิบัติตามสัญญาเช่าตลอดมา ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม นางเจริญ ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 5482 ตำบลบ้านโพ (บ้านหว้า) อำเภอพระราชวัง (บางปะอิน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทางด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ 24 ตารางวา เป็นของจำเลยโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ห้ามโจทก์เข้าไปเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,200 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 25 หมู่ 5 ตำบลบ้านหว้า อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 1,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 20 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกจากที่ดินพิพาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่ฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว จำเลยฎีกาประการแรกว่า จำเลยแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมสัญญาเช่าที่ดินเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 วรรคหนึ่ง เห็นว่า จำเลยให้การว่าโจทก์มีคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินโจทก์ได้ร่วมกันทำนิติกรรมฉ้อฉลโดยนำเอาเอกสารที่ยังไม่ได้กรอกข้อความใดๆ มาหลอกลวงให้จำเลยลงลายมือชื่อ โจทก์แจ้งข้อความเท็จว่าจะนำเอกสารดังกล่าวไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินที่มารังวัดทำแผนที่พิพาทและนำไปเป็นพยานหลักฐานต่อสู้คดีจำเลยหาได้มีเจตนาทำด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างโจทก์จำเลยไม่ จำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ ดังนี้ เท่ากับจำเลยให้การว่าจำเลยแสดงเจตนาทำนิติกรรมเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 วรรคหนึ่ง แต่หนังสือสัญญาเช่าที่ดินตามเอกสารหมาย จ.2 เป็นแบบพิมพ์สำเร็จรูปที่วางขายทั่วไป และในขณะเดียวกันคำให้การจำเลยหมายความว่าจำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารสัญญาเช่าที่ดินโดยทราบว่าเป็นสัญญาเช่าที่ดิน แต่ต้องการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีคือโจทก์ โดยโจทก์จะนำสัญญาเช่าที่ดินไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินที่มารังวัดทำแผนที่พิพาทและนำไปเป็นพยานหลักฐานต่อสู้คดี อันเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และจำเลยให้การรวมไปด้วยว่า จำเลยไม่มีเจตนาทำนิติกรรมสัญญาเช่าที่ดิน เพราะจำเลยไม่ได้ทำด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างโจทก์จำเลย ไม่เป็นนิติกรรมสัญญาเช่าที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149 คำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง และทำให้จำเลยไม่มีประเด็นที่จะนำสืบตามคำให้การดังกล่าวด้วย ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ไม่ได้วินิจฉัยว่าสัญญาเช่าที่ดินเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ดังนั้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นเรื่องนอกประเด็นทั้งเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยยินยอมทำสัญญาเช่าที่ดินไม่เป็นการแสดงว่าจำเลยสละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาท เห็นว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินจำเลยคือผู้เช่า ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในที่ดินชั่วระยะเวลาอันมีจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 จำเลยหาได้ยึดถือที่ดินที่เช่าโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนไม่ จำเลยไม่ได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 แม้ว่าก่อนทำสัญญาเช่าที่ดิน จำเลยอาจจะยึดถือที่ดินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนมาก่อนก็ตาม โดยผลของสัญญาเช่าที่ดินต้องถือว่าจำเลยสละเจตนาครอบครองที่ดินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยสละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000523.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553