คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 368/2553 ฉบับเต็ม

#504632
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 368/2553 พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี โจทก์ บริษัทปทุมธานีตังคะกาญจน์ จำกัด โจทก์ร่วม บริษัทบัส (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุด เมื่อปรากฏตามคำร้องของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสาม โดยโจทก์และจำเลยทั้งสามไม่คัดค้าน แสดงว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายประสงค์ที่จะถอนคำร้องทุกข์นั่นเอง แต่โจทก์ร่วมใช้ข้อความผิดไปเป็นถอนฟ้องเนื่องจากคดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ส่วนผู้เสียหายเป็นเพียงโจทก์ร่วมเช่นนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ระหว่างพิจารณาบริษัทปทุมธานีตังคะกาญจน์ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (ที่ถูกประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) รวม 3 กระทง ให้ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 6,000 บาท ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 18,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 รวมจำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 9,000 บาท ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 คงจำคุกคนละ 3 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จะเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่คัดค้านตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2552 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุดเมื่อปรากฏตามคำร้องของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสามโดยโจทก์และจำเลยทั้งสามไม่คัดค้าน ตามรูปคดีแสดงว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายประสงค์ที่จะถอนคำร้องทุกข์นั่นเอง แต่โจทก์ร่วมใช้ข้อความผิดไปเป็นถอนฟ้องเนื่องจากคดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ส่วนผู้เสียหายเป็นเพียงโจทก์ร่วมเช่นนี้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ" (ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์-นพวรรณ อินทรัมพรรย์-ไชยยงค์ คงจันทร์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
504632
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081998871"
    }
}
date
2553
deka_no
368/2553
deka_running_no
368
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์",
    "นพวรรณ อินทรัมพรรย์",
    "ไชยยงค์ คงจันทร์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "บริษัทปทุมธานีตังคะกาญจน์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทบัส (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ระหว่างพิจารณาบริษัทปทุมธานีตังคะกาญจน์ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (ที่ถูกประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) รวม 3 กระทง ให้ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 6,000 บาท ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 18,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 รวมจำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 9,000 บาท ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 คงจำคุกคนละ 3 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จะเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่คัดค้านตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2552

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุดเมื่อปรากฏตามคำร้องของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสามโดยโจทก์และจำเลยทั้งสามไม่คัดค้าน ตามรูปคดีแสดงว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายประสงค์ที่จะถอนคำร้องทุกข์นั่นเอง แต่โจทก์ร่วมใช้ข้อความผิดไปเป็นถอนฟ้องเนื่องจากคดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ส่วนผู้เสียหายเป็นเพียงโจทก์ร่วมเช่นนี้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ"
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000525.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553