คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1190/2553 ฉบับเต็ม

#504649
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1190/2553 พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์ โจทก์ นายเหลี่ยมหรือบุญเหลี่ยม หรือน้อง มูลทอง จำเลย ป.อ. มาตรา 59, มาตรา 288, มาตรา 295 จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหายเพียงครั้งเดียว เมื่อผู้เสียหายวิ่งหนีไป ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยวิ่งไล่ตามไปทำร้ายผู้เสียหายอีก ซึ่งจำเลยนำสืบต่อสู้ว่าใช้มีดฟันผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวเพื่อช่วยเหลือเพื่อนที่ชกต่อยกับผู้เสียหาย โดยไม่ได้เลือกว่าจะฟันผู้เสียหายบริเวณใด หากจำเลยมีเจตนาจะฆ่าผู้เสียหายมาก่อน จำเลยสามารถวิ่งไล่ตามไปใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหายได้อีกโดยไม่ปรากฏว่ามีสิ่งใดมาขัดขวางไม่ให้จำเลยทำเช่นนั้น ประกอบกับพวกของจำเลยก็มีหลายคนสามารถวิ่งไล่ตามผู้เสียหายไปได้นอกจากนี้ขณะที่จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหาย ผู้เสียหายเพียงแต่ยกแขนขึ้นบังเท่านั้นไม่ได้ปัดป้องแต่อย่างใด ปรากฏว่าผู้เสียหายมีบาดแผลฉีกขาดบริเวณข้อศอกข้างขวายาวประมาณ 10 เซนติเมตร ซึ่งไม่ใช่บาดแผลฉกรรจ์ แสดงว่าจำเลยไม่ได้ใช้มีดฟันอย่างรุนแรง อีกทั้งจำเลยและผู้เสียหายไม่มีเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนถึงขนาดจะต้องเอาชีวิต พฤติการณ์การกระทำของจำเลยมีเจตนาเพียงแต่จะทำร้ายเท่านั้น ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288, 371 จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายจริง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 90 บาท ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นจำคุก 10 ปี รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 90 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน และปรับ 60 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ให้จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับว่าใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายจริงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพาอาวุธแล้ว คงจำคุก 1 ปี และปรับ 60 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 แต่ประการเดียว ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายและนายสายยัณห์ ออกจากงานบุญที่บ้านพัฒนานิคมเพื่อกลับบ้าน ขณะที่ผู้เสียหายเดินตามนายสายยัณห์ไปที่รถจักรยานยนต์ซึ่งจอดอยู่ริมถนน จำเลยใช้มีดเป็นอาวุธฟันผู้เสียหายเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บที่ข้อศอกข้างขวาเป็นแผลยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรถึงที่สุดแล้ว คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ ในเรื่องนี้ผู้เสียหายเบิกความว่าขณะที่พยานเดินตามนายสายยัณห์ไปที่รถจักรยานยนต์ เห็นจำเลยกับพวกประมาณ 7 คน โดยจำเลยกับพวก 1 คน วิ่งมาหาพยาน ส่วนพวกของจำเลยที่เหลือยื่นอยู่ โดยจำเลยถือมีดดาบหัวตัดยาวประมาณ 1 ช่วงแขนมาด้วย พวกของจำเลยวิ่งเข้ามาชกต่อยพยานบริเวณใบหน้า 1 ครั้ง แล้วจำเลยใช้มือทั้งสองข้างเงื้อมีดดาบหัวตัดขึ้นเหนือศีรษะแล้วฟันที่ศีรษะของพยาน พยานยกแขนข้างขวาขึ้นบังศีรษะไว้ คมมีดจึงถูกที่ข้อศอกข้างขวา แล้วพยานวิ่งหลบหนีไปโดยไม่ได้สังเกตว่าจำเลยวิ่งไล่ตามมาหรือไม่ เพียงแต่ได้ยินเสียงคนวิ่งตามมา และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าจำเลยใช้มีดฟังเพียงครั้งเดียว นายสายยัณห์ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่าจำเลยใช้มือทั้งสองข้างเงื้อมีดแล้วฟันที่ศีรษะของผู้เสียหาย จากนั้นผู้เสียหายวิ่งหนี พยานจึงวิ่งตามผู้เสียหายไป นายสายยัณห์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าขณะที่พยานกับผู้เสียหายเดินไปที่รถจักรยานยนต์จำเลยกับพวกประมาณ 10 คน นั่งอยู่บริเวณริมถนน จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหาย 1 ครั้งไม่ทราบว่าจำเลยวิ่งตามผู้เสียหายไปหรือไม่ เห็นว่า จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวเมื่อผู้เสียหายวิ่งหนีไป ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยวิ่งไล่ตามไปทำร้ายผู้เสียหายอีก ซึ่งจำเลยนำสืบต่อสู้ว่าใช้มีดฟันผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวเพื่อช่วยเหลือเพื่อนที่ชกต่อยกับผู้เสียหายโดยไม่ได้เลือกว่าจะฟันผู้เสียหายบริเวณใด สอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายหากจำเลยมีเจตนาจะฆ่าผู้เสียหายมาก่อน จำเลยสามารถวิ่งไล่ตามไปใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหายได้อีกโดยไม่ปรากฏว่ามีสิ่งใดมาขัดขวางไม่ให้จำเลยทำเช่นนั้น ประกอบกับพวกของจำเลยก็มีหลายคนสามารถวิ่งไล่ตามผู้เสียหายไปได้ นอกจากนี้ขณะที่จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหาย ผู้เสียหายเพียงแต่ยกแขนขึ้นบังเท่านั้น ไม่ได้ปัดป้องแต่อย่างใดซึ่งตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ปรากฏว่า ผู้เสียหายมีบาดแผลฉีกขาดบริเวณข้อศอกข้างขวายาวประมาณ 10 เซนติเมตร ซึ่งไม่ใช่บาดแผลฉกรรจ์ แสดงว่าจำเลยไม่ได้ใช้มีดฟันอย่างรุนแรง อีกทั้งจำเลยและผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนถึงขนาดจะต้องเอาชีวิต พฤติการณ์การกระทำของจำเลยมีเจตนาเพียงแต่จะทำร้ายเท่านั้นมิได้มีเจตนาจะฆ่าผู้เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ประยูร ณ ระนอง-สมศักดิ์ อเนกพุฒิ-พิศาล อัยยะวรากูล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
504649
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081998410"
    }
}
date
2553
deka_no
1190/2553
deka_running_no
1190
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ประยูร ณ ระนอง",
    "สมศักดิ์ อเนกพุฒิ",
    "พิศาล อัยยะวรากูล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 59",
            "ม. 288",
            "ม. 295"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเหลี่ยมหรือบุญเหลี่ยม หรือน้อง มูลทอง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 90 บาท ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นจำคุก 10 ปี รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 90 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน และปรับ 60 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ให้จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับว่าใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายจริงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพาอาวุธแล้ว คงจำคุก 1 ปี และปรับ 60 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 แต่ประการเดียว ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายและนายสายยัณห์ ออกจากงานบุญที่บ้านพัฒนานิคมเพื่อกลับบ้าน ขณะที่ผู้เสียหายเดินตามนายสายยัณห์ไปที่รถจักรยานยนต์ซึ่งจอดอยู่ริมถนน จำเลยใช้มีดเป็นอาวุธฟันผู้เสียหายเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บที่ข้อศอกข้างขวาเป็นแผลยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรถึงที่สุดแล้ว คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ ในเรื่องนี้ผู้เสียหายเบิกความว่าขณะที่พยานเดินตามนายสายยัณห์ไปที่รถจักรยานยนต์ เห็นจำเลยกับพวกประมาณ 7 คน โดยจำเลยกับพวก 1 คน วิ่งมาหาพยาน ส่วนพวกของจำเลยที่เหลือยื่นอยู่ โดยจำเลยถือมีดดาบหัวตัดยาวประมาณ 1 ช่วงแขนมาด้วย พวกของจำเลยวิ่งเข้ามาชกต่อยพยานบริเวณใบหน้า 1 ครั้ง แล้วจำเลยใช้มือทั้งสองข้างเงื้อมีดดาบหัวตัดขึ้นเหนือศีรษะแล้วฟันที่ศีรษะของพยาน พยานยกแขนข้างขวาขึ้นบังศีรษะไว้ คมมีดจึงถูกที่ข้อศอกข้างขวา แล้วพยานวิ่งหลบหนีไปโดยไม่ได้สังเกตว่าจำเลยวิ่งไล่ตามมาหรือไม่ เพียงแต่ได้ยินเสียงคนวิ่งตามมา และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าจำเลยใช้มีดฟังเพียงครั้งเดียว นายสายยัณห์ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่าจำเลยใช้มือทั้งสองข้างเงื้อมีดแล้วฟันที่ศีรษะของผู้เสียหาย จากนั้นผู้เสียหายวิ่งหนี พยานจึงวิ่งตามผู้เสียหายไป นายสายยัณห์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าขณะที่พยานกับผู้เสียหายเดินไปที่รถจักรยานยนต์จำเลยกับพวกประมาณ 10 คน นั่งอยู่บริเวณริมถนน จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหาย 1 ครั้งไม่ทราบว่าจำเลยวิ่งตามผู้เสียหายไปหรือไม่ เห็นว่า จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวเมื่อผู้เสียหายวิ่งหนีไป ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยวิ่งไล่ตามไปทำร้ายผู้เสียหายอีก ซึ่งจำเลยนำสืบต่อสู้ว่าใช้มีดฟันผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวเพื่อช่วยเหลือเพื่อนที่ชกต่อยกับผู้เสียหายโดยไม่ได้เลือกว่าจะฟันผู้เสียหายบริเวณใด สอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายหากจำเลยมีเจตนาจะฆ่าผู้เสียหายมาก่อน จำเลยสามารถวิ่งไล่ตามไปใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหายได้อีกโดยไม่ปรากฏว่ามีสิ่งใดมาขัดขวางไม่ให้จำเลยทำเช่นนั้น ประกอบกับพวกของจำเลยก็มีหลายคนสามารถวิ่งไล่ตามผู้เสียหายไปได้ นอกจากนี้ขณะที่จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหาย ผู้เสียหายเพียงแต่ยกแขนขึ้นบังเท่านั้น ไม่ได้ปัดป้องแต่อย่างใดซึ่งตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ปรากฏว่า ผู้เสียหายมีบาดแผลฉีกขาดบริเวณข้อศอกข้างขวายาวประมาณ 10 เซนติเมตร ซึ่งไม่ใช่บาดแผลฉกรรจ์ แสดงว่าจำเลยไม่ได้ใช้มีดฟันอย่างรุนแรง อีกทั้งจำเลยและผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนถึงขนาดจะต้องเอาชีวิต พฤติการณ์การกระทำของจำเลยมีเจตนาเพียงแต่จะทำร้ายเท่านั้นมิได้มีเจตนาจะฆ่าผู้เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000521.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553