คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2616/2553 ฉบับเต็ม

#504659
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2616/2553 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นายกมลหรือปุ้น ถนอมทรัพย์ จำเลย ป.อ. มาตรา 364, มาตรา 365 (1) (2) (3) การที่จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายเพื่อบอกให้ผู้เสียหายเบาวิทยุที่เปิดเสียงดังหรือการที่จำเลยเข้าไปหานาง ก. นั้น ถือว่ามีเหตุอันสมควร การเข้าไปของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก แต่เมื่อผู้เสียหายไล่ให้จำเลยออกจากบ้านแล้ว จำเลยก็ไม่มีสิทธิที่จะอยู่อีก การที่จำเลยยังคงอยู่และใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย มีอาวุธมีดและกระทำในเวลากลางคืน ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยมีมีดปลายแหลมเป็นอาวุธติดตัวบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของนายปราโมทย์ ผู้เสียหายโดยใช้กำลังประทุษร้าย และจำเลยมีเจตนาฆ่าใช้มีดปลายแหลมดังกล่าวแทงผู้เสียหาย 2 ครั้ง แต่การระทำไม่บรรลุผลเพียงแต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 364, 365 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานบุกรุก จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 13 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 คงให้จำคุกจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่น 12 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้เสียหายพักอาศัยรวมอยู่กับนางสมคิด มารดา นางกรรณิการ์ พี่สาว และพี่น้องรวมทั้งหมด 7 คน วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 19 นาฬิกา หลังจากที่ผู้เสียหายกับพวกอีก 2 คน ช่วยกันทาสีบ้านเสร็จได้จัดเตรียมอาหารและสุราเพื่อดื่มและรับประทานกันได้เปิดเครื่องเสียงฟังเพลง จำเลยซึ่งเป็นญาติห่างๆ กับผู้เสียหายได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาจอดอยู่บริเวณหน้าบ้าน แล้วเดินลงจากรถจักรยานยนต์เข้าไปในบ้านผู้เสียหายเข้าไปพูดกับผู้เสียหาย ต่อมาได้เกิดการด่าทอและทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน แล้วจำเลยใช้อาวุธมีดที่พกติดตัวมาแทงผู้เสียหายถูกที่นิ้วมือข้างซ้าย 2 แผล และที่หน้าท้องข้างขวายาวประมาณ 2 เซนติเมตร บาดแผลลึกประมาณ 8 เซนติเมตร คมมีดถูกตับฉีกขาดเลือดออก แพทย์ต้องรักษาโดยการผ่าตัดเย็บซ่อมตับและห้ามเลือด ระหว่างเกิดเหตุนางสมคิดได้เข้าห้ามจำเลยจึงขึ้นรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายหลบหนีไป เห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ก่อนว่า จำเลยกระทำความผิดฐานบุกรุกเข้าไปในเหคสถานของผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า สภาพบ้านของผู้เสียหายเป็นบ้านเดี่ยวปลูกอยู่ในที่ดินซึ่งมีบริเวณหน้าบ้าน การที่จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายซึ่งตามทางนำสืบของโจทก์ว่าจำเลยเข้าไปบอกผู้เสียหายให้เบาวิทยุที่เปิดเสียงดัง หรือตามทางนำสืบของจำเลยว่าเข้าไปหานางกรรณิการ์ การเข้าไปของจำเลยด้วยเหตุดังกล่าวจึงไปโดยมีเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด แต่เมื่อผู้เสียหายไล่ให้จำเลยออกจากบ้านแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่อีก การที่จำเลยยังคงอยู่และใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย มีอาวุธมีดแทงผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย มีอาวุธมีดและกระทำในเวลากลางคืน แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายกับจำเลยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองมาก่อน กลับได้ความว่าเป็นญาติกัน หากจำเลยไม่ด่าผู้เสียหายดังที่ผู้เสียหายเบิกความ ก็ไม่มีเหตุที่ผู้เสียหายจะไปทำร้ายจำเลย ดังนั้น ที่ผู้เสียหายและนางสมคิดเบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นด่าผู้เสียหายก่อน จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ การที่จำเลยด่าผู้เสียหายก่อนทำให้ผู้เสียหายโกรธแล้วเข้าผลักจำเลย จึงเป็นเหตุให้มีการชกต่อยกันและจำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายเป็นผู้เริ่มต้นในการทำร้ายก่อนที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายทำร้ายนายสามารถนั้น หากเป็นจริงนายสามารถย่อมจะต้องร้องทุกข์ดำเนินคดีผู้เสียหายแล้ว แต่นายสามารถหาได้กระทำไม่ และที่จำเลยฎีกาว่าใช้อาวุธมีดแทงใส่ผู้เสียหายโดยสะเปะสะปะนั้น ขัดกับคำเบิกความของจำเลยเองที่ว่าจำเลยไม่พอใจที่ผู้เสียหายชกต่อยจำเลยและยังไปชกต่อยนายสามารถอีก จึงชักมีดออกมาแทงสวนไปขณะที่ผู้เสียหายวิ่งสวนเข้ามาทางประตูหน้าบ้าน จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดแล้วหาได้สำนึกในการกระทำกลับต่อสู้คดีมาตลอด ทั้งมิได้บรรเทาความเสียหายแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษมาในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธณณ์ภาค 9 (ศิริชัย วัฒนโยธิน-อภิรัตน์ ลัดพลี-ทวีป ตันสวัสดิ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ความผิดฐานบุกรุกอันเป็นความผิดอาญามีอยู่ 3 ประเภท กล่าวคือ 1) รบกวนกรรมสิทธิ์หรือการครอบครองของผู้อื่น (มาตรา 362) 2) ยักย้าย ทำลายเครื่องหมายเขต (มาตรา 363) 3) เข้าไปอยู่หรือซ่อนตัวอยู่หรือไม่ยอมออก (มาตรา 364) ซึ่งความผิดฐานบุกรุกทุกประเภท ถ้าประกอบด้วยลักษณะฉกรรจ์ต้องระวางโทษให้สูงขึ้นไปอีก (มาตรา 365) สำหรับคดีที่หมายเหตุนี้ เป็นความผิดฐานบุกรุกประเภทที่ 3 มาตรา 364 เฉพาะส่วนการบุกรุกเคหสถาน ที่เป็นการกระทำละเมิดต่อการครอบครองเคหสถานของผู้อื่นในทางอาญา ทั้งนี้จะเป็นความผิดตามมาตรา 364 ได้ จะต้องประกอบด้วยการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งใน 2 ข้อ ได้แก่ ข้อที่ 1 เข้าไปหรือซ่อนตัวอยู่ในเคหสถานโดยไม่มีเหตุอันสมควร ข้อที่ 2 ไม่ยอมออกไปจากเคหสถาน เมื่อผู้มีสิทธิที่ห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ออก ด้วยเหตุนี้แม้ตอนเข้าไป ผู้กระทำอาจเข้าไปโดยมีเหตุอันสมควรไม่ผิดตามการกระทำข้อ 1 แต่เมื่อเข้าไปแล้ว ผู้ครอบครองเคหสถานไล่ออก กลับไม่ยอมออกก็เป็นความผิดข้อที่ 2 ได้ ซึ่งศาลฎีกาได้วางแนววินิจฉัยการกระทำของจำเลยฐานบุกรุกตามหลักดังกล่าวเพียงแต่มีข้อที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับคดีนี้ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีมีดปลายแหลมเป็นอาวุธติดตัว บุกรุกเข้าไปในเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้าย อาจทำให้เห็นว่าคำบรรยายฟ้องโจทก์กล่าวถึงการกระทำผิดของจำเลยว่า เข้าไปในเคหสถานโดยไม่มีเหตุอันสมควรเท่านั้น ส่วนข้อเท็จจริงในส่วนที่ว่า เมื่อผู้เสียหายไล่ให้จำเลยออกจากบ้านแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่อีก คล้ายกับโจทก์มิได้บรรยายฟ้องไว้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแล้ว กรณีต้องถือว่าข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่ยอมออกไปจากเคหสถาน เมื่อผู้มีสิทธิที่ห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออก น่าจะไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2853/2539, 2941/2540) อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีรับฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานบุกรุกเคหสถานและฐานพยายามฆ่าเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ต้องลงโทษฐานพยายามฆ่า ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดอยู่แล้ว ก็ไม่ทำให้ผลคดีตามคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป อาคม รุ่งแจ้ง
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
504659
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081997399"
    }
}
date
2553
deka_no
2616/2553
deka_running_no
2616
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ศิริชัย วัฒนโยธิน",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "ทวีป ตันสวัสดิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 364",
            "ม. 365 (1) (2) (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายกมลหรือปุ้น ถนอมทรัพย์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยมีมีดปลายแหลมเป็นอาวุธติดตัวบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของนายปราโมทย์ ผู้เสียหายโดยใช้กำลังประทุษร้าย และจำเลยมีเจตนาฆ่าใช้มีดปลายแหลมดังกล่าวแทงผู้เสียหาย 2 ครั้ง แต่การระทำไม่บรรลุผลเพียงแต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 364, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานบุกรุก จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 13 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 คงให้จำคุกจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่น 12 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้เสียหายพักอาศัยรวมอยู่กับนางสมคิด มารดา นางกรรณิการ์ พี่สาว และพี่น้องรวมทั้งหมด 7 คน วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 19 นาฬิกา หลังจากที่ผู้เสียหายกับพวกอีก 2 คน ช่วยกันทาสีบ้านเสร็จได้จัดเตรียมอาหารและสุราเพื่อดื่มและรับประทานกันได้เปิดเครื่องเสียงฟังเพลง จำเลยซึ่งเป็นญาติห่างๆ กับผู้เสียหายได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาจอดอยู่บริเวณหน้าบ้าน แล้วเดินลงจากรถจักรยานยนต์เข้าไปในบ้านผู้เสียหายเข้าไปพูดกับผู้เสียหาย ต่อมาได้เกิดการด่าทอและทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน แล้วจำเลยใช้อาวุธมีดที่พกติดตัวมาแทงผู้เสียหายถูกที่นิ้วมือข้างซ้าย 2 แผล และที่หน้าท้องข้างขวายาวประมาณ 2 เซนติเมตร บาดแผลลึกประมาณ 8 เซนติเมตร คมมีดถูกตับฉีกขาดเลือดออก แพทย์ต้องรักษาโดยการผ่าตัดเย็บซ่อมตับและห้ามเลือด ระหว่างเกิดเหตุนางสมคิดได้เข้าห้ามจำเลยจึงขึ้นรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายหลบหนีไป

เห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ก่อนว่า จำเลยกระทำความผิดฐานบุกรุกเข้าไปในเหคสถานของผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า สภาพบ้านของผู้เสียหายเป็นบ้านเดี่ยวปลูกอยู่ในที่ดินซึ่งมีบริเวณหน้าบ้าน การที่จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายซึ่งตามทางนำสืบของโจทก์ว่าจำเลยเข้าไปบอกผู้เสียหายให้เบาวิทยุที่เปิดเสียงดัง หรือตามทางนำสืบของจำเลยว่าเข้าไปหานางกรรณิการ์ การเข้าไปของจำเลยด้วยเหตุดังกล่าวจึงไปโดยมีเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด แต่เมื่อผู้เสียหายไล่ให้จำเลยออกจากบ้านแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่อีก การที่จำเลยยังคงอยู่และใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย มีอาวุธมีดแทงผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย มีอาวุธมีดและกระทำในเวลากลางคืน แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายกับจำเลยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองมาก่อน กลับได้ความว่าเป็นญาติกัน หากจำเลยไม่ด่าผู้เสียหายดังที่ผู้เสียหายเบิกความ ก็ไม่มีเหตุที่ผู้เสียหายจะไปทำร้ายจำเลย ดังนั้น ที่ผู้เสียหายและนางสมคิดเบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นด่าผู้เสียหายก่อน จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ การที่จำเลยด่าผู้เสียหายก่อนทำให้ผู้เสียหายโกรธแล้วเข้าผลักจำเลย จึงเป็นเหตุให้มีการชกต่อยกันและจำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายเป็นผู้เริ่มต้นในการทำร้ายก่อนที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายทำร้ายนายสามารถนั้น หากเป็นจริงนายสามารถย่อมจะต้องร้องทุกข์ดำเนินคดีผู้เสียหายแล้ว แต่นายสามารถหาได้กระทำไม่ และที่จำเลยฎีกาว่าใช้อาวุธมีดแทงใส่ผู้เสียหายโดยสะเปะสะปะนั้น ขัดกับคำเบิกความของจำเลยเองที่ว่าจำเลยไม่พอใจที่ผู้เสียหายชกต่อยจำเลยและยังไปชกต่อยนายสามารถอีก จึงชักมีดออกมาแทงสวนไปขณะที่ผู้เสียหายวิ่งสวนเข้ามาทางประตูหน้าบ้าน จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดแล้วหาได้สำนึกในการกระทำกลับต่อสู้คดีมาตลอด ทั้งมิได้บรรเทาความเสียหายแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษมาในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธณณ์ภาค 9
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ความผิดฐานบุกรุกอันเป็นความผิดอาญามีอยู่ 3 ประเภท กล่าวคือ 1) รบกวนกรรมสิทธิ์หรือการครอบครองของผู้อื่น (มาตรา 362) 2) ยักย้าย ทำลายเครื่องหมายเขต (มาตรา 363) 3) เข้าไปอยู่หรือซ่อนตัวอยู่หรือไม่ยอมออก (มาตรา 364) ซึ่งความผิดฐานบุกรุกทุกประเภท ถ้าประกอบด้วยลักษณะฉกรรจ์ต้องระวางโทษให้สูงขึ้นไปอีก (มาตรา 365) สำหรับคดีที่หมายเหตุนี้ เป็นความผิดฐานบุกรุกประเภทที่ 3 มาตรา 364 เฉพาะส่วนการบุกรุกเคหสถาน ที่เป็นการกระทำละเมิดต่อการครอบครองเคหสถานของผู้อื่นในทางอาญา ทั้งนี้จะเป็นความผิดตามมาตรา 364 ได้ จะต้องประกอบด้วยการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งใน 2 ข้อ ได้แก่ ข้อที่ 1 เข้าไปหรือซ่อนตัวอยู่ในเคหสถานโดยไม่มีเหตุอันสมควร ข้อที่ 2 ไม่ยอมออกไปจากเคหสถาน เมื่อผู้มีสิทธิที่ห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ออก ด้วยเหตุนี้แม้ตอนเข้าไป ผู้กระทำอาจเข้าไปโดยมีเหตุอันสมควรไม่ผิดตามการกระทำข้อ 1 แต่เมื่อเข้าไปแล้ว ผู้ครอบครองเคหสถานไล่ออก กลับไม่ยอมออกก็เป็นความผิดข้อที่ 2 ได้ ซึ่งศาลฎีกาได้วางแนววินิจฉัยการกระทำของจำเลยฐานบุกรุกตามหลักดังกล่าวเพียงแต่มีข้อที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับคดีนี้ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีมีดปลายแหลมเป็นอาวุธติดตัว บุกรุกเข้าไปในเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้าย อาจทำให้เห็นว่าคำบรรยายฟ้องโจทก์กล่าวถึงการกระทำผิดของจำเลยว่า เข้าไปในเคหสถานโดยไม่มีเหตุอันสมควรเท่านั้น ส่วนข้อเท็จจริงในส่วนที่ว่า เมื่อผู้เสียหายไล่ให้จำเลยออกจากบ้านแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่อีก คล้ายกับโจทก์มิได้บรรยายฟ้องไว้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแล้ว กรณีต้องถือว่าข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่ยอมออกไปจากเคหสถาน เมื่อผู้มีสิทธิที่ห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออก น่าจะไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2853/2539, 2941/2540) อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีรับฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานบุกรุกเคหสถานและฐานพยายามฆ่าเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ต้องลงโทษฐานพยายามฆ่า ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดอยู่แล้ว ก็ไม่ทำให้ผลคดีตามคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป อาคม รุ่งแจ้ง
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000512.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553