คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1450/2553 ฉบับเต็ม

#504668
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1450/2553 นางป่วน เยื่อทองเทศ โจทก์ นายไพฑูรย์ พัวเจริญ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7), มาตรา 161 คำขอท้ายฟ้องโจทก์เป็นเอกสารที่ถ่ายสำเนาจึงเป็นคำฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ผู้เรียงและผู้พิมพ์ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) หากศาลชั้นต้นตรวจพบข้อผิดพลาดดังกล่าวก็จะใช้อำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 สั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องหรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้องได้ แต่ถ้าศาลชั้นต้นสั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ย่อมล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาคดีจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ลงโทษในข้อหาเดียวกัน โดยอ้างว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย จำเลยยื่นคำร้องขอให้รวมการพิจารณาคดีนี้กับคดีพนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีเป็นโจทก์ ต่อมาจำเลยขอถอนคำร้องดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสองเข้าด้วยกัน โดยเรียกนางป่วน ว่า โจทก์ที่ 1 พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีว่า โจทก์ที่ 2 และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยขับรถประมาทตามฟ้องจริงแต่ผู้ตายก็มีส่วนประมาทด้วย ศาลชั้นต้นจึงให้นัดสืบพยานโจทก์ทั้งสองและพยานจำเลย เมื่อถึงวันสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เนื่องจากศาลมีคำสั่งให้แยกสำนวนคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีเป็นโจทก์ออกจากคดีนี้ และมีคำพิพากษาคดีดังกล่าวไปแล้ว สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการรวมพิจารณา คำสั่งงดสืบพยานและคำสั่งให้จำหน่ายคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คำขอท้ายฟ้องโจทก์เป็นเอกสารที่ถ่ายสำเนา จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ผู้เรียงและผู้พิมพ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) หากศาลชั้นต้นตรวจพบข้อผิดพลาดดังกล่าวก็จะใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 สั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องหรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้องได้ แต่ถ้าศาลชั้นต้นสั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ย่อมล่วงเลยเวลาจะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาคดีฟ้องโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์" พิพากษายกฟ้อง (สุพัฒน์ บุญยุบล-ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล-วิรุฬห์ แสงเทียน) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
504668
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081998187"
    }
}
date
2553
deka_no
1450/2553
deka_running_no
1450
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "สุพัฒน์ บุญยุบล",
    "ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (7)",
            "ม. 161"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางป่วน เยื่อทองเทศ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายไพฑูรย์ พัวเจริญ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ลงโทษในข้อหาเดียวกัน โดยอ้างว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย

จำเลยยื่นคำร้องขอให้รวมการพิจารณาคดีนี้กับคดีพนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีเป็นโจทก์ ต่อมาจำเลยขอถอนคำร้องดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสองเข้าด้วยกัน โดยเรียกนางป่วน ว่า โจทก์ที่ 1 พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีว่า โจทก์ที่ 2 และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยขับรถประมาทตามฟ้องจริงแต่ผู้ตายก็มีส่วนประมาทด้วย ศาลชั้นต้นจึงให้นัดสืบพยานโจทก์ทั้งสองและพยานจำเลย เมื่อถึงวันสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เนื่องจากศาลมีคำสั่งให้แยกสำนวนคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีเป็นโจทก์ออกจากคดีนี้ และมีคำพิพากษาคดีดังกล่าวไปแล้ว สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการรวมพิจารณา คำสั่งงดสืบพยานและคำสั่งให้จำหน่ายคดี

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คำขอท้ายฟ้องโจทก์เป็นเอกสารที่ถ่ายสำเนา จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ผู้เรียงและผู้พิมพ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) หากศาลชั้นต้นตรวจพบข้อผิดพลาดดังกล่าวก็จะใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 สั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องหรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้องได้ แต่ถ้าศาลชั้นต้นสั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ย่อมล่วงเลยเวลาจะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาคดีฟ้องโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์"

พิพากษายกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000519.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553