คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2553 ฉบับเต็ม

#504673
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2553 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง โจทก์ นางรำไพ มหาชัย โจทก์ร่วม นายสมพงษ์ เชื้อบ้านเกาะ จำเลย ป.อ. มาตรา 68, มาตรา 72 ผู้ตายเข้าไปลวนลามฉุดมือ ช. แต่มารดาดึงตัว ช. ไว้ได้แล้ว ผู้ตายจึงเดินกลับไปที่รถจักรยานยนต์ ภยันตรายที่เกิดจากการกระทำของผู้ตายได้หมดไปแล้ว กรณีไม่ต้องด้วย ป.อ. มาตรา 68 ที่บัญญัติให้การกระทำโดยป้องกันจะต้องเป็นการป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง อย่างไรก็ดี การที่ผู้ตายเข้าไปลวนลาม ช. บุตรสาวของจำเลยถึงบ้าน เป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมและจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในแทบจะทันใดหลังจากถูกข่มแหงการกระทำของจำเลยเป็นการฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางรำไพ มารดาผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 จำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี และริบของกลาง โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรร์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลย 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุในวันที่ 7 กันยายน 2541 นายฤทธิรงค์ ผู้ตาย ขับรถจักรยานยนต์ติดตามลวนลามนางสาวชมพูนุช บุตรสาวของจำเลยซึ่งมิได้รักใครชอบพอกับผู้ตาย จำเลยเคยแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจและชาวบ้านให้แจ้งโจทก์ร่วมเพื่อห้ามปรามผู้ตายมิให้ลวนลามนางสาวชมพูนุชอีก วันเกิดเหตุวันที่ 17 กันยายน 2541 เวลา 18 นาฬิกา ขณะที่จำเลย นางเกสร ภริยา นายธิติพฤฒิ นางสาวชมพูนุชและเด็กชายพิศุทธิ์ บุตรชายและบุตรสาวอยู่ที่บ้าน ผู้ตายไปที่บ้านของจำเลยแล้วถูกจำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองยาวขนาดเบอร์ 12 ยิงถูกที่แขนขวาด้านนอกและข้อพับแขนขวาด้านใน หน้าท้องขวา ชายโครงขวา และเอวด้านซ้าย นอกจากนี้สภาพศพผู้ตายยังมีบาดแผลที่ศีรษะ กะโหลกเหนือหูขวาถึงด้านหลังยุบ มีบาดแผลฉีกขาดหลังหูขวา และบาดแผลที่กะโหลกศีรษะด้านหลังตรงกลางฉีกขาดลึกถึงกะโหลกด้วยแพทย์หญิงสาธิตา แสดงเหตุที่ตายว่าเกิดจากสมองได้รับความกระทบกระเทือนจากบาดแผลกะโหลกศีรษะยุบ และเสียเลือกจากแผลกระสุนปืน มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า ผู้ตายเคยไปหานางสาวชมพูนุช ต่อมาจำเลยแจ้งฝากชาวบ้านให้โจทก์ร่วมห้ามจำเลยไม่ให้ไปพบนางสาวชมพูนุช นายโกเมศร์ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุเวลา 17 นาฬิกา ผู้ตายไปพบพยานแล้วขับรถจักรยานยนต์ของพยานออกไป นายโกเมศร์ขับรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งตามไป ก่อนถึงบ้านจำเลยประมาณ 30 ถึง 40 เมตร ได้ยินเสียงอาวุธปืนดังคำเบิกความดังกล่าวสอดคล้องกับคำเบิกความของนางเกสร ภริยาของจำเลย นายธิติพฤฒิ นางสาวชมพูนุช และเด็กชายพิศุทธิ์ บุตรของจำเลยว่า ในวันเกิดเหตุเวลา 18 นาฬิกาผู้ตายไปหานางสาวชมพูนุชที่บ้านของจำเลย ผู้ตายเข้าไปจับมือนางสาวชมพูนุชพร้อมพูดว่าไปเที่ยวกัน แต่นางเกสร และนายธิติพฤฒิ เข้าไปฉุดตัวนางสาวชมพูนุชไม่ให้ผู้ตายพาไป ขณะเดียวกันได้ยินเสียงอาวุธปืนดังขึ้น 1 นัด ถูกผู้ตายล้มลง ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบดังกล่าวรับฟังได้ว่าผู้ตายเคยไปลวนลามนางสาวชมพูนุช จนจำเลยเคยแจ้งโจทก์ร่วมให้ห้ามปราม แต่โจทก์ร่วมหาได้กระทำการใดอันเป็นการนำพาห้ามปรามอย่างจริงจังไม่ จึงปล่อยให้ผู้ตายไปเกะกะระรานผู้อื่นโดยไร้ศีลธรรมและอุกอาจเยี่ยงนี้อีกจนในวันเกิดเหตุผู้ตายเข้าไปถึงบ้านของจำเลยและนางสาวชมพูนุชแล้วเข้าไปลวนลามผู้อื่นถึงบ้าน อันเป็นเคหสถานที่เจ้าของหรือผู้อาศัยควรได้ครอบครองอย่างปกติสุขที่สุดอย่างไรก็ดี ข้อที่จำเลยอ้างว่าได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายขณะที่ผู้ตายฉุดตัวนางสาวชมพูนุชนั้นยังขัดเหตุผล เนื่องจากหากผู้ตาย นางเกสรและนายธิติพฤฒิ ชุลมุนยื้อแย่งตัวของนางสาวชมพูนุชกันอยู่ แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองยิงไปในทันใด กระสุนปืนก็อาจถูกนางเกสร นายธิติพฤฒิ หรือนางสาวชมพูนุชด้วย เนื่องจากเป็นอาวุธปืนลูกซองยาวเบอร์ 12 ทั้งปรากฏจากรายงานชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์ว่า กระสุนปืนถูกผู้ตายที่แขนขวา หน้าท้องขวา ชายโครงขวา และเอวด้านซ้าย แสดงว่าเป็นการยิงระยะที่กลุ่มของกระสุนเริ่มกระจายออกเป็นวงกว้างพอที่จะถูกบุคคลในรัศมีของกลุ่มกระสุนปืนลูกซองได้ ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะกล้ายิงขณะที่ภริยาและบุตรของตนอยู่ในรัศมีของกลุ่มกระสุนปืนทั้งขัดต่อคำให้การชั้นสอบสวน ที่จำเลยให้การในวันรุ่งขึ้นหลังจากเกิดเหตุว่า เมื่อนางเกสร ภริยาจำเลยกอดเอวนางสาวชมพูนุช ผู้ตายพูดว่าเดี๋ยวจะกลับมาอีก แล้วเดินไปยังรถจัรยานยนต์ จำเลยจึงใช้อาวุธปืนลูกซองยิงผู้ตาย ขณะเดินไปที่รถจักรยานยนต์ดังกล่าว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ตายเข้าไปลวนลามฉุดมือนางสาวชมพูนุช แต่นางเกสรดึงตัวนางสาวชมพูนุชไว้ได้แล้ว ผู้ตายจึงเดินกลับไปที่รถจักรยานยนต์ ภยันตรายที่เกิดจากการกระทำของผู้ตายได้หมดไปแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ที่บัญญัติให้การกระทำโดยป้องกันจะต้องเป็นการป้องกันสิทธิของตนหรือผู้อื่นให้พ้นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันเป็นละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง อย่างไรก็ดี การที่ผู้ตายเข้าไปลวนลามบุตรสาวของจำเลยถึงบ้าน เป็นการข่มแหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมและจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในแทบจะทันใดหลังจากถูกข่อแหง เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมและจำเลยว่า กรณีมีเหตุเปลี่ยนแปลงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษจำคุก ส่วนโจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษสถานหนักขึ้น เพราะผู้ตายมีบาดแผลหลายแห่ง และที่กะโหลกศีรษะ แสดงว่าจำเลยกระทำโดยอำมหิต รุนแรงเกินเหตุนั้น เห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ความแต่เพียงว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ส่วนบาดแผลที่ศีรษะจะเกิดจากการกระทำของผู้ใดอย่างไร ไม่ได้ความแน่ชัดทั้งคำเบิกความของนายถ้วน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่อ้างว่าเห็นจำเลยถือขวานก็ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วว่ารับฟังไม่ได้ สภาพของจำเลยปรากฏตามคำเบิกความของจำเลย และนายแพทย์จรัส ว่าก่อนเกิดเหตุไม่กี่วันจำเลยผ่าตัดริดสีดวงทวาร ต้องใช้เวลารักษาตัว 1 เดือน และปรากฏว่าจำเลยก็ระบุยอมรับว่าได้ใช้อาวุธปืนยิงแล้วเกิดความกลัวเก็บตัวอยู่ในบ้าน ทั้งได้ความจากนางเกษร นายธิติพฤฒิ นางสาวชมพูนุช และเด็กชายพิศุทธิ์ ว่าหลังเกิดเหตุพยานทั้งสี่รีบเดินทางไปแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เมื่อกลับบ้านพบชาวบ้านหลายคนมุงดูศพผู้ตายสอดคล้องกับคำเบิกความของนายโกเมศร์ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นญาติผู้ตายเบิกความว่า หลังเกิดเหตุนายโกเมศร์กลับไปที่บ้านของจำเลยมีชาวบ้านและบุคคลอื่นไปที่เกิดเหตุประมาณ 100 คน แสดงว่าหลังเกิดเหตุ เมื่อชาวบ้านได้ยินเสียงอาวุธปืนดังได้ไปยังที่เกิดเหตุเห็นผู้ตาย ชาวบ้านได้รับทราบเหตุที่ผู้ตายเคยเกะกะระรานลวนลามนางสาวชมพูนุชมาก่อน จนจำเลยแจ้งผ่านชาวบ้านเพื่อให้โจทก์ร่วมกำราบบุตรหลานของตนมิให้ประพฤติชั่วเช่นนั้นต่อไปอีก แต่ผู้ตายก็ยังหาได้สำนึก กลับกระทำการอุกอาจบุกไปยังบ้านของจำเลยอีกจนถูกยิง พฤติการณ์อันเป็นภัยของผู้ตายย่อมสร้างความเคียดแค้นชิงชังให้แก่ชาวบ้าน บาดแผลที่ศีรษะที่ตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่าเป็นการกระทำของจำเลย อาจมาจากชาวบ้านที่ดูศพแล้วระบายความเกลียดชังใส่ศพผู้ตายก็ได้ กรณีไม่มีเหตุจะลงโทษจำเลยหนักขึ้น ส่วนกรณีควรลดโทษแล้วรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เหตุเกิดจากอารมณ์ของจำเลยซึ่งแม้เหตุบันดาลโทสะจะเกิดจากความผิดของผู้ตายโดยแท้ แต่ได้ความตามคำให้การของจำเลยว่า จำเลยเคยใช้อาวุธมีดฆ่าภริยาคนแรกเสียชีวิต ต้องโทษจำคุก 10 ปี จำเลยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษแล้ว ย่อมควรทราบถึงภัยที่เกิดจากการใช้อารมณ์ของตนควรได้เรียนรู้การระงับยับยั้งการใช้อารมณ์ชั่ววูบ และควรรู้ว่าการกระทำของผู้ตายเป็นความผิดต่อกฎหมายสามารถใช้กระบวนการยุติธรรมดำเนินคดีแก่ผู้ตายได้ แต่กลับใช้อาวุธปืนฆ่าผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษมานั้นเหมาะสมแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฎีกาของโจทก์ร่วมและจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (นพพร โพธิรังสิยากร-ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว-สุทธิโชค เทพไตรรัตน์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
504673
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081998421"
    }
}
date
2553
deka_no
900/2553
deka_running_no
900
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "นพพร โพธิรังสิยากร",
    "ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว",
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 68",
            "ม. 72"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางรำไพ มหาชัย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมพงษ์ เชื้อบ้านเกาะ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางรำไพ มารดาผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 จำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี และริบของกลาง

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรร์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลย 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุในวันที่ 7 กันยายน 2541 นายฤทธิรงค์ ผู้ตาย ขับรถจักรยานยนต์ติดตามลวนลามนางสาวชมพูนุช บุตรสาวของจำเลยซึ่งมิได้รักใครชอบพอกับผู้ตาย จำเลยเคยแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจและชาวบ้านให้แจ้งโจทก์ร่วมเพื่อห้ามปรามผู้ตายมิให้ลวนลามนางสาวชมพูนุชอีก วันเกิดเหตุวันที่ 17 กันยายน 2541 เวลา 18 นาฬิกา ขณะที่จำเลย นางเกสร ภริยา นายธิติพฤฒิ นางสาวชมพูนุชและเด็กชายพิศุทธิ์ บุตรชายและบุตรสาวอยู่ที่บ้าน ผู้ตายไปที่บ้านของจำเลยแล้วถูกจำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองยาวขนาดเบอร์ 12 ยิงถูกที่แขนขวาด้านนอกและข้อพับแขนขวาด้านใน หน้าท้องขวา ชายโครงขวา และเอวด้านซ้าย นอกจากนี้สภาพศพผู้ตายยังมีบาดแผลที่ศีรษะ กะโหลกเหนือหูขวาถึงด้านหลังยุบ มีบาดแผลฉีกขาดหลังหูขวา และบาดแผลที่กะโหลกศีรษะด้านหลังตรงกลางฉีกขาดลึกถึงกะโหลกด้วยแพทย์หญิงสาธิตา แสดงเหตุที่ตายว่าเกิดจากสมองได้รับความกระทบกระเทือนจากบาดแผลกะโหลกศีรษะยุบ และเสียเลือกจากแผลกระสุนปืน มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า ผู้ตายเคยไปหานางสาวชมพูนุช ต่อมาจำเลยแจ้งฝากชาวบ้านให้โจทก์ร่วมห้ามจำเลยไม่ให้ไปพบนางสาวชมพูนุช นายโกเมศร์ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุเวลา 17 นาฬิกา ผู้ตายไปพบพยานแล้วขับรถจักรยานยนต์ของพยานออกไป นายโกเมศร์ขับรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งตามไป ก่อนถึงบ้านจำเลยประมาณ 30 ถึง 40 เมตร ได้ยินเสียงอาวุธปืนดังคำเบิกความดังกล่าวสอดคล้องกับคำเบิกความของนางเกสร ภริยาของจำเลย นายธิติพฤฒิ นางสาวชมพูนุช และเด็กชายพิศุทธิ์ บุตรของจำเลยว่า ในวันเกิดเหตุเวลา 18 นาฬิกาผู้ตายไปหานางสาวชมพูนุชที่บ้านของจำเลย ผู้ตายเข้าไปจับมือนางสาวชมพูนุชพร้อมพูดว่าไปเที่ยวกัน แต่นางเกสร และนายธิติพฤฒิ เข้าไปฉุดตัวนางสาวชมพูนุชไม่ให้ผู้ตายพาไป ขณะเดียวกันได้ยินเสียงอาวุธปืนดังขึ้น 1 นัด ถูกผู้ตายล้มลง ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบดังกล่าวรับฟังได้ว่าผู้ตายเคยไปลวนลามนางสาวชมพูนุช จนจำเลยเคยแจ้งโจทก์ร่วมให้ห้ามปราม แต่โจทก์ร่วมหาได้กระทำการใดอันเป็นการนำพาห้ามปรามอย่างจริงจังไม่ จึงปล่อยให้ผู้ตายไปเกะกะระรานผู้อื่นโดยไร้ศีลธรรมและอุกอาจเยี่ยงนี้อีกจนในวันเกิดเหตุผู้ตายเข้าไปถึงบ้านของจำเลยและนางสาวชมพูนุชแล้วเข้าไปลวนลามผู้อื่นถึงบ้าน อันเป็นเคหสถานที่เจ้าของหรือผู้อาศัยควรได้ครอบครองอย่างปกติสุขที่สุดอย่างไรก็ดี ข้อที่จำเลยอ้างว่าได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายขณะที่ผู้ตายฉุดตัวนางสาวชมพูนุชนั้นยังขัดเหตุผล เนื่องจากหากผู้ตาย นางเกสรและนายธิติพฤฒิ ชุลมุนยื้อแย่งตัวของนางสาวชมพูนุชกันอยู่ แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองยิงไปในทันใด กระสุนปืนก็อาจถูกนางเกสร นายธิติพฤฒิ หรือนางสาวชมพูนุชด้วย เนื่องจากเป็นอาวุธปืนลูกซองยาวเบอร์ 12 ทั้งปรากฏจากรายงานชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์ว่า กระสุนปืนถูกผู้ตายที่แขนขวา หน้าท้องขวา ชายโครงขวา และเอวด้านซ้าย แสดงว่าเป็นการยิงระยะที่กลุ่มของกระสุนเริ่มกระจายออกเป็นวงกว้างพอที่จะถูกบุคคลในรัศมีของกลุ่มกระสุนปืนลูกซองได้ ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะกล้ายิงขณะที่ภริยาและบุตรของตนอยู่ในรัศมีของกลุ่มกระสุนปืนทั้งขัดต่อคำให้การชั้นสอบสวน ที่จำเลยให้การในวันรุ่งขึ้นหลังจากเกิดเหตุว่า เมื่อนางเกสร ภริยาจำเลยกอดเอวนางสาวชมพูนุช ผู้ตายพูดว่าเดี๋ยวจะกลับมาอีก แล้วเดินไปยังรถจัรยานยนต์ จำเลยจึงใช้อาวุธปืนลูกซองยิงผู้ตาย ขณะเดินไปที่รถจักรยานยนต์ดังกล่าว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ตายเข้าไปลวนลามฉุดมือนางสาวชมพูนุช แต่นางเกสรดึงตัวนางสาวชมพูนุชไว้ได้แล้ว ผู้ตายจึงเดินกลับไปที่รถจักรยานยนต์ ภยันตรายที่เกิดจากการกระทำของผู้ตายได้หมดไปแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ที่บัญญัติให้การกระทำโดยป้องกันจะต้องเป็นการป้องกันสิทธิของตนหรือผู้อื่นให้พ้นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันเป็นละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง อย่างไรก็ดี การที่ผู้ตายเข้าไปลวนลามบุตรสาวของจำเลยถึงบ้าน เป็นการข่มแหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมและจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในแทบจะทันใดหลังจากถูกข่อแหง เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมและจำเลยว่า กรณีมีเหตุเปลี่ยนแปลงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษจำคุก ส่วนโจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษสถานหนักขึ้น เพราะผู้ตายมีบาดแผลหลายแห่ง และที่กะโหลกศีรษะ แสดงว่าจำเลยกระทำโดยอำมหิต รุนแรงเกินเหตุนั้น เห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ความแต่เพียงว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ส่วนบาดแผลที่ศีรษะจะเกิดจากการกระทำของผู้ใดอย่างไร ไม่ได้ความแน่ชัดทั้งคำเบิกความของนายถ้วน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่อ้างว่าเห็นจำเลยถือขวานก็ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วว่ารับฟังไม่ได้ สภาพของจำเลยปรากฏตามคำเบิกความของจำเลย และนายแพทย์จรัส ว่าก่อนเกิดเหตุไม่กี่วันจำเลยผ่าตัดริดสีดวงทวาร ต้องใช้เวลารักษาตัว 1 เดือน และปรากฏว่าจำเลยก็ระบุยอมรับว่าได้ใช้อาวุธปืนยิงแล้วเกิดความกลัวเก็บตัวอยู่ในบ้าน ทั้งได้ความจากนางเกษร นายธิติพฤฒิ นางสาวชมพูนุช และเด็กชายพิศุทธิ์ ว่าหลังเกิดเหตุพยานทั้งสี่รีบเดินทางไปแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เมื่อกลับบ้านพบชาวบ้านหลายคนมุงดูศพผู้ตายสอดคล้องกับคำเบิกความของนายโกเมศร์ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นญาติผู้ตายเบิกความว่า หลังเกิดเหตุนายโกเมศร์กลับไปที่บ้านของจำเลยมีชาวบ้านและบุคคลอื่นไปที่เกิดเหตุประมาณ 100 คน แสดงว่าหลังเกิดเหตุ เมื่อชาวบ้านได้ยินเสียงอาวุธปืนดังได้ไปยังที่เกิดเหตุเห็นผู้ตาย ชาวบ้านได้รับทราบเหตุที่ผู้ตายเคยเกะกะระรานลวนลามนางสาวชมพูนุชมาก่อน จนจำเลยแจ้งผ่านชาวบ้านเพื่อให้โจทก์ร่วมกำราบบุตรหลานของตนมิให้ประพฤติชั่วเช่นนั้นต่อไปอีก แต่ผู้ตายก็ยังหาได้สำนึก กลับกระทำการอุกอาจบุกไปยังบ้านของจำเลยอีกจนถูกยิง พฤติการณ์อันเป็นภัยของผู้ตายย่อมสร้างความเคียดแค้นชิงชังให้แก่ชาวบ้าน บาดแผลที่ศีรษะที่ตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่าเป็นการกระทำของจำเลย อาจมาจากชาวบ้านที่ดูศพแล้วระบายความเกลียดชังใส่ศพผู้ตายก็ได้ กรณีไม่มีเหตุจะลงโทษจำเลยหนักขึ้น ส่วนกรณีควรลดโทษแล้วรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เหตุเกิดจากอารมณ์ของจำเลยซึ่งแม้เหตุบันดาลโทสะจะเกิดจากความผิดของผู้ตายโดยแท้ แต่ได้ความตามคำให้การของจำเลยว่า จำเลยเคยใช้อาวุธมีดฆ่าภริยาคนแรกเสียชีวิต ต้องโทษจำคุก 10 ปี จำเลยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษแล้ว ย่อมควรทราบถึงภัยที่เกิดจากการใช้อารมณ์ของตนควรได้เรียนรู้การระงับยับยั้งการใช้อารมณ์ชั่ววูบ และควรรู้ว่าการกระทำของผู้ตายเป็นความผิดต่อกฎหมายสามารถใช้กระบวนการยุติธรรมดำเนินคดีแก่ผู้ตายได้ แต่กลับใช้อาวุธปืนฆ่าผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษมานั้นเหมาะสมแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฎีกาของโจทก์ร่วมและจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000521.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553