คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5033/2552 ฉบับเต็ม

#504675
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5033/2552 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางลินจง บุญนากรินทร์ โจทก์ร่วม บริษัทบางกอกคาสเซท จำกัด กับพวก จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 มาตรา พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 78 วรรคสอง มาตรา 78 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เป็นบทเฉพาะกาลที่บัญญัติขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์แก่งานที่จัดทำขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ใช้บังคับและไม่มีลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรมฯ หรือ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 แต่เป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ซึ่งเห็นได้ว่า บทบัญญัติมาตรา 78 ทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นเรื่องเกี่ยวกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ แต่สิทธินักแสดงเป็นสิทธิข้างเคียงของลิขสิทธิ์ ซึ่งแม้จะอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์เช่นกันแต่ก็มิใช่สิทธิอย่างเดียวกับลิขสิทธิ์ นอกจากนี้ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ยังได้บัญญัติแยกลิขสิทธิ์ไว้ในหมวด 1 และสิทธินักแสดงไว้ในหมวด 2 ทั้งเมื่อประสงค์ให้ใช้บังคับบทบัญญัติใดแก่ทั้งลิขสิทธิ์และสิทธินักแสดงก็จะบัญญัติไว้ชัดเจนฉะนั้นการแสดงหรือการบันทึกเสียงการแสดงของนักแสดงที่ได้จัดทำขึ้นก่อนที่ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ใช้บังคับ จึงไม่ได้รับความคุ้มครอง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 45, 52, 69, 74, 76, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และขอให้สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางลินจง ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นนี้ตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันว่า โจทก์ร่วมเป็นนักร้องเมื่อประมาณปี 2509 ถึง 2510 โจทก์ร่วมขับร้องเพลงบันทึกเสียงผลิตแผ่นเสียงลองเพลย์ชุด "รักปักใจ" จำนวน 18 เพลง และชุด "เชอะผู้ชาย" จำนวน 14 เพลง ให้แก่บริษัทผลิตแผ่นเสียงเพื่อนำออกจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปเพื่อการค้า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ร่วมกันนำเพลงทั้งสองชุดซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้ขับร้องไปบันทึก ผลิตหรือทำเทปคาสเซทและแผ่นซีดีเพลงออกจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป โดยไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์ร่วมโจทก์อุทธรณ์ว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 มิได้บัญญัติเลยไปถึงว่าต้องจำกัดเฉพาะการร้องเพลงต่อหน้าสาธารณชนจึงจะได้รับการคุ้มครองสิทธินักแสดงดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยเมื่อโจทก์ร่วมเป็นนักร้องซึ่งเป็นนักแสดงก็ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวในเสียงร้องเพลงของตนตามมาตรา 4 และมาตรา 44 ก่อนอื่นเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า การร้องเพลงในห้องบันทึกเสียงของโจทก์ร่วมเป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 78 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เป็นบทเฉพาะกาลที่บัญญัติขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์แก่งานที่ได้จัดทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ใช้บังคับและไม่มีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 หรือพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 แต่เป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ซึ่งเห็นได้ว่า บทบัญญัติมาตรา 78 ทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นเรื่องเกี่ยวกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ แต่สิทธินักแสดงเป็นสิทธิข้างเคียงของลิขสิทธิ์ซึ่งแม้จะอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์เช่นกัน แต่ก็มิใช่สิทธิอย่างเดียวกับลิขสิทธิ์ นอกจากนี้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ยังได้บัญญัติแยกลิขสิทธิ์ไว้ในหมวด 1 และสิทธินักแสดงไว้ในหมวด 2 ทั้งเมื่อประสงค์ให้ใช้บังคับบทบัญญัติใดแก่ทั้งลิขสิทธิ์และสิทธินักแสดงก็จะบัญญัติไว้ชัดเจน ฉะนั้นการแสดงหรือการบันทึกเสียงการแสดงของนักแสดงที่ได้จัดทำขึ้นก่อนที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ใช้บังคับ จึงไม่ได้รับความคุ้มครอง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง โจทก์ร่วมร้องเพลงชุดดังกล่าวในห้องบันทึกเสียงเมื่อช่วงปี 2509 ถึง 2510 จึงเป็นงานที่ได้จัดทำขึ้นก่อนพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ใช้บังคับและไม่ต้องด้วยมาตรา 78 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว งานของโจทก์ร่วมจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล" พิพากษายืน (ปัญญา วิระยะวานิช-พลรัตน์ ประทุมทาน-ฐษนันท์ วรรณโกวิท) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
504675
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082001829"
    }
}
date
2552
deka_no
5033/2552
deka_running_no
5033
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "ปัญญา วิระยะวานิช",
    "พลรัตน์ ประทุมทาน",
    "ฐษนันท์ วรรณโกวิท"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474",
        "sections": []
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521",
        "sections": []
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537",
        "sections": [
            "ม. 78 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "พนักงานอัยการ"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางลินจง บุญนากรินทร์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทบางกอกคาสเซท จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 45, 52, 69, 74, 76, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และขอให้สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางลินจง ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นนี้ตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันว่า โจทก์ร่วมเป็นนักร้องเมื่อประมาณปี 2509 ถึง 2510 โจทก์ร่วมขับร้องเพลงบันทึกเสียงผลิตแผ่นเสียงลองเพลย์ชุด "รักปักใจ" จำนวน 18 เพลง และชุด "เชอะผู้ชาย" จำนวน 14 เพลง ให้แก่บริษัทผลิตแผ่นเสียงเพื่อนำออกจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปเพื่อการค้า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ร่วมกันนำเพลงทั้งสองชุดซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้ขับร้องไปบันทึก ผลิตหรือทำเทปคาสเซทและแผ่นซีดีเพลงออกจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป โดยไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์ร่วมโจทก์อุทธรณ์ว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 มิได้บัญญัติเลยไปถึงว่าต้องจำกัดเฉพาะการร้องเพลงต่อหน้าสาธารณชนจึงจะได้รับการคุ้มครองสิทธินักแสดงดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยเมื่อโจทก์ร่วมเป็นนักร้องซึ่งเป็นนักแสดงก็ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวในเสียงร้องเพลงของตนตามมาตรา 4 และมาตรา 44 ก่อนอื่นเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า การร้องเพลงในห้องบันทึกเสียงของโจทก์ร่วมเป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 78 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เป็นบทเฉพาะกาลที่บัญญัติขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์แก่งานที่ได้จัดทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ใช้บังคับและไม่มีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 หรือพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 แต่เป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ซึ่งเห็นได้ว่า บทบัญญัติมาตรา 78 ทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นเรื่องเกี่ยวกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ แต่สิทธินักแสดงเป็นสิทธิข้างเคียงของลิขสิทธิ์ซึ่งแม้จะอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์เช่นกัน แต่ก็มิใช่สิทธิอย่างเดียวกับลิขสิทธิ์ นอกจากนี้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ยังได้บัญญัติแยกลิขสิทธิ์ไว้ในหมวด 1 และสิทธินักแสดงไว้ในหมวด 2 ทั้งเมื่อประสงค์ให้ใช้บังคับบทบัญญัติใดแก่ทั้งลิขสิทธิ์และสิทธินักแสดงก็จะบัญญัติไว้ชัดเจน ฉะนั้นการแสดงหรือการบันทึกเสียงการแสดงของนักแสดงที่ได้จัดทำขึ้นก่อนที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ใช้บังคับ จึงไม่ได้รับความคุ้มครอง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง โจทก์ร่วมร้องเพลงชุดดังกล่าวในห้องบันทึกเสียงเมื่อช่วงปี 2509 ถึง 2510 จึงเป็นงานที่ได้จัดทำขึ้นก่อนพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ใช้บังคับและไม่ต้องด้วยมาตรา 78 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว งานของโจทก์ร่วมจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000551.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552