คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11122/2553 ฉบับเต็ม

#504694
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11122/2553 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายพีร์ พฤกษ์เสถียร กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) คดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 แต่คำฟ้องโจทก์ระบุว่า เหตุลักทรัพย์เกิดเมื่อวันที่ 31 พฤศจิกายน 2549 เห็นได้ชัดว่าเป็นการพิมพ์รายละเอียดเกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดผิดพลาดไป จึงมิใช่ข้อสาระสำคัญ ทั้งคำฟ้องโจทก์บรรยายด้วยว่าหลังเกิดเหตุลักทรัพย์ จำเลยที่ 1 นำทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกลักไปจำหน่ายแก่ผู้มีชื่อ ครั้นวันที่ 2 มิถุนายน 2549 เจ้าพนักงานยึดทรัพย์ดังกล่าวจากผู้มีชื่อเป็นของกลาง จำเลยทั้งสามเข้าใจข้อหาได้ดีมิได้หลงต่อสู้ จึงให้การรับสารภาพและชำระหนี้แก่ผู้เสียหายเพื่อบรรเทาผลร้ายด้วย ฟ้องโจทก์จึงสมบูรณ์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357, 83 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน 92,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 ลงโทษจำคุก 3 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ในข้อหาร่วมกันรับของโจร กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน 92,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) บัญญัติให้ฟ้องต้องมีการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี สำหรับคดีนี้ แม้คำฟ้องของโจทก์ระบุว่าเหตุลักทรัพย์เกิดเมื่อวันที่ 31 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งเห็นได้ชัดแจ้งว่าเป็นการฟ้องที่พิมพ์รายละเอียดเกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดผิดพลาดไป มิใช่ข้อสาระสำคัญ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ยังบรรยายไว้ด้วยว่าหลังเกิดเหตุลักทรัพย์ จำเลยที่ 1 ได้นำหน่วยประมวลผลกลาง (ซีพียู) จำนวน 20 เครื่อง ของผู้เสียหายที่ถูกลักไปนั้น ไปจำหน่ายแก่ผู้มีชื่อ ครั้นวันที่ 2 มิถุนายน 2549 เจ้าพนักงานได้ยึดหน่วยประมวลผลกลาง (ซีพียู) ดังกล่าวจากผู้มีชื่อเป็นของกลาง จำเลยทั้งสามย่อมจะเข้าใจข้อหาได้ดีมิได้หลงต่อสู้ จึงให้การรับสารภาพและชำระหนี้แก่ผู้เสียหายเพื่อบรรเทาผลร้ายด้วย ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นฟ้องที่ไม่ชอบและพิพากษากลับให้ยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม กรณีจึงเป็นการจำเป็นที่จะต้องให้ศาลอุทธรณ์ทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225 พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (ชุติมนต์ โพธิเดช-อร่าม แย้มสอาด-สิงห์พล ละอองมณี) ศาลอาญา - นายรังสิชัย บรรณกิจวิจารณ์ ศาลอุทธรณ์ - นายชัยเจริญ ดุษฎีพร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2554/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ4637/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4565/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
504694
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายรังสิชัย บรรณกิจวิจารณ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายชัยเจริญ ดุษฎีพร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993366"
    }
}
date
2553
deka_no
11122/2553
deka_running_no
11122
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ชุติมนต์ โพธิเดช",
    "อร่าม แย้มสอาด",
    "สิงห์พล ละอองมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพีร์ พฤกษ์เสถียร กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357, 83 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน 92,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 ลงโทษจำคุก 3 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ในข้อหาร่วมกันรับของโจร กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน 92,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) บัญญัติให้ฟ้องต้องมีการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี สำหรับคดีนี้ แม้คำฟ้องของโจทก์ระบุว่าเหตุลักทรัพย์เกิดเมื่อวันที่ 31 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งเห็นได้ชัดแจ้งว่าเป็นการฟ้องที่พิมพ์รายละเอียดเกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดผิดพลาดไป มิใช่ข้อสาระสำคัญ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ยังบรรยายไว้ด้วยว่าหลังเกิดเหตุลักทรัพย์ จำเลยที่ 1 ได้นำหน่วยประมวลผลกลาง (ซีพียู) จำนวน 20 เครื่อง ของผู้เสียหายที่ถูกลักไปนั้น ไปจำหน่ายแก่ผู้มีชื่อ ครั้นวันที่ 2 มิถุนายน 2549 เจ้าพนักงานได้ยึดหน่วยประมวลผลกลาง (ซีพียู) ดังกล่าวจากผู้มีชื่อเป็นของกลาง จำเลยทั้งสามย่อมจะเข้าใจข้อหาได้ดีมิได้หลงต่อสู้ จึงให้การรับสารภาพและชำระหนี้แก่ผู้เสียหายเพื่อบรรเทาผลร้ายด้วย ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นฟ้องที่ไม่ชอบและพิพากษากลับให้ยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม กรณีจึงเป็นการจำเป็นที่จะต้องให้ศาลอุทธรณ์ทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
อ4637/2549
primary_red_case_no
อ4565/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000476.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2554/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553