คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3188/2553 ฉบับเต็ม

#504717
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3188/2553 นางสุภา สงวนดีกุล โจทก์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/12, มาตรา 193/30 เช็คเดินทางตามฟ้องโจทก์สามารถนำไปใช้จ่ายได้ หากไม่นำไปใช้ก็สามารถนำไปแลกคืนจากจำเลยได้ทันที ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมเกิดขึ้นนับแต่โจทก์ซื้อเช็คเดินทางดังกล่าว อายุความจึงเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 ความรับผิดตามสัญญาซื้อขายเช็คเดินทางดังกล่าวไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โจทก์ฟ้องคดีเกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 33,752 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 33,752 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ทุนทรัพย์พิพาท ชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อปี 2530 โจทก์ซื้อเช็คเดินทางจากจำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของธนาคารเครดิตแอนด์คอมเมิร์ชอินเตอร์เนชั่นแนล (โอเวอร์ซีส์) จำกัด ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ ซึ่งเช็คเดินทางดังกล่าวสามารถนำไปใช้ได้ทันที หากไม่ได้ใช้สามารถนำไปขายคืนที่ธนาคารเครดิตแอนด์คอมเมิร์ชอินเตอร์เนชั่นแนล (โอเวอร์ซีส์) จำกัด หรือธนาคารอื่นได้ ต่อมาปี 2534 ธนาคารเครดิตแอนด์คอมเมิร์ชอินเตอร์เนชั่นแนล (โอเวอร์ซีส์) จำกัด ล้มละลาย ปี 2546 โจทก์นำเช็คเดินทางดังกล่าวไปแลกเงินคืนจากจำเลย แต่จำเลยปฏิเสธ เห็นว่า เช็คเดินทางดังกล่าวโจทก์สามารถนำไปใช้จ่ายได้หรือหากไม่ได้นำไปใช้ก็สามารถนำเช็คเดินทางดังกล่าวไปแลกคืนจากจำเลยได้ทันที ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมเกิดขึ้นนับแต่โจทก์ซื้อเช็คเดินทางดังกล่าว อายุความจึงเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 และความรับผิดตามสัญญาซื้อขายเช็คเดินทางดังกล่าวไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 ซึ่งเกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร) ศาลแขวงพระนครใต้ - นายอนันต์ บุญแย้ม ศาลอุทธรณ์ - นางอารยา วิชิตชลชัย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1912/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ8138/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ9329/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
504717
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพระนครใต้",
        "judge": "นายอนันต์ บุญแย้ม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางอารยา วิชิตชลชัย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081997059"
    }
}
date
2553
deka_no
3188/2553
deka_running_no
3188
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/12",
            "ม. 193/30"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสุภา สงวนดีกุล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 33,752 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 33,752 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ทุนทรัพย์พิพาท ชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อปี 2530 โจทก์ซื้อเช็คเดินทางจากจำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของธนาคารเครดิตแอนด์คอมเมิร์ชอินเตอร์เนชั่นแนล (โอเวอร์ซีส์) จำกัด ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ ซึ่งเช็คเดินทางดังกล่าวสามารถนำไปใช้ได้ทันที หากไม่ได้ใช้สามารถนำไปขายคืนที่ธนาคารเครดิตแอนด์คอมเมิร์ชอินเตอร์เนชั่นแนล (โอเวอร์ซีส์) จำกัด หรือธนาคารอื่นได้ ต่อมาปี 2534 ธนาคารเครดิตแอนด์คอมเมิร์ชอินเตอร์เนชั่นแนล (โอเวอร์ซีส์) จำกัด ล้มละลาย ปี 2546 โจทก์นำเช็คเดินทางดังกล่าวไปแลกเงินคืนจากจำเลย แต่จำเลยปฏิเสธ เห็นว่า เช็คเดินทางดังกล่าวโจทก์สามารถนำไปใช้จ่ายได้หรือหากไม่ได้นำไปใช้ก็สามารถนำเช็คเดินทางดังกล่าวไปแลกคืนจากจำเลยได้ทันที ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมเกิดขึ้นนับแต่โจทก์ซื้อเช็คเดินทางดังกล่าว อายุความจึงเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 และความรับผิดตามสัญญาซื้อขายเช็คเดินทางดังกล่าวไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 ซึ่งเกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ8138/2546
primary_red_case_no
พ9329/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000509.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1912/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553