คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9609/2553 ฉบับเต็ม

#504738
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9609/2553 พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส โจทก์ นายมูฮำมัดนูเด็ง เจะแวหรือเจ๊ะแว กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7), มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 215, มาตรา 225 บ. ทนายจำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ว่าความตามใบแต่งทนายความ แต่ไม่ได้รับอำนาจจากจำเลยที่ 2 ให้ใช้สิทธิในการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ทนายจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ จึงเป็นการอุทธรณ์โดยไม่ได้รับอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้ง ทนายจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ทนายจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์เป็นการลงลายมือชื่อโดยไม่มีอำนาจ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) ประกอบมาตรา 215 แต่การที่จะให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำฟ้องอุทธณณ์ หรือมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาคดีเสร็จแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาคดีในส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 และยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์และแก้ไขคำพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 1 ยังคงมีผลชอบด้วยกฎหมายต่อไป กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป ให้ยกฎีกาของโจทก์เสียด้วย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92 ริบของกลาง ยกเว้นธนบัตรจำนวน 120,000 บาท ที่ใช่ล่อซื้อให้คืนแก่เจ้าของเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และนับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 678/2537 ของศาลจังหวัดยะลา จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) (ที่ถูก ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 30 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 15 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 40 ปี ริบของกลาง เว้นแต่ธนบัตรจำนวน 120,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้อและรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อคาวาซากิ หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 6ช - 1338 ตามบัญชีของกลางคดีอาญาอันดับที่ 6 เอกสารหมาย จ.7 ให้คืนแก่เจ้าของและให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 678/2537 ของศาลจังหวัดยะลา โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 3,366 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด จำคุก 15 ปี รวมจำคุก 25 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง รวมเป็นจำคุก 37 ปี 6 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 18 ปี 9 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,366 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายบัณฑิต ทนายจำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ว่าความตามใบแต่งทนายความลงวันที่ 19 ตุลาคม 2544 ไม่ได้รับอำนาจจากจำเลยที่ 2 ให้ใช้สิทธิในการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ด้วย และกรณีล่วงเลยเวลาที่จะย้อนสำนวนกลับไปแก้ไขอย่างใดได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ทนายจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ จึงเป็นการอุทธรณ์โดยไม่ได้รับอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้ง ทนายจำเลยที่ 2 จึงไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ทนายจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์เป็นการลงลายมือชื่อโดยไม่มีอำนาจ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) ประกอบมาตรา 215 แต่การที่จะให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์ หรือมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้พิจารณาคดีนี้เสร็จไปแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาคดีในส่วนของอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มา เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 และยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์และแก้ไขคำพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 1 ยังคงมีผลโดยชอบด้วยกฎหมายต่อไป กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไปอีก จึงให้ยกฎีกาของโจทก์เสียด้วยและเมื่อศาลฎีกายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในส่วนของจำเลยที่ 2 แล้ว คดีของจำเลยที่ 2 จึงต้องบังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งโจทก์มิได้อุทธรณ์ในส่วนนี้... พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 15 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว รวมจำคุก 25 ปี ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 และยกฎีกาของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 (วรพจน์ วิไลชนม์-อนันต์ ชุมวิสูตร-นิพนธ์ ใจสำราญ) ศาลจังหวัดนราธิวาส - นายทวีวัฒน์ โสวรัตนพงศ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายวิทยา วีระประจักษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.5168/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1813/2544 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1749/2546 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
504738
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนราธิวาส",
        "judge": "นายทวีวัฒน์ โสวรัตนพงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายวิทยา วีระประจักษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993922"
    }
}
date
2553
deka_no
9609/2553
deka_running_no
9609
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "วรพจน์ วิไลชนม์",
    "อนันต์ ชุมวิสูตร",
    "นิพนธ์ ใจสำราญ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (7)",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 215",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายมูฮำมัดนูเด็ง เจะแวหรือเจ๊ะแว กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92 ริบของกลาง ยกเว้นธนบัตรจำนวน 120,000 บาท ที่ใช่ล่อซื้อให้คืนแก่เจ้าของเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และนับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 678/2537 ของศาลจังหวัดยะลา

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) (ที่ถูก ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 30 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 15 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 40 ปี ริบของกลาง เว้นแต่ธนบัตรจำนวน 120,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้อและรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อคาวาซากิ หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 6ช - 1338 ตามบัญชีของกลางคดีอาญาอันดับที่ 6 เอกสารหมาย จ.7 ให้คืนแก่เจ้าของและให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 678/2537 ของศาลจังหวัดยะลา

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 3,366 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด จำคุก 15 ปี รวมจำคุก 25 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง รวมเป็นจำคุก 37 ปี 6 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 18 ปี 9 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,366 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายบัณฑิต ทนายจำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ว่าความตามใบแต่งทนายความลงวันที่ 19 ตุลาคม 2544 ไม่ได้รับอำนาจจากจำเลยที่ 2 ให้ใช้สิทธิในการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ด้วย และกรณีล่วงเลยเวลาที่จะย้อนสำนวนกลับไปแก้ไขอย่างใดได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ทนายจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ จึงเป็นการอุทธรณ์โดยไม่ได้รับอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้ง ทนายจำเลยที่ 2 จึงไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ทนายจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์เป็นการลงลายมือชื่อโดยไม่มีอำนาจ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) ประกอบมาตรา 215 แต่การที่จะให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์ หรือมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้พิจารณาคดีนี้เสร็จไปแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาคดีในส่วนของอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มา เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 และยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์และแก้ไขคำพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 1 ยังคงมีผลโดยชอบด้วยกฎหมายต่อไป กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไปอีก จึงให้ยกฎีกาของโจทก์เสียด้วยและเมื่อศาลฎีกายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในส่วนของจำเลยที่ 2 แล้ว คดีของจำเลยที่ 2 จึงต้องบังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งโจทก์มิได้อุทธรณ์ในส่วนนี้...

พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 15 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว รวมจำคุก 25 ปี ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 และยกฎีกาของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1813/2544
primary_red_case_no
อ1749/2546
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000481.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.5168/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553