คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9366/2553 ฉบับเต็ม

#504740
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9366/2553 บริษัทเอเพ็ค พลาสติกส์ จำกัด โจทก์ บริษัทจูเจียม จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 55 ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 172 วรรคหนึ่ง, มาตรา 213 เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาเพื่อขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 เสียด้วย เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการฎีกาในปัญหาใดต่อศาลฎีกา เป็นปัญหาเฉพาะตัวของจำเลยแต่ละคน จึงถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีข้อโต้แย้งและคัดค้านว่าศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ถูกต้องและผิดต่อกฎหมายอย่างใด ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เพราะมีพฤติการณ์หลบหนี และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ชั่วคราว การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อจากนั้นไม่ได้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ถือว่ายังไม่ได้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ในศาลชั้นต้น เมื่อไม่ได้มีการยกคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ขึ้นพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อจากนั้นจึงไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 คงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในส่วนของจำเลยอื่นที่ไม่ได้ถูกจำหน่ายคดี แม้หากคดีนี้จะฟังข้อเท็จจริงได้ดังที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 อ้าง ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่มีความผิดเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ตาม ก็ไม่อาจถือเป็นเหตุในลักษณะคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 83, 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 9 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 หลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับและจำหน่ายคดีชั่วคราว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ต่อมาหลังจากยื่นอุทธรณ์แล้ว แต่ก่อนส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาเพื่อขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 เสียด้วย เห็นว่า การฎีกาในปัญหาใดต่อศาลฎีกาเป็นปัญหาเฉพาะตัวของจำเลยแต่ละคนจึงถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีข้อโต้แย้งและคัดค้านว่าศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ถูกต้องและผิดต่อบทกฎหมายอย่างใด เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาด้วย เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีพฤติการณ์หลบหนีไม่มาศาล ให้ออกหมายจับจำเลยที่ 3 และที่ 4 และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 และที่ 4 ชั่วคราว การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อจากนั้นไม่ได้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ถือว่ายังไม่มีการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในศาลชั้นต้น เมื่อไม่ได้มีการยกคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ขึ้นพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาคดีต่อจากนั้นไปจึงไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 คงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีในส่วนของจำเลยอื่นที่ไม่ได้ถูกจำหน่ายคดี แม้หากคดีนี้จะฟังข้อเท็จจริงได้ดังที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 อ้างว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่มีความผิดเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ตาม ก็ไม่อาจถือเป็นเหตุในลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วยได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยกขึ้นอ้างนั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (สมศักดิ์ ตันติภิรมย์-พินิจ สุเสารัจ-วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี) ศาลแขวงดุสิต - นายสมเกียรติ ฑีฆาอุตมากร ศาลอุทธรณ์ - นายชวลิต ยงพาณิชย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6357/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2431/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2555/2542 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
504740
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงดุสิต",
        "judge": "นายสมเกียรติ ฑีฆาอุตมากร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายชวลิต ยงพาณิชย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081994033"
    }
}
date
2553
deka_no
9366/2553
deka_running_no
9366
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ ตันติภิรมย์",
    "พินิจ สุเสารัจ",
    "วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 172 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 213"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเอเพ็ค พลาสติกส์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทจูเจียม จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 9 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 หลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับและจำหน่ายคดีชั่วคราว

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ต่อมาหลังจากยื่นอุทธรณ์แล้ว แต่ก่อนส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาเพื่อขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 เสียด้วย เห็นว่า การฎีกาในปัญหาใดต่อศาลฎีกาเป็นปัญหาเฉพาะตัวของจำเลยแต่ละคนจึงถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีข้อโต้แย้งและคัดค้านว่าศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ถูกต้องและผิดต่อบทกฎหมายอย่างใด เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาด้วย เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีพฤติการณ์หลบหนีไม่มาศาล ให้ออกหมายจับจำเลยที่ 3 และที่ 4 และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 และที่ 4 ชั่วคราว การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อจากนั้นไม่ได้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ถือว่ายังไม่มีการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในศาลชั้นต้น เมื่อไม่ได้มีการยกคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ขึ้นพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาคดีต่อจากนั้นไปจึงไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 คงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีในส่วนของจำเลยอื่นที่ไม่ได้ถูกจำหน่ายคดี แม้หากคดีนี้จะฟังข้อเท็จจริงได้ดังที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 อ้างว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่มีความผิดเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ตาม ก็ไม่อาจถือเป็นเหตุในลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วยได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยกขึ้นอ้างนั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2431/2542
primary_red_case_no
อ2555/2542
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000482.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6357/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553