คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10832/2553 ฉบับเต็ม

#504742
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10832/2553 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี โจทก์ นายชัยโรจน์ ชัยอมรทรัพย์ กับพวก โจทก์ร่วม นายสุธี สงวนเกียรติชัย จำเลย ป.อ. มาตรา 362 โจทก์ร่วมทั้งสี่เข้าพักอาศัยในห้องที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ชั้นสองของอาคารที่ตั้งบริษัท ร. เนื่องจากโจทก์ร่วมที่ 1 เคยเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทและเป็นพนักงานของบริษัท ห้องพักของโจทก์ร่วมทั้งสี่ย่อมอยู่ในความครอบครองของบริษัท ร. โดยโจทก์ร่วมทั้งสี่อาศัยสิทธิของบริษัทพักอาศัยในฐานะพนักงานของบริษัทเท่านั้น การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการบริษัท มีหน้าที่ดูแลกิจการทั่วไปของบริษัท เปลี่ยนกุญแจห้องพักของโจทก์ร่วมทั้งสี่รวมถึงเปลี่ยนกุญแจตามจุดต่างๆ ในบริษัทตามคำสั่งของ ว. กรรมการผู้จัดการบริษัท เนื่องจากขณะเกิดเหตุมีทรัพย์สินของบริษัทสูญหาย จึงเป็นการกระทำในนามของบริษัทเพื่อดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินและความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในบริษัทด้วยความสุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยขาดเจตนาบุกรุก และโจทก์ร่วมทั้งสี่ก็ไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองห้องพิพาทที่อ้างว่าจำเลยเข้าไปรบกวนการครอบครอง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 362 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายชัยโรจน์ ผู้เสียหายที่ 1 นางเยาวลักษณ์ ผู้เสียหายที่ 2 นางสาวนิ ผู้เสียหายที่ 3 และนางสาวศศินันท์ ผู้เสียหายที่ 4 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ 2 เดือน ปรับกระทงละ 2,000 บาท รวมสามกระทง จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยสักครั้ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ เหตุที่โจทก์ร่วมทั้งสี่เข้าพักอาศัยในห้องเกิดเหตุซึ่งอยู่ชั้นสองของอาคารที่ตั้งบริษัทราชาโภคภัณฑ์เนื่องมาจากโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทและเป็นพนักงานของบริษัท ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนชุดผู้บริหารบริษัทเสียใหม่โดยกลุ่มของโจทก์ร่วมทั้งสี่ออกไปให้นายวิชัยเข้าบริหารบริษัทแทน ห้องพักของโจทก์ร่วมทั้งสี่ย่อมอยู่ในความครอบครองของบริษัทราชาโภคภัณท์ โดยโจทก์ร่วมทั้งสี่ใช้สิทธิของบริษัทพักอาศัยอยู่ในฐานะเป็นเพียงพนักงานของบริษัทเท่านั้น และได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมทั้งสี่เมื่อนายวิชัยเข้าเป็นผู้บริหารบริษัทแทนโจทก์ร่วมที่ 1 แล้ว โจทก์ร่วมที่ 1 ได้ย้ายออกจากบริษัทราชาโภคภัณฑ์จำกัดไปตั้งโรงงานของตนเองขึ้นใหม่ โจทก์ร่วมที่ 3 และโจทก์ร่วมที่ 4 ได้ออกจากบริษัทราชาโภคภัณฑ์จำกัด ย้ายไปทำงานยังโรงงานใหม่ของโจทก์ร่วมที่ 1 คงเหลือไว้แต่โจทก์ร่วมที่ 2 ทำงานต่อที่บริษัทราชาโภคภัณฑ์จำกัดเพียงผู้เดียว พฤติการณ์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ที่ได้ลาออกจากบริษัทราชาโภคภัณฑ์จำกัด ไปทำงานยังบริษัทแห่งใหม่ของโจทก์ร่วมที่ 1 ด้วยกันแล้ว โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เพิ่งจะรู้เรื่องที่จำเลยให้ช่างมาเปลี่ยนลูกกุญแจห้องพักภายหลังจากวันที่ช่างเปลี่ยนลูกกุญแจเป็นเวลาหลายวัน และพฤติการณ์ที่เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 รู้ว่าจำเลยได้ให้ช่างมาเปลี่ยนลูกกุญแจห้องพักแล้วโจทก์ร่วมที่ 2 ได้ให้ช่างทำกุญแจเปลี่ยนกุญแจห้องพักเสียใหม่โดยนายวิชัยและโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านอย่างใด ประกอบกับข้อนำสืบของจำเลยที่ว่า จำเลยเป็นผู้จัดการบริษัท มีหน้าที่ดูแลกิจการทั่วไปของบริษัท ช่วงเวลาเกิดเหตุมีทรัพย์สินของบริษัทสูญหาย มีพนักงานพาพวกเข้ามาพักอาศัยภายในบริเวณโรงงาน จำเป็นต้องจัดระเบียบการพักอาศัยของพนักงาน โดยประกาศจัดระเบียบการพักอาศัยให้ทราบทั่วกันแล้ว ได้จัดทำและเปลี่ยนกุญแจตามจุดต่างๆ รวมถึงเปลี่ยนกุญแจห้องพักของโจทก์ร่วมทั้งสี่ซึ่งเป็นห้องพักพนักงานด้วย การกระทำของจำเลยในการจัดเปลี่ยนลูกกุญแจห้องพักของโจทก์ร่วมทั้งสี่เป็นการกระทำในนามของบริษัทราชาโภคภัณฑ์ซึ่งเป็นเจ้าของห้องพักที่เกิดเหตุมีเหตุผลสมควร กรณีน่าเชื่อจำเลยกระทำการในหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินและความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในบริษัทด้วยความสุจริต เป็นการกระทำโดยขาดเจตนาบุกรุก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์-กรองเกียรติ คมสัน-โสภณ โรจน์อนนท์) ศาลจังหวัดธัญบุรี - นายรุ่งเรือง ลำพองชาติ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายอาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.643/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ5593/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ7540/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
504742
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดธัญบุรี",
        "judge": "นายรุ่งเรือง ลำพองชาติ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายอาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993484"
    }
}
date
2553
deka_no
10832/2553
deka_running_no
10832
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์",
    "กรองเกียรติ คมสัน",
    "โสภณ โรจน์อนนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 362"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายชัยโรจน์ ชัยอมรทรัพย์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุธี สงวนเกียรติชัย"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายชัยโรจน์ ผู้เสียหายที่ 1 นางเยาวลักษณ์ ผู้เสียหายที่ 2 นางสาวนิ ผู้เสียหายที่ 3 และนางสาวศศินันท์ ผู้เสียหายที่ 4 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ 2 เดือน ปรับกระทงละ 2,000 บาท รวมสามกระทง จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยสักครั้ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ เหตุที่โจทก์ร่วมทั้งสี่เข้าพักอาศัยในห้องเกิดเหตุซึ่งอยู่ชั้นสองของอาคารที่ตั้งบริษัทราชาโภคภัณฑ์เนื่องมาจากโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทและเป็นพนักงานของบริษัท ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนชุดผู้บริหารบริษัทเสียใหม่โดยกลุ่มของโจทก์ร่วมทั้งสี่ออกไปให้นายวิชัยเข้าบริหารบริษัทแทน ห้องพักของโจทก์ร่วมทั้งสี่ย่อมอยู่ในความครอบครองของบริษัทราชาโภคภัณท์ โดยโจทก์ร่วมทั้งสี่ใช้สิทธิของบริษัทพักอาศัยอยู่ในฐานะเป็นเพียงพนักงานของบริษัทเท่านั้น และได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมทั้งสี่เมื่อนายวิชัยเข้าเป็นผู้บริหารบริษัทแทนโจทก์ร่วมที่ 1 แล้ว โจทก์ร่วมที่ 1 ได้ย้ายออกจากบริษัทราชาโภคภัณฑ์จำกัดไปตั้งโรงงานของตนเองขึ้นใหม่ โจทก์ร่วมที่ 3 และโจทก์ร่วมที่ 4 ได้ออกจากบริษัทราชาโภคภัณฑ์จำกัด ย้ายไปทำงานยังโรงงานใหม่ของโจทก์ร่วมที่ 1 คงเหลือไว้แต่โจทก์ร่วมที่ 2 ทำงานต่อที่บริษัทราชาโภคภัณฑ์จำกัดเพียงผู้เดียว พฤติการณ์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ที่ได้ลาออกจากบริษัทราชาโภคภัณฑ์จำกัด ไปทำงานยังบริษัทแห่งใหม่ของโจทก์ร่วมที่ 1 ด้วยกันแล้ว โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เพิ่งจะรู้เรื่องที่จำเลยให้ช่างมาเปลี่ยนลูกกุญแจห้องพักภายหลังจากวันที่ช่างเปลี่ยนลูกกุญแจเป็นเวลาหลายวัน และพฤติการณ์ที่เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 รู้ว่าจำเลยได้ให้ช่างมาเปลี่ยนลูกกุญแจห้องพักแล้วโจทก์ร่วมที่ 2 ได้ให้ช่างทำกุญแจเปลี่ยนกุญแจห้องพักเสียใหม่โดยนายวิชัยและโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านอย่างใด ประกอบกับข้อนำสืบของจำเลยที่ว่า จำเลยเป็นผู้จัดการบริษัท มีหน้าที่ดูแลกิจการทั่วไปของบริษัท ช่วงเวลาเกิดเหตุมีทรัพย์สินของบริษัทสูญหาย มีพนักงานพาพวกเข้ามาพักอาศัยภายในบริเวณโรงงาน จำเป็นต้องจัดระเบียบการพักอาศัยของพนักงาน โดยประกาศจัดระเบียบการพักอาศัยให้ทราบทั่วกันแล้ว ได้จัดทำและเปลี่ยนกุญแจตามจุดต่างๆ รวมถึงเปลี่ยนกุญแจห้องพักของโจทก์ร่วมทั้งสี่ซึ่งเป็นห้องพักพนักงานด้วย การกระทำของจำเลยในการจัดเปลี่ยนลูกกุญแจห้องพักของโจทก์ร่วมทั้งสี่เป็นการกระทำในนามของบริษัทราชาโภคภัณฑ์ซึ่งเป็นเจ้าของห้องพักที่เกิดเหตุมีเหตุผลสมควร กรณีน่าเชื่อจำเลยกระทำการในหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินและความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในบริษัทด้วยความสุจริต เป็นการกระทำโดยขาดเจตนาบุกรุก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ5593/2542
primary_red_case_no
อ7540/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000477.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.643/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553