คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3183/2553 ฉบับเต็ม

#504773
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3183/2553 บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ หม่อมราชวงศ์วรฉัตร ฉัตรชัย กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ คำว่า "คำสั่งศาลตามวรรคสองให้เป็นที่สุด" ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ นั้น หมายถึงเป็นที่สุดทั้งสองทาง คือ ทางที่อนุญาตตามคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือยกคำร้องขอดังกล่าว ไม่ใช่เป็นที่สุดเฉพาะคำสั่งที่อนุญาตตามคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเท่านั้น ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,078,490.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ทบต้นถึงวันที่ 2 พฤษภาคม 2540 จากนั้นให้คิดดอกเบี้ยไม่ทบต้นในอัตราเดียวกันถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2540 หลังจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2540 ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2540 ให้คิดอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หลังจากนั้นเป็นต้นไม่ให้คิดในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,548,567.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,200,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กรกฎาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้นำที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 2 หมู่ที่ 3 (10) ตำบลพุคำจาน (ธารเกษม) อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี อันเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นให้ยก ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 2 หมู่ที่ 3 (10) ตำบลพุคำจาน (ธารเกษม) อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี และขายทอดตลาดไปในราคา 1,270,000 บาท จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2549 เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 2 โดยมีโจทก์เข้าสู้ราคารายเดียวและให้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 1,270,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเคาะไม้ขายให้แก่โจทก์ ที่ดินดังกล่าวมีราคาประเมิน 2,532,000 บาท การขายทอดตลาดให้แก่โจทก์ในราคาดังกล่าวจึงเป็นราคาที่ต่ำเกินสมควรเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลของผู้ที่เกี่ยวข้องในการสู้ราคา เนื่องจากปกปิดไม่แจ้งวันขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบ ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาดครั้งที่ 18 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2549 ในการขายทอดตลาดทุกครั้งจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 เข้าดูแลการขายเรื่อยมา ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินว่างเปล่าเป็นหินใช้ประโยชน์เพาะปลูกพืชไร่ไม่ได้ผลและเป็นที่ดินแห้งแล้งจึงไม่มีผู้สนใจซื้อ ทั้งจำเลยทั้งสองก็ไม่จัดหาผู้อื่นเข้าซื้อทรัพย์ ราคาที่โจทก์ซื้อในการขายทอดตลาดดังกล่าวเป็นราคาที่สมควรแล้ว ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ที่บัญญัติว่าคำสั่งศาลตามวรรคสองให้เป็นที่สุดนั้น หมายถึงคำสั่งที่อนุญาตตามคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเท่านั้น แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่เป็นที่สุด ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไว้ดำเนินการต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีให้ขายทอดตลาดในราคาเพียง 1,270,000 บาท เป็นราคาที่ต่ำเกินสมควร เกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลของผู้ที่เกี่ยวข้องในการสู้ราคานั้น เป็นคำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ซึ่งมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติว่า คำสั่งศาลตามวรรคสองให้เป็นที่สุด คำว่าคำสั่งศาลตามวรรคสองให้เป็นที่สุดนั้นหมายถึงเป็นที่สุดทั้งสองทาง คือ ทางที่อนุญาตตามคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือยกคำร้องขอดังกล่าว ไม่ใช่เป็นที่สุดเฉพาะคำสั่งที่อนุญาตตามคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเท่านั้นตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาจึงไม่ชอบ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2549 ในขณะที่บทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ วรรคสองและวรรคสี่ ดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2548 คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ต่อมาจึงไม่ชอบเช่นกัน ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของจำเลยที่ 2 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลยที่ 2 (ธนฤกษ์ นิติเศรณี-มานัส เหลืองประเสริฐ-สมชาย สินเกษม) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การเพิกถอนการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ นี้ ได้เพิ่มเติมโดยมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2542 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2542 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2542 ต่อมาได้มีการแก้ไขโดยมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2547 ซึ่งประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2548 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2548 เนื้อหาสาระของมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง เดิม ไม่มีบทบัญญัติบังคับศาลว่าจะต้องไต่สวนและทำคำสั่งให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาใดทำให้เป็นช่องทางในการประวิงการขายทอดตลาดได้โดยไม่มีกำหนดเวลา และให้อำนาจศาลเฉพาะอนุญาตหรือยกคำร้องเท่านั้น ส่วนที่แก้ไขใหม่นี้กำหนดให้ศาลชั้นต้นสามารถใช้ดุลพินิจแก้ไขหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใดตามที่ศาลเห็นสมควรด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติในมาตรา 296 วรรคสอง และกำหนดกรอบเวลาให้ศาลชั้นต้นพิจารณามีคำสั่งให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับคำร้อง เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าเกินสมควร ส่วนในวรรคสี่ เดิม บัญญัติให้สิทธิคู่ความสามารถอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นตามวรรคสองได้ และกำหนดให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด ส่วนที่แก้ไขใหม่ได้บัญญัติให้คำสั่งของศาลชั้นต้นตามวรรคสองเป็นที่สุด ทั้งนี้มีเจตนารมณ์เพื่อมิให้การบังคับคดีต้องเกิดความล่าช้าและให้การขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาสามารดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วและเป็นธรรมแก่ผู้ซื้อทรัพย์ จึงมีปัญหาว่ากรณีใดจะถือว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ เมื่อพิจารณาถ้อยคำในบทบัญญัติแห่งมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ประกอบวรรคสี่ เดิม ที่ว่า "...เมื่อศาลไต่สวนแล้วเห็นว่า คำร้องนั้นรับฟังได้ ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องนั้น... คำสั่งของศาลตามวรรคสอง ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" เปรียบเทียบกับบทบัญญัติแห่งมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ประกอบวรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่ที่ว่า "...เมื่อศาลไต่สวนแล้วเห็นว่า คำร้องรับฟังได้ ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้อง หรือแก้ไขหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใดตามที่ศาลเห็นสมควร... คำสั่งของศาลชั้นต้นตามวรรคสองเป็นที่สุด" แล้วดูประหนึ่งว่าคำสั่งของศาลเฉพาะที่อนุญาตให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามคำร้องหรือแก้ไขหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใด เป็นที่สุด ส่วนคำสั่งอื่นๆ นั้น ไม่เป็นที่สุด บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมแล้วมีเจตนารมณ์เช่นนั้นหรือ และหากกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดหรือยกคำร้องโดยไม่ทำการไต่สวนก่อน หรือมีคำสั่งงดสืบพยานผู้ร้องหรือไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเลื่อนคดีกับมีคำสั่งยกคำร้อง หรือไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้องเช่นเดียวกับคดีที่หมายเหตุนี้ กรณีจะถือว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นเป็นที่สุดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ หรือไม่ ผู้หมายเหตุขอนำเอาแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยไว้มาเทียบเคียงดังนี้ กรณีศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9865/2544 ขณะจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ และมาตรา 309 ทวิ มีผลใช้บังคับแล้ว จึงนำมาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้โดยไม่คำนึงว่าคดีนี้จะมีการฟ้องร้องกันก่อนที่บทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้วหรือไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นอ้างว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์มีราคาไม่เหมาะสมเพราะต่ำกว่าราคาประเมิน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงปฏิบัติหน้าที่โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่ปรากฏว่าการขายทอดตลาดในราคาต่ำเกินสมควรเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคา หรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่อย่างไรบ้าง จึงไม่รับคำร้อง ซึ่งมีผลเท่ากับยกคำร้องของจำเลยที่ 1 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ กรณีศาลชั้นต้นยกคำร้องโดยไม่ทำการไต่สวนก่อน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2193/2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องของจำเลยคัดค้านแต่เพียงว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยในราคาต่ำไปเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ได้ ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยเนื่องจากราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุมัติให้ขายเป็นราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงจึงเป็นกรณีที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ซึ่งคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในเรื่องนี้ย่อมเป็นที่สุดตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าววรรคสุดท้าย จำเลยไม่อาจฎีกาได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4427/2543, 313/2543, 247/2544, 252/2544, 2515/2547) กรณีศาลชั้นต้นนัดไต่สวน ถึงวันนัดมีคำสั่งให้งดไต่สวนหรืองดสืบพยาน และมีคำสั่งยกคำร้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6124/2550 จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินมีจำนวนต่ำเกินสมควรอันเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาและเกิดจากความไม่สุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติตามหน้าที่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการไต่สวนและยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นฎีกาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 ภายหลังจากบทบัญญัติแห่งมาตรา 309 ทวิ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 21)ฯ มีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2548 คำร้องของจำเลยจึงตกอยู่ภายใต้บังคับของวรรคสี่ซึ่งบัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในกรณีนี้เป็นที่สุด จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 840/2549 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินไปในราคาต่ำเกินสมควร และราคาที่ต่ำเกินสมควรนั้นเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ซึ่งในวรรคสี่ของมาตราดังกล่าวบัญญัติว่าคำสั่งของศาลตามวรรคสองให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์หรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด คำว่า "คำสั่งของศาลตามวรรคสอง" ของบทบัญญัติดังกล่วหมายถึง หากมีกรณียื่นคำร้องตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แล้ว คำสั่งใดๆ ของศาลที่เกี่ยวกับคำร้องดังกล่าวย่อมอยู่ในความหมายของคำว่า "คำสั่งของศาลตามวรรคสอง" ในบทบัญญัติวรรคสี่นี้ทั้งสิ้น การที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานจำเลยที่ 1 พร้อมกับมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน เช่นนี้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2548 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าราคาที่ขายได้เป็นราคาที่ต่ำเกินไป ระหว่างการไต่สวนทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี แต่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีกับมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งทั้งสองของศาลชั้นต้น กล่าวคือ อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ทนายจำเลยเลื่อนคดีและอุทธรณ์คำสั่งที่ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกา การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย กรณีศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2850/2553 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่าการขายทอดตลาดได้ราคาต่ำกว่าที่สมควร โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่กระทำการตรวจสอบให้รอบคอบก่อนเคาะไม้ขายทอดตลาดว่าราคาที่มีผู้เสนอสูงสุดนั้นเพียงพอแล้วหรือไม่ เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคท้าย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 166/2551 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติว่า คำสั่งศาลตามวรรคสองให้เป็นที่สุด คำว่า "คำสั่งศาลตามวรรคสอง" ดังกล่าวมิได้หมายความว่าเป็นคำสั่งอนุญาตให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเพียงอย่างเดียวแต่หมายถึงหากมีกรณียื่นคำร้องตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แล้ว คำสั่งใดๆ ของศาลที่เกี่ยวกับคำร้องดังกล่าวก็อยู่ในความหมายของคำว่า "คำสั่งศาลตามวรรคสอง" ทั้งสิ้น เมื่อคำร้องของจำเลยอ้างว่าการขายทอดตลาดไม่ชอบเนื่องจากราคาต่ำไป และการขายทอดตลาดเกิดจากความไม่สุจริตของเจ้าพนักงานบังคับคดีเช่นนี้ จึงเป็นคำร้องตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องแล้ว ย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3231/2550 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงขายทรัพย์สินในราคาต่ำเกินสมควรเป็นอุทธรณ์ในประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง คำสั่งศาลชั้นต้นย่อมเป็นที่สุดตามวรรคสี่ ซึ่งแก้ไขใหม่ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2548 เป็นต้นไป โดยไม่มีบทเฉพาะกาลกำหนดว่าบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่โดย พ.ร.บ. นี้มิให้ใช้บังคับแก่คดีที่ฟ้องก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้มีผลใช้บังคับแต่อย่างใด จึงผูกพันใช้บังคับแก่คู่ความทันที กรณีจะเห็นได้ว่าเมื่อเทียบเคียงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นการวินิจฉัยตามบทบัญญัติเดิมก่อนที่จะมีการแก้ไข หรือที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมแล้วก็พอสรุปได้ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับการขายทอดตลาดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ไม่ว่าจะสั่งไปในทางใด ย่อมถือเป็นที่สุดทุกกรณี ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ก็วินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น ส่วนที่มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง กำหนดให้ศาลไต่สวนและหากเห็นว่าคำร้องรับฟังได้ ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องหรือแก้ไขหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใดตามที่ศาลเห็นสมควรนั้น ผู้หมายเหตุเห็นว่าเป็นเพียงการกำหนดวิธีการเพื่อให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการทำคำสั่งได้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงแลพฤติการณ์เป็นกรณีๆ ไป เท่านั้น กฎหมายหาได้ประสงค์ให้เฉพาะคำสั่งอนุญาต หรือแก้ไขหรือกำหนดวิธีการอย่างใดเป็นที่สุดไม่ เพราะเจตนารมณ์ของการเพิ่มเติมบทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ รวมทั้งที่แก้ไขเพิ่มเติมนี้ก็เพื่อมิให้การบังคับคดีต้องเกิดความล่าช้าและให้การขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วและเป็นธรรมแก่ผู้ซื้อทรัพย์ ซึ่งหากกฎหมายประสงค์เช่นนั้นจริง ก็จะต้องบัญญัติให้ชัดแจ้งดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 306 วรรคสอง และ 310 วรรคสอง ที่ว่า "คำสั่งอนุญาตของศาลตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด" ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ไม่ว่าในทางใดๆ ย่อมเป็นที่สุด อย่างไรก็ตาม การจะเป็นที่สุดนั้นก็ต้องพิจารณาด้วยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นเป็นคำสั่งที่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาของคำร้องตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง หรือไม่ หากเป็นการยกคำร้องด้วยเหตุอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่เนื้อหาของการขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสองแล้ว คำสั่งศาลชั้นต้นย่อมไม่เป็นที่สุดซึ่งเทียงเคียงได้กับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10542/2546 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่าการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้นได้ราคาต่ำเกินไป ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ยกออุทธรณ์ของจำเลยเพราะเหตุว่าเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงยังไม่ถึงที่สุดเนื่องจากมิได้วินิจฉัยในเนื้อหาคำร้องที่ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10694/2551 คำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 2 มีประเด็นวินิจฉัย 2 ประเด็น คือ เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งประกาศการขายทอดตลาดให้แก่จำเลยที่ 2 โดยชอบหรือไม่ และเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดในราคาที่ต่ำเกินสมควรหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยทั้งสองประเด็นและมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเฉพาะประเด็นเจ้าพนักงานบังคับคดีส่งประกาศการขายทอดตลาดโดยมิชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 มิใช่ประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แต่เป็นประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง ซึ่งไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 309 ทวิ และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้คำสั่งศาลชั้นต้นตามมาตรา 296 วรรคสอง เป็นที่สุด การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ เช่นเดียวกับกรณีที่ศาลสั่งยกคำร้องเพราะผู้ร้องยื่นผิดศาล หรือเพราะผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเกินระยะเวลาตามที่มาตรา 296 วรรคสาม, วรรคสี่ กำหนดไว้ ซึ่งตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสาม ให้นำมาใช้บังคับโดยอนุโลมหรือศาลชั้นต้นยกคำร้องเพราะเห็นว่าผู้ร้องไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี ผู้หมายเหตุก็เห็นว่าผู้ร้องสามารถอุทธรณ์ฎีกาได้ เพราะศาลยังมิได้วินิจฉัยในเนื้อหาคดีที่ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ณัฏฐ์พงษ์ สมศักดิ์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
504773
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081997061"
    }
}
date
2553
deka_no
3183/2553
deka_running_no
3183
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ธนฤกษ์ นิติเศรณี",
    "มานัส เหลืองประเสริฐ",
    "สมชาย สินเกษม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 309 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หม่อมราชวงศ์วรฉัตร ฉัตรชัย กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,078,490.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ทบต้นถึงวันที่ 2 พฤษภาคม 2540 จากนั้นให้คิดดอกเบี้ยไม่ทบต้นในอัตราเดียวกันถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2540 หลังจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2540 ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2540 ให้คิดอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หลังจากนั้นเป็นต้นไม่ให้คิดในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,548,567.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,200,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กรกฎาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้นำที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 2 หมู่ที่ 3 (10) ตำบลพุคำจาน (ธารเกษม) อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี อันเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นให้ยก ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 2 หมู่ที่ 3 (10) ตำบลพุคำจาน (ธารเกษม) อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี และขายทอดตลาดไปในราคา 1,270,000 บาท

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2549 เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 2 โดยมีโจทก์เข้าสู้ราคารายเดียวและให้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 1,270,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเคาะไม้ขายให้แก่โจทก์ ที่ดินดังกล่าวมีราคาประเมิน 2,532,000 บาท การขายทอดตลาดให้แก่โจทก์ในราคาดังกล่าวจึงเป็นราคาที่ต่ำเกินสมควรเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลของผู้ที่เกี่ยวข้องในการสู้ราคา เนื่องจากปกปิดไม่แจ้งวันขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบ ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาดครั้งที่ 18 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2549 ในการขายทอดตลาดทุกครั้งจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 เข้าดูแลการขายเรื่อยมา ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินว่างเปล่าเป็นหินใช้ประโยชน์เพาะปลูกพืชไร่ไม่ได้ผลและเป็นที่ดินแห้งแล้งจึงไม่มีผู้สนใจซื้อ ทั้งจำเลยทั้งสองก็ไม่จัดหาผู้อื่นเข้าซื้อทรัพย์ ราคาที่โจทก์ซื้อในการขายทอดตลาดดังกล่าวเป็นราคาที่สมควรแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ที่บัญญัติว่าคำสั่งศาลตามวรรคสองให้เป็นที่สุดนั้น หมายถึงคำสั่งที่อนุญาตตามคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเท่านั้น แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่เป็นที่สุด ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไว้ดำเนินการต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีให้ขายทอดตลาดในราคาเพียง 1,270,000 บาท เป็นราคาที่ต่ำเกินสมควร เกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลของผู้ที่เกี่ยวข้องในการสู้ราคานั้น เป็นคำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ซึ่งมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติว่า คำสั่งศาลตามวรรคสองให้เป็นที่สุด คำว่าคำสั่งศาลตามวรรคสองให้เป็นที่สุดนั้นหมายถึงเป็นที่สุดทั้งสองทาง คือ ทางที่อนุญาตตามคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือยกคำร้องขอดังกล่าว ไม่ใช่เป็นที่สุดเฉพาะคำสั่งที่อนุญาตตามคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเท่านั้นตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาจึงไม่ชอบ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2549 ในขณะที่บทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ วรรคสองและวรรคสี่ ดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2548 คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ต่อมาจึงไม่ชอบเช่นกัน ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของจำเลยที่ 2 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลยที่ 2
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การเพิกถอนการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ นี้ ได้เพิ่มเติมโดยมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2542 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2542 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2542 ต่อมาได้มีการแก้ไขโดยมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2547 ซึ่งประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2548 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2548 เนื้อหาสาระของมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง เดิม ไม่มีบทบัญญัติบังคับศาลว่าจะต้องไต่สวนและทำคำสั่งให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาใดทำให้เป็นช่องทางในการประวิงการขายทอดตลาดได้โดยไม่มีกำหนดเวลา และให้อำนาจศาลเฉพาะอนุญาตหรือยกคำร้องเท่านั้น ส่วนที่แก้ไขใหม่นี้กำหนดให้ศาลชั้นต้นสามารถใช้ดุลพินิจแก้ไขหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใดตามที่ศาลเห็นสมควรด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติในมาตรา 296 วรรคสอง และกำหนดกรอบเวลาให้ศาลชั้นต้นพิจารณามีคำสั่งให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับคำร้อง เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าเกินสมควร ส่วนในวรรคสี่ เดิม บัญญัติให้สิทธิคู่ความสามารถอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นตามวรรคสองได้ และกำหนดให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด ส่วนที่แก้ไขใหม่ได้บัญญัติให้คำสั่งของศาลชั้นต้นตามวรรคสองเป็นที่สุด ทั้งนี้มีเจตนารมณ์เพื่อมิให้การบังคับคดีต้องเกิดความล่าช้าและให้การขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาสามารดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วและเป็นธรรมแก่ผู้ซื้อทรัพย์ จึงมีปัญหาว่ากรณีใดจะถือว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ เมื่อพิจารณาถ้อยคำในบทบัญญัติแห่งมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ประกอบวรรคสี่ เดิม ที่ว่า "...เมื่อศาลไต่สวนแล้วเห็นว่า คำร้องนั้นรับฟังได้ ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องนั้น... คำสั่งของศาลตามวรรคสอง ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" เปรียบเทียบกับบทบัญญัติแห่งมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ประกอบวรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่ที่ว่า "...เมื่อศาลไต่สวนแล้วเห็นว่า คำร้องรับฟังได้ ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้อง หรือแก้ไขหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใดตามที่ศาลเห็นสมควร... คำสั่งของศาลชั้นต้นตามวรรคสองเป็นที่สุด" แล้วดูประหนึ่งว่าคำสั่งของศาลเฉพาะที่อนุญาตให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามคำร้องหรือแก้ไขหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใด เป็นที่สุด ส่วนคำสั่งอื่นๆ นั้น ไม่เป็นที่สุด บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมแล้วมีเจตนารมณ์เช่นนั้นหรือ และหากกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดหรือยกคำร้องโดยไม่ทำการไต่สวนก่อน หรือมีคำสั่งงดสืบพยานผู้ร้องหรือไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเลื่อนคดีกับมีคำสั่งยกคำร้อง หรือไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้องเช่นเดียวกับคดีที่หมายเหตุนี้ กรณีจะถือว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นเป็นที่สุดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ หรือไม่ ผู้หมายเหตุขอนำเอาแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยไว้มาเทียบเคียงดังนี้ กรณีศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9865/2544 ขณะจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ และมาตรา 309 ทวิ มีผลใช้บังคับแล้ว จึงนำมาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้โดยไม่คำนึงว่าคดีนี้จะมีการฟ้องร้องกันก่อนที่บทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้วหรือไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นอ้างว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์มีราคาไม่เหมาะสมเพราะต่ำกว่าราคาประเมิน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงปฏิบัติหน้าที่โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่ปรากฏว่าการขายทอดตลาดในราคาต่ำเกินสมควรเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคา หรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่อย่างไรบ้าง จึงไม่รับคำร้อง ซึ่งมีผลเท่ากับยกคำร้องของจำเลยที่ 1 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ กรณีศาลชั้นต้นยกคำร้องโดยไม่ทำการไต่สวนก่อน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2193/2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องของจำเลยคัดค้านแต่เพียงว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยในราคาต่ำไปเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ได้ ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยเนื่องจากราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุมัติให้ขายเป็นราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงจึงเป็นกรณีที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ซึ่งคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในเรื่องนี้ย่อมเป็นที่สุดตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าววรรคสุดท้าย จำเลยไม่อาจฎีกาได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4427/2543, 313/2543, 247/2544, 252/2544, 2515/2547) กรณีศาลชั้นต้นนัดไต่สวน ถึงวันนัดมีคำสั่งให้งดไต่สวนหรืองดสืบพยาน และมีคำสั่งยกคำร้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6124/2550 จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินมีจำนวนต่ำเกินสมควรอันเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาและเกิดจากความไม่สุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติตามหน้าที่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการไต่สวนและยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นฎีกาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 ภายหลังจากบทบัญญัติแห่งมาตรา 309 ทวิ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 21)ฯ มีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2548 คำร้องของจำเลยจึงตกอยู่ภายใต้บังคับของวรรคสี่ซึ่งบัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในกรณีนี้เป็นที่สุด จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 840/2549 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินไปในราคาต่ำเกินสมควร และราคาที่ต่ำเกินสมควรนั้นเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ซึ่งในวรรคสี่ของมาตราดังกล่าวบัญญัติว่าคำสั่งของศาลตามวรรคสองให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์หรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด คำว่า "คำสั่งของศาลตามวรรคสอง" ของบทบัญญัติดังกล่วหมายถึง หากมีกรณียื่นคำร้องตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แล้ว คำสั่งใดๆ ของศาลที่เกี่ยวกับคำร้องดังกล่าวย่อมอยู่ในความหมายของคำว่า "คำสั่งของศาลตามวรรคสอง" ในบทบัญญัติวรรคสี่นี้ทั้งสิ้น การที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานจำเลยที่ 1 พร้อมกับมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน เช่นนี้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2548 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าราคาที่ขายได้เป็นราคาที่ต่ำเกินไป ระหว่างการไต่สวนทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี แต่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีกับมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งทั้งสองของศาลชั้นต้น กล่าวคือ อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ทนายจำเลยเลื่อนคดีและอุทธรณ์คำสั่งที่ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกา การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย กรณีศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2850/2553 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่าการขายทอดตลาดได้ราคาต่ำกว่าที่สมควร โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่กระทำการตรวจสอบให้รอบคอบก่อนเคาะไม้ขายทอดตลาดว่าราคาที่มีผู้เสนอสูงสุดนั้นเพียงพอแล้วหรือไม่ เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคท้าย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 166/2551 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติว่า คำสั่งศาลตามวรรคสองให้เป็นที่สุด คำว่า "คำสั่งศาลตามวรรคสอง" ดังกล่าวมิได้หมายความว่าเป็นคำสั่งอนุญาตให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเพียงอย่างเดียวแต่หมายถึงหากมีกรณียื่นคำร้องตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แล้ว คำสั่งใดๆ ของศาลที่เกี่ยวกับคำร้องดังกล่าวก็อยู่ในความหมายของคำว่า "คำสั่งศาลตามวรรคสอง" ทั้งสิ้น เมื่อคำร้องของจำเลยอ้างว่าการขายทอดตลาดไม่ชอบเนื่องจากราคาต่ำไป และการขายทอดตลาดเกิดจากความไม่สุจริตของเจ้าพนักงานบังคับคดีเช่นนี้ จึงเป็นคำร้องตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องแล้ว ย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3231/2550 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงขายทรัพย์สินในราคาต่ำเกินสมควรเป็นอุทธรณ์ในประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง คำสั่งศาลชั้นต้นย่อมเป็นที่สุดตามวรรคสี่ ซึ่งแก้ไขใหม่ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2548 เป็นต้นไป โดยไม่มีบทเฉพาะกาลกำหนดว่าบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่โดย พ.ร.บ. นี้มิให้ใช้บังคับแก่คดีที่ฟ้องก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้มีผลใช้บังคับแต่อย่างใด จึงผูกพันใช้บังคับแก่คู่ความทันที กรณีจะเห็นได้ว่าเมื่อเทียบเคียงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นการวินิจฉัยตามบทบัญญัติเดิมก่อนที่จะมีการแก้ไข หรือที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมแล้วก็พอสรุปได้ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับการขายทอดตลาดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ไม่ว่าจะสั่งไปในทางใด ย่อมถือเป็นที่สุดทุกกรณี ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ก็วินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น ส่วนที่มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง กำหนดให้ศาลไต่สวนและหากเห็นว่าคำร้องรับฟังได้ ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องหรือแก้ไขหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใดตามที่ศาลเห็นสมควรนั้น ผู้หมายเหตุเห็นว่าเป็นเพียงการกำหนดวิธีการเพื่อให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการทำคำสั่งได้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงแลพฤติการณ์เป็นกรณีๆ ไป เท่านั้น กฎหมายหาได้ประสงค์ให้เฉพาะคำสั่งอนุญาต หรือแก้ไขหรือกำหนดวิธีการอย่างใดเป็นที่สุดไม่ เพราะเจตนารมณ์ของการเพิ่มเติมบทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ รวมทั้งที่แก้ไขเพิ่มเติมนี้ก็เพื่อมิให้การบังคับคดีต้องเกิดความล่าช้าและให้การขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วและเป็นธรรมแก่ผู้ซื้อทรัพย์ ซึ่งหากกฎหมายประสงค์เช่นนั้นจริง ก็จะต้องบัญญัติให้ชัดแจ้งดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 306 วรรคสอง และ 310 วรรคสอง ที่ว่า "คำสั่งอนุญาตของศาลตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด" ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ไม่ว่าในทางใดๆ ย่อมเป็นที่สุด อย่างไรก็ตาม การจะเป็นที่สุดนั้นก็ต้องพิจารณาด้วยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นเป็นคำสั่งที่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาของคำร้องตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง หรือไม่ หากเป็นการยกคำร้องด้วยเหตุอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่เนื้อหาของการขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสองแล้ว คำสั่งศาลชั้นต้นย่อมไม่เป็นที่สุดซึ่งเทียงเคียงได้กับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10542/2546 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่าการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้นได้ราคาต่ำเกินไป ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ยกออุทธรณ์ของจำเลยเพราะเหตุว่าเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงยังไม่ถึงที่สุดเนื่องจากมิได้วินิจฉัยในเนื้อหาคำร้องที่ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10694/2551 คำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 2 มีประเด็นวินิจฉัย 2 ประเด็น คือ เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งประกาศการขายทอดตลาดให้แก่จำเลยที่ 2 โดยชอบหรือไม่ และเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดในราคาที่ต่ำเกินสมควรหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยทั้งสองประเด็นและมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเฉพาะประเด็นเจ้าพนักงานบังคับคดีส่งประกาศการขายทอดตลาดโดยมิชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 มิใช่ประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แต่เป็นประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง ซึ่งไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 309 ทวิ และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้คำสั่งศาลชั้นต้นตามมาตรา 296 วรรคสอง เป็นที่สุด การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ เช่นเดียวกับกรณีที่ศาลสั่งยกคำร้องเพราะผู้ร้องยื่นผิดศาล หรือเพราะผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเกินระยะเวลาตามที่มาตรา 296 วรรคสาม, วรรคสี่ กำหนดไว้ ซึ่งตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสาม ให้นำมาใช้บังคับโดยอนุโลมหรือศาลชั้นต้นยกคำร้องเพราะเห็นว่าผู้ร้องไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี ผู้หมายเหตุก็เห็นว่าผู้ร้องสามารถอุทธรณ์ฎีกาได้ เพราะศาลยังมิได้วินิจฉัยในเนื้อหาคดีที่ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ณัฏฐ์พงษ์ สมศักดิ์
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000509.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553