คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1314/2553 ฉบับเต็ม

#504784
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1314/2553 พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี โจทก์ นายไพโรจน์ ชัยชนะ จำเลย ป.อ. มาตรา 59, มาตรา 288 ก่อนที่จำเลยจะใช้มีดสปาต้าฟันผู้เสียหายนั้น ผู้เสียหายยืนปัสสาวะโดยยืนหันหลังให้จำเลย ที่จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหายเป็นเวลาเดียวกับที่ผู้เสียหายหันกลับมาทางจำเลย คมมีดถูกด้านข้างศีรษะของผู้เสียหาย แสดงว่าขณะที่จำเลยกำลังฟันผู้เสียหายยังหันหลังอยู่ จำเลยมีโอกาสที่จะเลือกฟันอวัยวะส่วนใดของผู้เสียหายก็ได้เมื่อจำเลยเลือกฟันที่ศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย ทั้งอาวุธที่ใช้เป็นมีดสปาต้าขนาดยาวประมาณ 1 ศอก จัดว่าเป็นอาวุธมีดขนาดใหญ่ และบาดแผลของผู้เสียหายลึกถึงกระดูก ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร มีเลือดออกมาก เส้นเลือดแดงขาด บาดแผลเป็นเส้นโค้งครึ่งวงกลม เย็บแผลแล้วไม่มีเลือดออกเพิ่ม แสดงว่าจำเลยฟันผู้เสียหายโดยแรง จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้อื่น ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยใช้มีดดาบเป็นอาวุธฟันที่ศีรษะของนายสุวรรณ ผู้เสียหายอย่างแรง 1 ครั้ง โดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายให้ถึงแก่ความตาย จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากมีผู้เข้าห้ามปรามและผู้เสียหายวิ่งหลบหนี ประกอบกับผู้เสียหายได้รับการรักษาจากแพทย์ทันท่วงที ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่ตำบลหนองนกทา อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ให้จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ให้จำคุก 10 ปี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันเกิดเหตุที่ 22 ตุลาคม 2547 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา ขณะที่นายสุวรรณ ผู้เสียหายนอนอยู่ที่บ้านของนายประคอง ซึ่งเป็นพ่อตาของผู้เสียหาย จำเลยได้ไปเรียกผู้เสียหาย นายประคองปลุกผู้เสียหายให้ไปพบจำเลย จำเลยถามหานายปั๊ก ผู้เสียหายบอกว่าไม่เห็น ขณะนั้นพวกของจำเลยหลายคนยืนรออยู่ที่ถนน ผู้เสียหายปวดปัสสาวะจึงหันหลังให้จำเลยและยืนปัสสาวะ เมื่อปัสสาวะเสร็จ ผู้เสียหายหันกลับมา เป็นจังหวะเดียวกับที่จำเลยใช้มีดสปาต้ายาวประมาณ 1 ศอก ฟันที่ศีรษะด้านขวาของผู้เสียหายผู้เสียหายถูกฟันแล้ววิ่งหนีไปทางทิศเหนือของบ้านและร้องขอให้นายประคองเอาอาวุธปืนมายิงจำเลย จำเลยวิ่งตามไปประมาณ 2 ถึง 3 ก้าวแล้วหันกลับไปที่ถนน ผู้เสียหายวิ่งอ้อมกลับมาที่ใต้ถุนบ้าน นายประคองกับนางดวงตา พ่อตาแม่ยายของผู้เสียหายพาผู้เสียหายไปส่งโรงพยาบาลอำเภอเขมราฐ แพทย์โรงพยาบาลอำเภอเขมราฐเย็บบาดแผลแล้วเกรงว่าจะไม่ดีพอจึงส่งตัวผู้เสียหายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์แพทย์ตรวจสอบแผลแล้วลงความเห็นว่าน่าจะรักษาให้หายภายใน 2 สัปดาห์ ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผล มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย โดยจำเลยฎีกาอ้างว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย คงมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้น เห็นว่า ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่า ก่อนที่จำเลยจะใช้มีดสปาต้าฟันผู้เสียหายนั้นผู้เสียหายยืนปัสสาวะโดยยืนหันหลังให้จำเลย ที่จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหายเป็นเวลาเดียวกับที่ผู้เสียหายหันกลับมาทางจำเลย คมมีดถูกด้านข้างศีรษะของผู้เสียหาย แสดงว่าขณะที่จำเลยกำลังฟัน ผู้เสียหายยังหันหลังอยู่ จำเลยมีโอกาสที่จะเลือกฟันอวัยวะส่วนใดของผู้เสียหายก็ได้ เมื่อจำเลยเลือกฟันที่ศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายทั้งอาวุธที่ใช้เป็นมีดสปาต้าขนาดยาวประมาณ 1 ศอก จัดว่าเป็นอาวุธมีดขนาดใหญ่ตามรายงานของนายแพทย์อาทิตย์พงษ์ ที่ได้ทำการตรวจบาดแผลของผู้เสียหายปรากฏว่าบาดแผลของผู้เสียหายลึกถึงกระดูก ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร มีเลือดออกมาก เส้นเลือดแดงขาด บาดแผลเป็นเส้นโค้งครึ่งวงกลม เย็บแผลแล้วไม่มีเลือดออกเพิ่มแสดงว่าจำเลยฟันผู้เสียหายโดยแรง ที่จำเลยอ้างว่าฟันเพียงครั้งเดียวก็เพราะผู้เสียหายวิ่งหนี จำเลยวิ่งตามไปอีก 2 ถึง 3 ก้าว แต่จำเลยก็ต้องหันหลังกลับเพราะผู้เสียหายร้องเรียกให้นายประคองเอาอาวุธปืนมายิงจำเลย การที่จำเลยใช้มีดสปาต้าขนาดใหญ่ถึง 1 ศอก ฟันผู้เสียหายโดยแรงที่ศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่ขณะที่ผู้เสียหายหันหลังเช่นนี้จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยเพียงมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้นฟังไม่ขึ้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว" พิพากษายืน (พรเพชร วิชิตชลชัย-ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน-ไสลเกษ วัฒนพันธุ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
504784
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081998302"
    }
}
date
2553
deka_no
1314/2553
deka_running_no
1314
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "พรเพชร วิชิตชลชัย",
    "ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน",
    "ไสลเกษ วัฒนพันธุ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 59",
            "ม. 288"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายไพโรจน์ ชัยชนะ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยใช้มีดดาบเป็นอาวุธฟันที่ศีรษะของนายสุวรรณ ผู้เสียหายอย่างแรง 1 ครั้ง โดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายให้ถึงแก่ความตาย จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากมีผู้เข้าห้ามปรามและผู้เสียหายวิ่งหลบหนี ประกอบกับผู้เสียหายได้รับการรักษาจากแพทย์ทันท่วงที ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่ตำบลหนองนกทา อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ให้จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ให้จำคุก 10 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันเกิดเหตุที่ 22 ตุลาคม 2547 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา ขณะที่นายสุวรรณ ผู้เสียหายนอนอยู่ที่บ้านของนายประคอง ซึ่งเป็นพ่อตาของผู้เสียหาย จำเลยได้ไปเรียกผู้เสียหาย นายประคองปลุกผู้เสียหายให้ไปพบจำเลย จำเลยถามหานายปั๊ก ผู้เสียหายบอกว่าไม่เห็น ขณะนั้นพวกของจำเลยหลายคนยืนรออยู่ที่ถนน ผู้เสียหายปวดปัสสาวะจึงหันหลังให้จำเลยและยืนปัสสาวะ เมื่อปัสสาวะเสร็จ ผู้เสียหายหันกลับมา เป็นจังหวะเดียวกับที่จำเลยใช้มีดสปาต้ายาวประมาณ 1 ศอก ฟันที่ศีรษะด้านขวาของผู้เสียหายผู้เสียหายถูกฟันแล้ววิ่งหนีไปทางทิศเหนือของบ้านและร้องขอให้นายประคองเอาอาวุธปืนมายิงจำเลย จำเลยวิ่งตามไปประมาณ 2 ถึง 3 ก้าวแล้วหันกลับไปที่ถนน ผู้เสียหายวิ่งอ้อมกลับมาที่ใต้ถุนบ้าน นายประคองกับนางดวงตา พ่อตาแม่ยายของผู้เสียหายพาผู้เสียหายไปส่งโรงพยาบาลอำเภอเขมราฐ แพทย์โรงพยาบาลอำเภอเขมราฐเย็บบาดแผลแล้วเกรงว่าจะไม่ดีพอจึงส่งตัวผู้เสียหายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์แพทย์ตรวจสอบแผลแล้วลงความเห็นว่าน่าจะรักษาให้หายภายใน 2 สัปดาห์ ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผล มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย โดยจำเลยฎีกาอ้างว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย คงมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้น เห็นว่า ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่า ก่อนที่จำเลยจะใช้มีดสปาต้าฟันผู้เสียหายนั้นผู้เสียหายยืนปัสสาวะโดยยืนหันหลังให้จำเลย ที่จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหายเป็นเวลาเดียวกับที่ผู้เสียหายหันกลับมาทางจำเลย คมมีดถูกด้านข้างศีรษะของผู้เสียหาย แสดงว่าขณะที่จำเลยกำลังฟัน ผู้เสียหายยังหันหลังอยู่ จำเลยมีโอกาสที่จะเลือกฟันอวัยวะส่วนใดของผู้เสียหายก็ได้ เมื่อจำเลยเลือกฟันที่ศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายทั้งอาวุธที่ใช้เป็นมีดสปาต้าขนาดยาวประมาณ 1 ศอก จัดว่าเป็นอาวุธมีดขนาดใหญ่ตามรายงานของนายแพทย์อาทิตย์พงษ์ ที่ได้ทำการตรวจบาดแผลของผู้เสียหายปรากฏว่าบาดแผลของผู้เสียหายลึกถึงกระดูก ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร มีเลือดออกมาก เส้นเลือดแดงขาด บาดแผลเป็นเส้นโค้งครึ่งวงกลม เย็บแผลแล้วไม่มีเลือดออกเพิ่มแสดงว่าจำเลยฟันผู้เสียหายโดยแรง ที่จำเลยอ้างว่าฟันเพียงครั้งเดียวก็เพราะผู้เสียหายวิ่งหนี จำเลยวิ่งตามไปอีก 2 ถึง 3 ก้าว แต่จำเลยก็ต้องหันหลังกลับเพราะผู้เสียหายร้องเรียกให้นายประคองเอาอาวุธปืนมายิงจำเลย การที่จำเลยใช้มีดสปาต้าขนาดใหญ่ถึง 1 ศอก ฟันผู้เสียหายโดยแรงที่ศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่ขณะที่ผู้เสียหายหันหลังเช่นนี้จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยเพียงมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้นฟังไม่ขึ้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000520.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553