คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2694/2553 ฉบับเต็ม

#505274
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2694/2553 พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี โจทก์ นายมาโนช บุตรน้ำเพชร จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 88 (เดิม), มาตรา 116 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2540 และในวันเดียวกัน ส. ได้ใช้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะออกหมายขังระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.อ. 88 (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะนั้น แม้ในระหว่างพิจารณาจะปรากฏข้อเท็จจริงแก่ศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 2 ถูกจับกุมและควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเพื่อดำเนินคดีที่ศาลอาญาก็ตาม แต่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 116 บัญญัติว่า "การขอถอนสัญญาประกันหรือขอถอนหลักประกัน ย่อมทำได้เมื่อผู้ทำสัญญามอบตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานหรือศาล" เมื่อผู้ประกันไม่ได้ยื่นคำร้องขอมอบตัวจำเลยที่ 2 คืนต่อศาล จึงยังถือไม่ได้ว่าผู้ประกันได้ส่งมอบหรือคืนตัวจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นก็มิได้เพิกถอนสัญญาประกันแล้วออกหมายขังจำเลยไว้ในคดีนี้ เพราะเมื่อศาลชั้นต้นมีหนังสือขอให้ศาลอาญาส่งตัวจำเลยมาพิจารณาคดีนี้ ศาลอาญาแจ้งว่าจะส่งตัวจำเลยให้เมื่อพิจารณาคดีเสร็จแล้ว ดังนี้ ในระหว่างนั้นจึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นต้องออกหมายขังระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 จนกระทั่งเมื่อได้ตัวจำเลยที่ 2 มาและเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ส. ผู้ประกันจำเลยที่ 2 ได้พ้นจากสภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนสัญญาประกันและออกหมายขังจำเลยที่ 2 ระหว่างพิจารณาจึงชอบแล้ว ___________________________ คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3153/2543 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยคดีนี้ว่าจำเลยที่ 2 แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2540 และศาลชั้นต้นออกหมายขังระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 วันที่ 14 มิถุนายน 2549 ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า หมายขังระหว่างพิจารณาไม่ถูกต้อง เนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2542 และจำเลยที่ 2 ถูกควบคุมและคุมขังระหว่างพิจารณาของศาลอาญาในคดีอื่นที่เรือนจำตลอดมา และย้ายไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดเพชรบุรีเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2549 คดีนี้จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรีเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2540 และได้รับการปล่อยชั่วคราวโดยนายสิทธิพร ผู้ประกัน ใช้ตำแหน่งหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลักประกัน ต่อมานายสิทธิพรหมดสมาชิกภาพเมื่อปี 2543 กรณีถือได้ว่าผู้ประกันไม่สามารถส่งตัวจำเลยที่ 2 ต่อศาล จึงผิดสัญญาประกัน ศาลควรออกหมายขังระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 นับตั้งแต่นั้น ขอให้แก้ไขหมายขังระหว่างพิจารณาให้ถูกต้องเพื่อจำเลยที่ 2 จะได้ใช้สิทธิเรียกร้องจากรัฐ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า หมายขังและหมายปล่อยตามที่บรรยายไว้ในคำร้องศาลออกถูกต้องแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า มีเหตุที่จะแก้ไขหมายขังระหว่างพิจารณาให้จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2540 ในวันเดียวกันนายสิทธิพร ผู้ประกัน ใช้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะออกหมายขังระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 88 (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะนั้น แม้ในระหว่างพิจารณาจะปรากฏข้อเท็จจริงแก่ศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 ถูกจับกุมและควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเพื่อดำเนินคดีที่ศาลอาญาก็ตามแต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 116 บัญญัติว่า "การขอถอนสัญญาประกันหรือขอถอนหลักประกันย่อมทำได้เมื่อผู้ทำสัญญามอบตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานหรือศาล" เมื่อผู้ประกันไม่ได้ยื่นคำร้องขอมอบตัวจำเลยที่ 2 คืนต่อศาล จึงยังถือไม่ได้ว่าผู้ประกันได้ส่งมอบหรือคืนตัวจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นก็มิได้เพิกถอนสัญญาประกันแล้วออกหมายขังจำเลยไว้ในคดีนี้ เพราะเมื่อศาลชั้นต้นมีหนังสือขอให้ศาลอาญาส่งตัวจำเลยมาพิจารณาคดีนี้ ศาลอาญาแจ้งว่าจะส่งตัวจำเลยให้เมื่อพิจารณาคดีเสร็จแล้วดังนี้ ในระหว่างนั้นจึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นต้องออกหมายขังระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 จนกระทั่งเมื่อได้ตัวจำเลยที่ 2 มาและข้อเท็จจริงได้ความจากจำเลยที่ 2 ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 13 มิถุนายน 2549 ว่า นายสิทธิพร ผู้ประกันจำเลยที่ 2 ได้พ้นจากสภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนสัญญาประกันและออกหมายขังจำเลยที่ 2 ระหว่างพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นออกหมายขังจำเลยที่ 2 ระหว่างพิจารณาที่ 216/2549 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2549 ดังกล่าวชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะแก้ไขหมายขังระหว่างพิจารณาให้จำเลยที่ 2 ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (กรองเกียรติ คมสัน-เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์-โสภณ โรจน์อนนท์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
505274
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081997298"
    }
}
date
2553
deka_no
2694/2553
deka_running_no
2694
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "กรองเกียรติ คมสัน",
    "เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์",
    "โสภณ โรจน์อนนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 88 (เดิม)",
            "ม. 116"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายมาโนช บุตรน้ำเพชร"
    }
]
long_text
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3153/2543 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยคดีนี้ว่าจำเลยที่ 2 แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2540 และศาลชั้นต้นออกหมายขังระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 วันที่ 14 มิถุนายน 2549 ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า หมายขังระหว่างพิจารณาไม่ถูกต้อง เนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2542 และจำเลยที่ 2 ถูกควบคุมและคุมขังระหว่างพิจารณาของศาลอาญาในคดีอื่นที่เรือนจำตลอดมา และย้ายไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดเพชรบุรีเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2549 คดีนี้จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรีเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2540 และได้รับการปล่อยชั่วคราวโดยนายสิทธิพร ผู้ประกัน ใช้ตำแหน่งหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลักประกัน ต่อมานายสิทธิพรหมดสมาชิกภาพเมื่อปี 2543 กรณีถือได้ว่าผู้ประกันไม่สามารถส่งตัวจำเลยที่ 2 ต่อศาล จึงผิดสัญญาประกัน ศาลควรออกหมายขังระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 นับตั้งแต่นั้น ขอให้แก้ไขหมายขังระหว่างพิจารณาให้ถูกต้องเพื่อจำเลยที่ 2 จะได้ใช้สิทธิเรียกร้องจากรัฐ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า หมายขังและหมายปล่อยตามที่บรรยายไว้ในคำร้องศาลออกถูกต้องแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า มีเหตุที่จะแก้ไขหมายขังระหว่างพิจารณาให้จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2540 ในวันเดียวกันนายสิทธิพร ผู้ประกัน ใช้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะออกหมายขังระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 88 (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะนั้น แม้ในระหว่างพิจารณาจะปรากฏข้อเท็จจริงแก่ศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 ถูกจับกุมและควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเพื่อดำเนินคดีที่ศาลอาญาก็ตามแต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 116 บัญญัติว่า "การขอถอนสัญญาประกันหรือขอถอนหลักประกันย่อมทำได้เมื่อผู้ทำสัญญามอบตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานหรือศาล" เมื่อผู้ประกันไม่ได้ยื่นคำร้องขอมอบตัวจำเลยที่ 2 คืนต่อศาล จึงยังถือไม่ได้ว่าผู้ประกันได้ส่งมอบหรือคืนตัวจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นก็มิได้เพิกถอนสัญญาประกันแล้วออกหมายขังจำเลยไว้ในคดีนี้ เพราะเมื่อศาลชั้นต้นมีหนังสือขอให้ศาลอาญาส่งตัวจำเลยมาพิจารณาคดีนี้ ศาลอาญาแจ้งว่าจะส่งตัวจำเลยให้เมื่อพิจารณาคดีเสร็จแล้วดังนี้ ในระหว่างนั้นจึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นต้องออกหมายขังระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 จนกระทั่งเมื่อได้ตัวจำเลยที่ 2 มาและข้อเท็จจริงได้ความจากจำเลยที่ 2 ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 13 มิถุนายน 2549 ว่า นายสิทธิพร ผู้ประกันจำเลยที่ 2 ได้พ้นจากสภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนสัญญาประกันและออกหมายขังจำเลยที่ 2 ระหว่างพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นออกหมายขังจำเลยที่ 2 ระหว่างพิจารณาที่ 216/2549 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2549 ดังกล่าวชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะแก้ไขหมายขังระหว่างพิจารณาให้จำเลยที่ 2 ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000511.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553