คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2171/2553 ฉบับเต็ม

#505454
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2171/2553 นายจันทร์ ขันพันธ์ กับพวก โจทก์ นายก้าน ขันพันธ์ จำเลย นายปฏิการณ์ ขันพันธ์ กับพวก จำเลยร่วม ป.วิ.พ. มาตรา 27, มาตรา 243 (1), มาตรา 247, มาตรา 248 วรรคหนึ่ง, มาตรา 248 วรรคสี่ โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของ ส. และ ข. ฟ้องขอแบ่งมรดกจากจำเลยโดยให้จดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยในฐานะส่วนตัว และเพิกถอนการจดทะเบียนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมทั้งสี่ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์และเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองแต่ละคนใช้สิทธิฟ้องเรียกส่วนแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยเป็นการเฉพาะตัว โจทก์แต่ละคนชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลได้โดยลำพัง แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องคดีรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกต่างหากจากกัน คู่ความตีราคาทรัพย์พิพาทตามคำขอท้ายฟ้อง 210,000 บาท ฉะนั้นทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนจึงคิดเป็นเงินเพียง 52,500 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้รับรองให้ฎีกา ทั้งนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองให้ฎีกาพร้อมกับฎีกาตามมาตรา 248 วรรคสี่ แล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะส่งคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาว่าจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ก่อนแล้วจึงมีคำสั่งว่าจะรับฎีกาหรือไม่ การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ไม่ได้นั่งพิจารณาคดีสั่งยกคำร้องและสั่งรับฎีกาดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นการผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบเนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกามีอำนาจเพิกถอนคำสั่งของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องและสั่งรับฎีกาดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) และ มาตรา 27 ประกอบด้วยมาตรา 247 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 15575 (แปลงคงเหลือ), 78443, 78444, 78445 ระหว่างจำเลยกับนายปฏิการณ์ ว่าที่ร้อยตรีวิรัตน์ นายชัชณกรณ์ นายชิมิน และเพิกถอนการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเล่ม 56 หน้า 192 หมู่ที่ 12 หรือโฉนดที่ดินเลขที่ 80603 ให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งที่ดินพิพาททั้งหมดดังกล่าวออกเป็นสี่ส่วน และแบ่งให้โจทก์ทั้งสองคนละ 1 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสองคนละ 1 ส่วน จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกนายปฏิการณ์ ว่าที่ร้อยตรีวิรัตน์ นายชัชณกรณ์ และนายชิมิน เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และให้เรียกจำเลยร่วมดังกล่าวว่า จำเลยร่วมที่ 1 ถึงจำเลยร่วมที่ 4 ตามลำดับ จำเลยร่วมทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 15575 ระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุข กับจำเลย ซึ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2541 และเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 15575 (แปลงคงเหลือ), 78443, 78444, 78445 ระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมทั้งสี่แต่ละรายซึ่งจดทะเบียนวันที่ 22 สิงหาคม 2544 และเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเล่ม 56 หน้า 192 หมู่ที่ 12 หรือโฉนดเลขที่ 80603 ระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุข กับจำเลยแล้วให้แบ่งที่ดินพิพาททั้งหมดที่เพิกถอนออกเป็นสี่ส่วนเท่า ๆ กัน และให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุข แบ่งให้โจทก์ทั้งสอง คนละ 1 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำออกขายทอดตลาด ได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 คนละ 1 ส่วน กับให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,500 บาท จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ฎีกาพร้อมทั้งยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งมิใช่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดี สั่งคำร้องว่าทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาเกินสองแสนบาทไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับแล้วมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของนายสุข และนางสิ ฟ้องขอแบ่งมรดกจากจำเลยโดยให้จดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยในฐานะส่วนตัว และเพิกถอนการจดทะเบียนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมทั้งสี่ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์และเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองแต่ละคนใช้สิทธิฟ้องเรียกส่วนแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยเป็นการเฉพาะตัว โจทก์แต่ละคนชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลได้โดยลำพัง แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องคดีรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกต่างหากจากกันคู่ความตีราคาทรัพย์พิพาทตามคำขอท้ายฟ้อง 210,000 บาท ฉะนั้นทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนจึงคิดเป็นเงินเพียง 52,500 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงเว้นแต่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้รับรองให้ฎีกาทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองให้ฎีกาพร้อมกับฎีกาตามมาตรา 248 วรรคสี่ แล้วศาลชั้นต้นชอบที่จะส่งคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาว่าจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ก่อนแล้วจึงมีคำสั่งว่าจะรับฎีกาหรือไม่ การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ไม่ได้นั่งพิจารณาคดีสั่งยกคำร้องและสั่งรับฎีกาดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นการผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบเนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกามีอำนาจเพิกถอนคำสั่งของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องและสั่งรับฎีกาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และมาตรา 27 ประกอบด้วยมาตรา 247" พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ที่ขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงกับยกคำสั่งรับฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขอดังกล่าวไปให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาว่าจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ก่อน แล้วจึงดำเนินการมีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ต่อไป (กีรติ กาญจนรินทร์-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-อาวุธ ปั้นปรีชา) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
505454
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081997747"
    }
}
date
2553
deka_no
2171/2553
deka_running_no
2171
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "กีรติ กาญจนรินทร์",
    "ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์",
    "อาวุธ ปั้นปรีชา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 27",
            "ม. 243 (1)",
            "ม. 247",
            "ม. 248 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 248 วรรคสี่"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายจันทร์ ขันพันธ์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายก้าน ขันพันธ์"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "นายปฏิการณ์ ขันพันธ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 15575 (แปลงคงเหลือ), 78443, 78444, 78445 ระหว่างจำเลยกับนายปฏิการณ์ ว่าที่ร้อยตรีวิรัตน์ นายชัชณกรณ์ นายชิมิน และเพิกถอนการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเล่ม 56 หน้า 192 หมู่ที่ 12 หรือโฉนดที่ดินเลขที่ 80603 ให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งที่ดินพิพาททั้งหมดดังกล่าวออกเป็นสี่ส่วน และแบ่งให้โจทก์ทั้งสองคนละ 1 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสองคนละ 1 ส่วน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกนายปฏิการณ์ ว่าที่ร้อยตรีวิรัตน์ นายชัชณกรณ์ และนายชิมิน เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และให้เรียกจำเลยร่วมดังกล่าวว่า จำเลยร่วมที่ 1 ถึงจำเลยร่วมที่ 4 ตามลำดับ

จำเลยร่วมทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 15575 ระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุข กับจำเลย ซึ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2541 และเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 15575 (แปลงคงเหลือ), 78443, 78444, 78445 ระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมทั้งสี่แต่ละรายซึ่งจดทะเบียนวันที่ 22 สิงหาคม 2544 และเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเล่ม 56 หน้า 192 หมู่ที่ 12 หรือโฉนดเลขที่ 80603 ระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุข กับจำเลยแล้วให้แบ่งที่ดินพิพาททั้งหมดที่เพิกถอนออกเป็นสี่ส่วนเท่า ๆ กัน และให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุข แบ่งให้โจทก์ทั้งสอง คนละ 1 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำออกขายทอดตลาด ได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 คนละ 1 ส่วน กับให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,500 บาท

จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง

จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ฎีกาพร้อมทั้งยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง

ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งมิใช่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดี สั่งคำร้องว่าทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาเกินสองแสนบาทไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับแล้วมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของนายสุข และนางสิ ฟ้องขอแบ่งมรดกจากจำเลยโดยให้จดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยในฐานะส่วนตัว และเพิกถอนการจดทะเบียนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมทั้งสี่ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์และเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองแต่ละคนใช้สิทธิฟ้องเรียกส่วนแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยเป็นการเฉพาะตัว โจทก์แต่ละคนชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลได้โดยลำพัง แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องคดีรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกต่างหากจากกันคู่ความตีราคาทรัพย์พิพาทตามคำขอท้ายฟ้อง 210,000 บาท ฉะนั้นทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนจึงคิดเป็นเงินเพียง 52,500 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงเว้นแต่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้รับรองให้ฎีกาทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองให้ฎีกาพร้อมกับฎีกาตามมาตรา 248 วรรคสี่ แล้วศาลชั้นต้นชอบที่จะส่งคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาว่าจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ก่อนแล้วจึงมีคำสั่งว่าจะรับฎีกาหรือไม่ การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ไม่ได้นั่งพิจารณาคดีสั่งยกคำร้องและสั่งรับฎีกาดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นการผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบเนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกามีอำนาจเพิกถอนคำสั่งของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องและสั่งรับฎีกาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และมาตรา 27 ประกอบด้วยมาตรา 247"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ที่ขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงกับยกคำสั่งรับฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขอดังกล่าวไปให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาว่าจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ก่อน แล้วจึงดำเนินการมีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ต่อไป
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000515.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553