คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2552 ฉบับเต็ม

#506172
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2552 นายสมควร บุญประสิทธิ์พร โจทก์ นายวิสุทธิ์ ผอบทอง จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 296 ทวิ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้โจทก์รื้อถอนเสาคอนกรีต แนวรั้วและปรับที่ดินของจำเลยให้อยู่ในสภาพเดิมและขนสิ่งของทั้งหมดที่โจทก์นำไปวางไว้ที่บริเวณใต้ถุนบ้านและในที่ดินของจำเลยออกให้หมด ถ้าโจทก์ไม่กระทำให้จำเลยดำเนินการโดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยวิธีการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 ทวิ เพราะเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินตามฟ้องเฉพาะส่วนของนางแม้น และให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 38 ซึ่งอยู่บนที่ดินดังกล่าวด้วย จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์พร้อมบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินของจำเลย และห้ามโจทก์และบริวารไปยุ่งเกี่ยวอีกต่อไปทั้งให้โจทก์รื้อถอนเสาคอนกรีต แนวรั้วไม้ และปรับที่ดินของจำเลยให้อยู่ในสภาพเดิมและขนสิ่งของทั้งหมดที่โจทก์นำไปวางไว้ที่บริเวณใต้ถุนบ้านและในที่ดินของจำเลยออกไปให้หมด ถ้าโจทก์ไม่กระทำให้จำเลยมีอำนาจกระทำโดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าวทั้งหมด โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์พร้อมบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินของจำเลยตามแผนที่วิวาทหมาย จ.ล.3 (ที่ถูกคือ จ.3) ในกรอบสีเขียว และห้ามโจทก์และบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยว ให้โจทก์รื้อถอนเสาคอนกรีต แนวรั้วไม้และปรับที่ดินของจำเลยให้อยู่ในสภาพเดิมและขนสิ่งของทั้งหมดที่โจทก์นำไปวางไว้ที่บริเวณใต้ถุนบ้านและในที่ดินของจำเลยออกไปให้หมด ถ้าโจทก์ไม่กระทำให้จำเลยดำเนินการโดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องของโจทก์เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ซื้อบ้านและที่ดินตามแผนที่วิวาทในกรอบสีแดงจากนางแม้น และเข้าครอบครองบ้านและที่ดินดังกล่าวทั้งหมดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลล่าง ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้โจทก์รื้อถอนเสาคอนกรีต แนวรั้วและปรับที่ดินของจำเลยให้อยู่ในสภาพเดิมและขนสิ่งของทั้งหมดที่โจทก์นำไปวางไว้ที่บริเวณใต้ถุนบ้านและในที่ดินของจำเลยออกให้หมด ถ้าโจทก์ไม่กระทำให้จำเลยดำเนินการโดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยวิธีการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ เพราะเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอในส่วนที่ให้จำเลยดำเนินการรื้อถอนเสาคอนกรีต แนวรั้วและปรับที่ดินของจำเลยให้อยู่ในสภาพเดิมและขนสิ่งของทั้งหมดที่โจทก์นำไปวางไว้ที่บริเวณใต้ถุนบ้านและในที่ดินของจำเลย ในกรณีที่โจทก์ไม่กระทำโดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช-สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา-วรพจน์ วิไลชนม์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าปัญหาตามที่โจทก์ฎีกาในเนื้อหาของคดีนั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว จึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 219 วรรคสอง พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการไม่รับคดีซึ่งข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่อุทธรณ์หรือฎีกาจะไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณาพิพากษา พ.ศ.2551 ซึ่งการที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งดังกล่าวได้นั้น องค์คณะผู้พิพากษาในศาลฎีกาจะต้องตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันเหมือนคดีที่ทำคำพิพากษาตามปกติและทำบันทึกความเห็นแสดงเหตุผลว่าฎีกาของโจทก์ไม่มีผลที่จะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อย่างไร แล้วลงชื่อองค์คณะทั้งสามคนไว้ด้วย หลังจากนั้นร่างคำสั่งและบันทึกความเห็นก็จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเช่นเดียวกันกับคดีที่ทำคำพิพากษาตามปกติก่อนที่จะส่งไปอ่านให้คู่ความฟังโดยคดีที่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นนี้ ศาลฎีกาจะคืนค่าขึ้นศาลให้แก่คู่ความฝ่ายที่ฎีกาด้วย จึงนับว่าเป็นประโยชน์แก่คู่ความที่ศาลฎีกาจะดำเนินการเช่นนี้ เพราะศาลฎีกายังคงกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของคำพิพากษาหรือคำสั่งไว้เช่นเดิม คู่ความสามมารถมั่นใจได้ว่าผลของคดีไม่มีความแตกต่างจากคดีที่มีการทำคำพิพากษาตามปกติ ดังจะเห็นได้จากคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาเนื้อหาของคดีถูกต้องแล้ว แต่ในส่วนของการบังคับตามฟ้องแย้งของจำเลยยังไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 296 ทวิ จึงได้พิพากษาแก้เฉพาะส่วนนี้ ซึ่งคู่ความได้รับความเป็นธรรมถูกต้อง และได้ค่าขึ้นศาลคืนเป็นพิเศษ อีกทั้งประโยชน์ในภาพรวมที่ศาลฎีกาคาดว่าจะได้คือ ศาลฎีกาทำคำพิพากษาได้รวดเร็วขึ้นและพิมพ์คำพิพากษาน้อยลง โดยประโยชน์จะตกแก่ประชาชนและประเทศชาติในที่สุด สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
506172
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082001943"
    }
}
date
2552
deka_no
4920/2552
deka_running_no
4920
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช",
    "สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา",
    "วรพจน์ วิไลชนม์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 296 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสมควร บุญประสิทธิ์พร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวิสุทธิ์ ผอบทอง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินตามฟ้องเฉพาะส่วนของนางแม้น และให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 38 ซึ่งอยู่บนที่ดินดังกล่าวด้วย

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์พร้อมบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินของจำเลย และห้ามโจทก์และบริวารไปยุ่งเกี่ยวอีกต่อไปทั้งให้โจทก์รื้อถอนเสาคอนกรีต แนวรั้วไม้ และปรับที่ดินของจำเลยให้อยู่ในสภาพเดิมและขนสิ่งของทั้งหมดที่โจทก์นำไปวางไว้ที่บริเวณใต้ถุนบ้านและในที่ดินของจำเลยออกไปให้หมด ถ้าโจทก์ไม่กระทำให้จำเลยมีอำนาจกระทำโดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าวทั้งหมด

โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์พร้อมบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินของจำเลยตามแผนที่วิวาทหมาย จ.ล.3 (ที่ถูกคือ จ.3) ในกรอบสีเขียว และห้ามโจทก์และบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยว ให้โจทก์รื้อถอนเสาคอนกรีต แนวรั้วไม้และปรับที่ดินของจำเลยให้อยู่ในสภาพเดิมและขนสิ่งของทั้งหมดที่โจทก์นำไปวางไว้ที่บริเวณใต้ถุนบ้านและในที่ดินของจำเลยออกไปให้หมด ถ้าโจทก์ไม่กระทำให้จำเลยดำเนินการโดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องของโจทก์เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ซื้อบ้านและที่ดินตามแผนที่วิวาทในกรอบสีแดงจากนางแม้น และเข้าครอบครองบ้านและที่ดินดังกล่าวทั้งหมดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลล่าง

ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้โจทก์รื้อถอนเสาคอนกรีต แนวรั้วและปรับที่ดินของจำเลยให้อยู่ในสภาพเดิมและขนสิ่งของทั้งหมดที่โจทก์นำไปวางไว้ที่บริเวณใต้ถุนบ้านและในที่ดินของจำเลยออกให้หมด ถ้าโจทก์ไม่กระทำให้จำเลยดำเนินการโดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยวิธีการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ เพราะเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอในส่วนที่ให้จำเลยดำเนินการรื้อถอนเสาคอนกรีต แนวรั้วและปรับที่ดินของจำเลยให้อยู่ในสภาพเดิมและขนสิ่งของทั้งหมดที่โจทก์นำไปวางไว้ที่บริเวณใต้ถุนบ้านและในที่ดินของจำเลย ในกรณีที่โจทก์ไม่กระทำโดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าปัญหาตามที่โจทก์ฎีกาในเนื้อหาของคดีนั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว จึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 219 วรรคสอง พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการไม่รับคดีซึ่งข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่อุทธรณ์หรือฎีกาจะไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณาพิพากษา พ.ศ.2551 ซึ่งการที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งดังกล่าวได้นั้น องค์คณะผู้พิพากษาในศาลฎีกาจะต้องตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันเหมือนคดีที่ทำคำพิพากษาตามปกติและทำบันทึกความเห็นแสดงเหตุผลว่าฎีกาของโจทก์ไม่มีผลที่จะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อย่างไร แล้วลงชื่อองค์คณะทั้งสามคนไว้ด้วย หลังจากนั้นร่างคำสั่งและบันทึกความเห็นก็จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเช่นเดียวกันกับคดีที่ทำคำพิพากษาตามปกติก่อนที่จะส่งไปอ่านให้คู่ความฟังโดยคดีที่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นนี้ ศาลฎีกาจะคืนค่าขึ้นศาลให้แก่คู่ความฝ่ายที่ฎีกาด้วย จึงนับว่าเป็นประโยชน์แก่คู่ความที่ศาลฎีกาจะดำเนินการเช่นนี้ เพราะศาลฎีกายังคงกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของคำพิพากษาหรือคำสั่งไว้เช่นเดิม คู่ความสามมารถมั่นใจได้ว่าผลของคดีไม่มีความแตกต่างจากคดีที่มีการทำคำพิพากษาตามปกติ ดังจะเห็นได้จากคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาเนื้อหาของคดีถูกต้องแล้ว แต่ในส่วนของการบังคับตามฟ้องแย้งของจำเลยยังไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 296 ทวิ จึงได้พิพากษาแก้เฉพาะส่วนนี้ ซึ่งคู่ความได้รับความเป็นธรรมถูกต้อง และได้ค่าขึ้นศาลคืนเป็นพิเศษ อีกทั้งประโยชน์ในภาพรวมที่ศาลฎีกาคาดว่าจะได้คือ ศาลฎีกาทำคำพิพากษาได้รวดเร็วขึ้นและพิมพ์คำพิพากษาน้อยลง โดยประโยชน์จะตกแก่ประชาชนและประเทศชาติในที่สุด สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000552.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552