คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13122/2553 ฉบับเต็ม

#506188
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13122/2553 นายสมพงษ์ โรจน์กนก โจทก์ บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) จำเลย บริษัทวิคตอรี่ การ์ด จำกัด จำเลยร่วม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) ก ป.พ.พ. มาตรา 425 การที่ศาลมีหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยฝ่ายที่สาม เพราะเหตุจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามา เพราะเมื่อหากจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยมีสิทธิไล่เบี้ยต่อจำเลยร่วมได้นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ในคดีนี้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยร่วมได้ ดังนั้นจำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายตามราคารถยนต์ของโจทก์ 995,000 บาท รวมดอกเบี้ยนับแต่วันได้รับหนังสือทวงถามถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,021,169 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 995,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทวิคตอรี่การ์ด จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมให้การขอให้ยกคำร้องขอเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมและขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยและจำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้ 9,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิ์โจทก์ที่จะฟ้องใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์นิสสัน เซฟิโร่ หมายเลขทะเบียน กจ 3888 นครราชสีมา และเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2543 โจทก์ขับรถยนต์คันดังกล่าวเข้าไปจอดที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าของจำเลยสาขานครราชสีมา เพื่อซื้อสินค้า โดยได้รับบัตรผ่านจากพนักงานรักษาความปลอดภัยโดยนำไปจอดที่ชั้นใต้ดิน และเมื่อโจทก์ซื้อสินค้าเสร็จกลับมาที่รถยนต์ไม่พบรถยนต์ของโจทก์จึงไปแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครราชสีมา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยและจำเลยร่วมต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายรถยนต์แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยในบริเวณลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าของจำเลยเป็นลูกจ้างของจำเลยซึ่งกระทำในทางการที่จ้าง และทำให้รถยนต์ของโจทก์ถูกคนร้ายโจรกรรมไป แม้โจทก์มิได้กล่าวว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นลูกจ้างของจำเลยร่วมและจำเลยได้ว่าจ้างจำเลยร่วมดูแลรักษาความปลอดภัยภายในห้างสรรพสินค้าและบริเวณที่จอดรถยนต์ของจำเลยซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานฟังได้ว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นผู้ทำละเมิดเป็นลูกจ้างของจำเลยร่วม ซึ่งโจทก์และบุคคลภายนอกไม่อาจทราบได้ว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยจะเป็นลูกจ้างของจำเลยร่วม และการที่จำเลยยินยอมให้พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยร่วมเชิดตัวเองออกแสดงตนเป็นพนักงานหรือตัวแทนเชิดของจำเลยดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้มาใช้บริการแทนจำเลยซึ่งเป็นตัวการ จำเลยจึงต้องร่วมรับผิดด้วย เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องให้จำเลยร่วมรับผิดในการที่พนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นลูกจ้างกระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เมื่อทางนำสืบฟังได้เป็นยุติว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ตรวจบัตรจอดรถยนต์เข้าออกภายในห้างสรรพสินค้าของจำเลยเป็นพนักงานลูกจ้างของจำเลยร่วมมิใช่ลูกจ้างของจำเลย และตามคำบรรยายฟ้องโจทก์ก็มิได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นตัวแทนหรือเป็นตัวแทนเชิดที่จำเลยซึ่งเป็นตัวการยินยอมให้พนักงานรักษาความปลอดภัยเชิดตัวเองในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลย จำเลยจึงหาต้องรับผิดในฐานะเป็นนายจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ไม่ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยร่วมซึ่งเป็นฝ่ายที่สามมีสิทธิยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นลูกจ้างของจำเลยร่วม โดยจำเลยว่าจ้างจำเลยร่วมเข้ามารักษาความปลอดภัยและดูแลการจราจรและทรัพย์สินภายในห้างสรรพสินค้าของจำเลยและทรัพย์สินของลูกค้าของจำเลยภายในห้างดังกล่าว จำเลยและจำเลยร่วมจึงต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า การที่ศาลมีหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยฝ่ายที่สาม เพราะเหตุจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามา เพราะเมื่อหากจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยมีสิทธิไล่เบี้ยต่อจำเลยร่วมได้นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ในคดีนี้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยร่วมได้ ดังนั้นจำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกันดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ (โสภณ โรจน์อนนท์-ศุภชัย สมเจริญ-กรองเกรียรติ คมสัน) ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายธนศร สังวรเวชชภัณฑ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายธัชพันธ์ ประพุทธนิติธาร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.239/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ2951/2543 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3881/2546 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
506188
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครราชสีมา",
        "judge": "นายธนศร สังวรเวชชภัณฑ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายธัชพันธ์ ประพุทธนิติธาร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081992709"
    }
}
date
2553
deka_no
13122/2553
deka_running_no
13122
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "โสภณ โรจน์อนนท์",
    "ศุภชัย สมเจริญ",
    "กรองเกรียรติ คมสัน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 57 (3) ก"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 425"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสมพงษ์ โรจน์กนก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "บริษัทวิคตอรี่ การ์ด จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายตามราคารถยนต์ของโจทก์ 995,000 บาท รวมดอกเบี้ยนับแต่วันได้รับหนังสือทวงถามถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,021,169 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 995,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทวิคตอรี่การ์ด จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกคำร้องขอเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมและขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยและจำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้ 9,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิ์โจทก์ที่จะฟ้องใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์นิสสัน เซฟิโร่ หมายเลขทะเบียน กจ 3888 นครราชสีมา และเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2543 โจทก์ขับรถยนต์คันดังกล่าวเข้าไปจอดที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าของจำเลยสาขานครราชสีมา เพื่อซื้อสินค้า โดยได้รับบัตรผ่านจากพนักงานรักษาความปลอดภัยโดยนำไปจอดที่ชั้นใต้ดิน และเมื่อโจทก์ซื้อสินค้าเสร็จกลับมาที่รถยนต์ไม่พบรถยนต์ของโจทก์จึงไปแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครราชสีมา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยและจำเลยร่วมต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายรถยนต์แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยในบริเวณลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าของจำเลยเป็นลูกจ้างของจำเลยซึ่งกระทำในทางการที่จ้าง และทำให้รถยนต์ของโจทก์ถูกคนร้ายโจรกรรมไป แม้โจทก์มิได้กล่าวว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นลูกจ้างของจำเลยร่วมและจำเลยได้ว่าจ้างจำเลยร่วมดูแลรักษาความปลอดภัยภายในห้างสรรพสินค้าและบริเวณที่จอดรถยนต์ของจำเลยซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานฟังได้ว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นผู้ทำละเมิดเป็นลูกจ้างของจำเลยร่วม ซึ่งโจทก์และบุคคลภายนอกไม่อาจทราบได้ว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยจะเป็นลูกจ้างของจำเลยร่วม และการที่จำเลยยินยอมให้พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยร่วมเชิดตัวเองออกแสดงตนเป็นพนักงานหรือตัวแทนเชิดของจำเลยดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้มาใช้บริการแทนจำเลยซึ่งเป็นตัวการ จำเลยจึงต้องร่วมรับผิดด้วย เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องให้จำเลยร่วมรับผิดในการที่พนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นลูกจ้างกระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เมื่อทางนำสืบฟังได้เป็นยุติว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ตรวจบัตรจอดรถยนต์เข้าออกภายในห้างสรรพสินค้าของจำเลยเป็นพนักงานลูกจ้างของจำเลยร่วมมิใช่ลูกจ้างของจำเลย และตามคำบรรยายฟ้องโจทก์ก็มิได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นตัวแทนหรือเป็นตัวแทนเชิดที่จำเลยซึ่งเป็นตัวการยินยอมให้พนักงานรักษาความปลอดภัยเชิดตัวเองในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลย จำเลยจึงหาต้องรับผิดในฐานะเป็นนายจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ไม่ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยร่วมซึ่งเป็นฝ่ายที่สามมีสิทธิยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นลูกจ้างของจำเลยร่วม โดยจำเลยว่าจ้างจำเลยร่วมเข้ามารักษาความปลอดภัยและดูแลการจราจรและทรัพย์สินภายในห้างสรรพสินค้าของจำเลยและทรัพย์สินของลูกค้าของจำเลยภายในห้างดังกล่าว จำเลยและจำเลยร่วมจึงต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า การที่ศาลมีหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยฝ่ายที่สาม เพราะเหตุจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามา เพราะเมื่อหากจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยมีสิทธิไล่เบี้ยต่อจำเลยร่วมได้นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ในคดีนี้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยร่วมได้ ดังนั้นจำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกันดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ2951/2543
primary_red_case_no
พ3881/2546
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000470.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.239/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553