คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13124/2553 ฉบับเต็ม

#506191
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13124/2553 นายแก่น แซ่อ่อง โจทก์ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) การขอคุ้มครองชั่วคราวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) จะต้องเป็นการห้ามมิให้กระทำซ้ำซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญา หรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง หากกรณีไม่ใช่เรื่องดังกล่าว จะต้องเป็นการห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอน ขาย ยักย้าย หรือจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย หรือมีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือบุบสลายซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว คำร้องของโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 พยายามจะให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการขอจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อกระทรวงมหาดไทย หากดำเนินการจนกรรมสิทธิ์ตกเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์จะได้รับความเสียหายยากที่จะดำเนินการให้ที่ดินกลับมาเป็นของโจทก์ แม้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองแต่โจทก์ก็ยังมีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทก่อนจำเลยที่ 1 คำร้องของโจทก์ไม่เข้าเหตุดังกล่าวข้างต้น เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้พยายามโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลอื่นแต่อย่างใด จึงไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายที่จะขอคุ้มครองชั่วคราวได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 กับบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 76,274,100 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องจำนวน 2,350,800 บาท รวมเป็นเงิน 78,624,900 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 76,274,100 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 พยายามที่จะให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการขอจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อกระทรวงมหาดไทย หากจำเลยที่ 1 ดำเนินการจนที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โจทก์จะได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก โดยหากศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ย่อมเป็นการยากที่จะดำเนินการให้ที่ดินกลับมาเป็นของโจทก์อีก ทำให้โจทก์เสียสิทธิในที่ดินพิพาทตามกฎหมาย แม้หากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าโจทก์ไม่มีสิทธิครอบครอง แต่โจทก์ก็ยังมีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทก่อนจำเลยที่ 1 จึงขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไต่สวนคำร้อง และมีคำสั่งห้ามจำเลยที่ 1 ดำเนินการต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจนกว่าศาลจะพิพากษาคดีถึงที่สุด ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีเหตุตามกฎหมายที่จะสั่งใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามฟ้องหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 พยายามดำเนินการให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยไม่รอคำพิพากษาอันถึงที่สุดก่อน หากจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และภายหลังมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงมีเหตุที่จะขอคุ้มครองชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) นั้น เห็นว่า โจทก์เพียงแต่คาดการณ์เอาเท่านั้นว่าจำเลยที่ 1 อาจจะได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทั้งการขอคุ้มครองชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) นั้น จะต้องเป็นการห้ามมิให้กระทำซ้ำซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญา หรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง หากกรณีไม่ใช่เรื่องดังกล่าวแล้ว จะต้องเป็นการห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอนขาย ยักย้าย หรือจำหน่ายทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย หรือมีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือบุบสลายซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว แต่กรณีตามคำร้องและฎีกาของโจทก์นี้ ไม่เข้าเหตุดังกล่าวข้างต้น เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้พยายามโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลอื่นแต่อย่างใด จึงไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายที่จะขอคุ้มครองชั่วคราวได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2660/2538 ที่โจทก์ยกขึ้นอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ จึงไม่อาจนำมาปรับใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกคำร้องของโจทก์นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ธนฤกษ์ นิติเศรณี-สิริรัตน์ จันทรา-สมยศ เข็มทอง) ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายชวลิต สุจริตกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.487/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ปค4/2540 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ปค6/2540 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
506191
courts
[
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายชวลิต สุจริตกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081992707"
    }
}
date
2553
deka_no
13124/2553
deka_running_no
13124
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ธนฤกษ์ นิติเศรณี",
    "สิริรัตน์ จันทรา",
    "สมยศ เข็มทอง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 254 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายแก่น แซ่อ่อง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 กับบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 76,274,100 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องจำนวน 2,350,800 บาท รวมเป็นเงิน 78,624,900 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 76,274,100 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 พยายามที่จะให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการขอจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อกระทรวงมหาดไทย หากจำเลยที่ 1 ดำเนินการจนที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โจทก์จะได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก โดยหากศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ย่อมเป็นการยากที่จะดำเนินการให้ที่ดินกลับมาเป็นของโจทก์อีก ทำให้โจทก์เสียสิทธิในที่ดินพิพาทตามกฎหมาย แม้หากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าโจทก์ไม่มีสิทธิครอบครอง แต่โจทก์ก็ยังมีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทก่อนจำเลยที่ 1 จึงขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไต่สวนคำร้อง และมีคำสั่งห้ามจำเลยที่ 1 ดำเนินการต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจนกว่าศาลจะพิพากษาคดีถึงที่สุด

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีเหตุตามกฎหมายที่จะสั่งใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามฟ้องหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 พยายามดำเนินการให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยไม่รอคำพิพากษาอันถึงที่สุดก่อน หากจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และภายหลังมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงมีเหตุที่จะขอคุ้มครองชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) นั้น เห็นว่า โจทก์เพียงแต่คาดการณ์เอาเท่านั้นว่าจำเลยที่ 1 อาจจะได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทั้งการขอคุ้มครองชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) นั้น จะต้องเป็นการห้ามมิให้กระทำซ้ำซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญา หรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง หากกรณีไม่ใช่เรื่องดังกล่าวแล้ว จะต้องเป็นการห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอนขาย ยักย้าย หรือจำหน่ายทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย หรือมีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือบุบสลายซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว แต่กรณีตามคำร้องและฎีกาของโจทก์นี้ ไม่เข้าเหตุดังกล่าวข้างต้น เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้พยายามโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลอื่นแต่อย่างใด จึงไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายที่จะขอคุ้มครองชั่วคราวได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2660/2538 ที่โจทก์ยกขึ้นอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ จึงไม่อาจนำมาปรับใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกคำร้องของโจทก์นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ปค4/2540
primary_red_case_no
ปค6/2540
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000470.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.487/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553