คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3270/2553 ฉบับเต็ม

#506560
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3270/2553 นายกฤษณ์ เพ็งกับหนู โจทก์ บริษัททักษิณเกษตร จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1299, มาตรา 1382 ป.วิ.พ. มาตรา 148, มาตรา 296 วรรคจัตวา คดีก่อนที่จำเลยฟ้องขับไล่ให้ ช. และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทนั้น จำเลยฟ้อง ช. คนเดียวมิได้ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ด้วย โจทก์จึงไม่จำต้องเข้ามาต่อสู้คดีแต่อย่างใด คดีดังกล่าวมีประเด็นตามฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยหรือ ช. ปรากฏว่า ช. ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยให้ขับไล่ ช. และบริวาร แต่คดีนี้โจทก์ซึ่งมิใช่คู่ความในคดีเดิมยื่นฟ้องจำเลยว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์และห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ ขอให้ยกฟ้องประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีนี้จึงมีว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับประเด็นในคดีเดิม เมื่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าการครอบครองของโจทก์เข้าหลักเกณฑ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ก็ชอบที่จะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีได้ ไม่เป็นการขัดกับคำพิพากษาในคดีเดิมแต่อย่างใดเพราะแม้จะฟังตามคำพิพากษาในคดีเดิมว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยมิใช่ของ ช. แต่จำเลยก็อาจจะเสียสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นการได้ทรัพยสิทธิโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมได้ บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 296 จัตวา (3) ที่กำหนดให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันปิดประกาศนั้น มิได้บังคับโดยเด็ดขาดว่าถ้าโจทก์หรือผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของ ช. ไม่ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาเช่นว่านั้นแล้ว โจทก์หรือผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของ ช. จะต้องเป็นบริวารของ ช. สถานเดียว เพียงแต่กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ที่ไม่ยื่นคำร้องภายในกำหนดเวลาดังกล่าวเป็นบริวารของ ช. เท่านั้น แต่หากโจทก์หรือผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของ ช. มีหลักฐานแสดงว่าตนไม่ใช่บริวารของ ช. แล้ว ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องนำพยานมาสืบพิสูจน์ถึงสถานภาพของตนได้ว่าตนไม่ใช่บริวารของ ช. แม้จะล่วงเลยเวลาแปดวันแล้วก็ตาม ทั้งนี้เพราะกำหนดเวลาดังกล่าวเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของกฎหมายถึงสถานภาพของบุคคลว่าใช่หรือไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้นมิใช่ระยะเวลาสิ้นสุด เพื่อให้ดำเนินหรือมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 23 ซึ่งจะทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะฟ้องร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายหลังเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลานั้นแล้ว ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในคดีที่จำเลยฟ้องขับไล่ ช. เสียภายในแปดวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของ ช. ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลจึงมิใช่ข้อบ่งชี้ว่าโจทก์ต้องเป็นบริวารของ ช. หรือโจทก์ไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทดังที่จำเลยฎีกา ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 287 ตำบลเขาน้อย (ปัจจุบันตำบลหนองตาแต้ม) อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 24 ไร่ 13 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง และขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินโดยการเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินเป็นชื่อโจทก์หากจำเลยไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การ ขอให้การฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 24 ไร่ 13 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 287 ตำบลเขาน้อย (ที่ถูก ปัจจุบันตำบลหนองตาแต้ม) อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 24 ไร่ 13 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินมีโฉนดเลขที่ 287 ตำบลเขาน้อย (ปัจจุบันเป็นตำบลหนองตาแต้ม) อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 676 ไร่ 1 งาน 30 ตารางวา ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 737/2535 ของศาลชั้นต้นซึ่งมีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เดินนางแช่ม ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ น.ส.3 เลขที่ 164 ในปี 2521 แต่ต่อมาปี 2526 ทางอำเภอปราณบุรีได้แจ้งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวตามคำขอร้องเรียนของจำเลย ปี 2535 หลังจากจำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 287 มาจากบริษัทอุตสาหกรรมเพชรบุรี จำกัด ในปี 2509 แล้ว จำเลยได้ยื่นฟ้องขับไล่นางแช่มออกไปจากที่ดินพิพาทนางแช่มขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ผลคดีศาลพิพากษาให้นางแช่มและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท คดีถึงที่สุดตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 737/2535 ของศาลชั้นต้น นอกจากนั้นในปีเดียวกันจำเลยยังยื่นฟ้องขับไล่นางวิเชียรผู้ครอบครองที่ดินในเขตโฉนดเลขที่ 287 เป็นเนื้อที่ 19 ไร่ 1 งาน 3 ตารางวา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 165 ซึ่งอยู่ใกล้กับที่ดินที่นางแช่มครอบครองออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 287 ด้วย หนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว ก็มีคำสั่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้เพิกถอนเช่นเดียวกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 164 แต่ศาลพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า นางวิเชียรได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ คดีถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 34/2538 ของศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสำหรับที่ดินพิพาทคดีนี้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาสรุปเป็นข้อแรกได้ว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่น่าเชื่อถือว่าโจทก์จะรับโอนที่ดินพิพาทมาจากนางวิเชียรเมื่อปี 2525 เพราะในปีดังกล่าวโจทก์ยังมีอายุเพียง 13 ปี และไม่น่าเชื่อว่านางแช่มเจ้าของที่ดินเดิมจะขายที่ดินพิพาทให้แก่นางวิเชียรเพราะตามใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ระบุชื่อนางแช่มเป็นผู้ชำระ สำหรับปัญหาว่าโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาจากนางวิเชียรหรือไม่นั้น โจทก์มีตัวโจทก์และนายชัชชัยกับน้องชายโจทก์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า นางวิเชียรได้ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์เมื่อปี 2525 โจทก์ได้ใช้ที่ดินดังกล่าวปลูกสับประรดและเผือกโดยสงบและเจตนาเป็นเจ้าของนายชัชชัยก็ยังร่วมทำประโยชน์กับโจทก์โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งสิทธิ และโจทก์มีนายสำเริงกับนางสมสมร มาเบิกความสนับสนุนว่า นายสำเริงและนายเสรีสามีของนางสมสมรเคยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ทำไร่ โดยนายสำเริงเบิกความว่าเช่าตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปี 2540 ในราคาไร่ละ 500 บาท ส่วนนายเสรีเช่าเมื่อปี 2545 ในอัตราค่าเช่าปีละ 15,000 บาท ระหว่างที่นายสำเริงเช่าทำประโยชน์นั้นไม่มีผู้ใดคัดค้าน แต่ในปีที่นายเสรีเช่ามีนายสมานพนักงานของบริษัทจำเลยมาบอกว่าบริษัทจำเลยชนะคดีแต่นางสมสมรก็บอกว่าได้เช่าที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ นอกจากนั้นโจทก์ยังมีนายบุญมาผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลหนองตาแต้ม ซึ่งเป็นตำบลที่ตั้งของที่ดินพิพาทมาเบิกความอีกว่า พยานเห็นโจทก์ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ส่วนจำเลยมีนางสมานผู้ดูแลไร่ของจำเลยเป็นพยานปากเดียวเบิกความเพียงว่าจำเลยได้ฟ้องขับไล่นางแช่มออกจากที่ดินพิพาทและมีการบังคับคดีแล้วเท่านั้น โดยมิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับโอนที่ดินพิพาทของโจทก์มาจากมารดาแต่อย่างใด ทั้งทนายจำเลยก็มิได้ถามค้านพยานโจทก์ที่โจทก์นำเข้าสืบในประเด็นดังกล่าวให้ฟังข้อเท็จจริงได้เป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ รับฟังได้ว่าโจทก์ได้รับโอนการครอบครองที่ดินพิพาทมาจากนางวิเชียรจริง แม้ขณะรับโอนโจทก์จะมีอายุ 13 ปี ดังที่จำเลยฎีกาก็ตามเพราะการครอบครองทำประโยชน์มิได้จำกัดว่าโจทก์ต้องลงไปทำด้วยตนเองเสมอไป อาจจะมีผู้อื่นช่วยจัดการหรือดำเนินการแทนก็ได้ ส่วนปัญหาว่านางแช่มเจ้าของเดิมขายที่ดินพิพาทให้แก่นางวิเชียรหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ว่านางแช่มไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นางวิเชียร การฎีกาว่าพยานโจทก์ไม่น่าเชื่อว่ามีการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนางแช่มกับนางวิเชียรจึงเป็นการอ้างข้อเท็จจริงซึ่งมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาต่อไปว่า ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีทั้งๆ ที่จำเลยเคยฟ้องขับไล่นางแช่มเจ้าของที่ดินเดิมและบริวารออกจากที่ดินพิพาทซึ่งศาลพิพากษาให้จำเลยชนะคดีและคดีจึงที่สุดไปแล้วนั้นเป็นการชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกา จำเลยฟ้องนางแช่มเมื่อปี 2535 หากโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจริง โจทก์ก็ต้องเข้ามาต่อสู้คดี และเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศให้ผู้เกี่ยวข้องมาคัดค้านภายในแปดวันก็ไม่มีผู้ใดมาคัดค้าน เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 534/2535 หมายเลขแดงที่ 737/2535 ที่จำเลยฟ้องขับไล่ให้นางแช่มและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทนั้น จำเลยฟ้องนางแช่มคนเดียวมิได้ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ด้วย โจทก์จึงไม่จำต้องเข้ามาต่อสู้คดีแต่อย่างใด คดีดังกล่าวมีประเด็นตามฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยหรือของนางแช่ม ปรากฏว่านางแช่มขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัพพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยให้ขับไล่น่างแช่มและบริวาร แต่คดีนี้โจทก์ซึ่งมิใช่คู่ความในคดีเดิมยื่นฟ้องจำเลยว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์และห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ขอให้ยกฟ้อง ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีนี้จึงมีว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับประเด็นในคดีเดิม เมื่อศาลล่างทั้งสองเห็นว่าการครอบครองของโจทก์เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ก็ชอบที่จะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีได้ ไม่เป็นการขัดกับคำพิพากษาในคดีเดิมแต่อย่างใดเพราะแม้จะฟังตามคำพิพากษาในคดีเดิมว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยมิใช่ของนางแช่ม แต่จำเลยก็อาจจะเสียสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นการได้ทรัพยสิทธิโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของนางแช่มยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันปิดประกาศในคดีที่จำเลยฟ้องขับไล่นางแช่มก็ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านนั้น เห็นว่าบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ที่กำหนดให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันปิดประกาศนั้น มิได้บังคับโดยเด็ดขาดว่าถ้าโจทก์หรือผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของนางแช่มไม่ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาเช่นว่านั้นแล้ว โจทก์หรือผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของนางแช่มจะต้องเป็นบริวารของนางแช่มสถานเดียว เพียงแต่กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ที่ไม่ยื่นคำร้องภายในกำหนดเวลาดังกล่าวเป็นบริวารของนางแช่มเท่านั้น แต่หากโจทก์หรือผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของนางแช่มมีหลักฐานแสดงว่าตนไม่ใช่บริวารของนางแช่มแล้ว ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องนำพยานมาสืบพิสูจน์ถึงสถานภาพของตนได้ว่าตนไม่ใช่บริวารของนางแช่ม แม้จะล่วงเลยเวลาแปดวันแล้วก็ตาม ทั้งนี้เพราะกำหนดระยะเวลาดังกล่าวเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของกฎหมายถึงสถานภาพของบุคคลว่าใช่หรือไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้นมิใช่ระยะเวลาสิ้นสุดเพื่อให้ดำเนินหรือมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ซึ่งจะทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะฟ้องร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายหลังเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลานั้นแล้ว ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในคดีที่จำเลยฟ้องขับไล่นางแช่มเสียภายในแปดวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของนางแช่มยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาล จึงมิใช่ข้อบ่งชี้ว่าโจทก์ต้องเป็นบริวารของนางแช่มหรือโจทก์ไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (พิศล พิรุณ-พันวะสา บัวทอง-นวลน้อย ผลทวี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
506560
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081996955"
    }
}
date
2553
deka_no
3270/2553
deka_running_no
3270
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "พิศล พิรุณ",
    "พันวะสา บัวทอง",
    "นวลน้อย ผลทวี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1299",
            "ม. 1382"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 148",
            "ม. 296 วรรคจัตวา"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายกฤษณ์ เพ็งกับหนู"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัททักษิณเกษตร จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 287 ตำบลเขาน้อย (ปัจจุบันตำบลหนองตาแต้ม) อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 24 ไร่ 13 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง และขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินโดยการเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินเป็นชื่อโจทก์หากจำเลยไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้การฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 24 ไร่ 13 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 287 ตำบลเขาน้อย (ที่ถูก ปัจจุบันตำบลหนองตาแต้ม) อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 24 ไร่ 13 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินมีโฉนดเลขที่ 287 ตำบลเขาน้อย (ปัจจุบันเป็นตำบลหนองตาแต้ม) อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 676 ไร่ 1 งาน 30 ตารางวา ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 737/2535 ของศาลชั้นต้นซึ่งมีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เดินนางแช่ม ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ น.ส.3 เลขที่ 164 ในปี 2521 แต่ต่อมาปี 2526 ทางอำเภอปราณบุรีได้แจ้งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวตามคำขอร้องเรียนของจำเลย ปี 2535 หลังจากจำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 287 มาจากบริษัทอุตสาหกรรมเพชรบุรี จำกัด ในปี 2509 แล้ว จำเลยได้ยื่นฟ้องขับไล่นางแช่มออกไปจากที่ดินพิพาทนางแช่มขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ผลคดีศาลพิพากษาให้นางแช่มและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท คดีถึงที่สุดตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 737/2535 ของศาลชั้นต้น นอกจากนั้นในปีเดียวกันจำเลยยังยื่นฟ้องขับไล่นางวิเชียรผู้ครอบครองที่ดินในเขตโฉนดเลขที่ 287 เป็นเนื้อที่ 19 ไร่ 1 งาน 3 ตารางวา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 165 ซึ่งอยู่ใกล้กับที่ดินที่นางแช่มครอบครองออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 287 ด้วย หนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว ก็มีคำสั่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้เพิกถอนเช่นเดียวกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 164 แต่ศาลพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า นางวิเชียรได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ คดีถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 34/2538 ของศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสำหรับที่ดินพิพาทคดีนี้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาสรุปเป็นข้อแรกได้ว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่น่าเชื่อถือว่าโจทก์จะรับโอนที่ดินพิพาทมาจากนางวิเชียรเมื่อปี 2525 เพราะในปีดังกล่าวโจทก์ยังมีอายุเพียง 13 ปี และไม่น่าเชื่อว่านางแช่มเจ้าของที่ดินเดิมจะขายที่ดินพิพาทให้แก่นางวิเชียรเพราะตามใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ระบุชื่อนางแช่มเป็นผู้ชำระ สำหรับปัญหาว่าโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาจากนางวิเชียรหรือไม่นั้น โจทก์มีตัวโจทก์และนายชัชชัยกับน้องชายโจทก์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า นางวิเชียรได้ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์เมื่อปี 2525 โจทก์ได้ใช้ที่ดินดังกล่าวปลูกสับประรดและเผือกโดยสงบและเจตนาเป็นเจ้าของนายชัชชัยก็ยังร่วมทำประโยชน์กับโจทก์โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งสิทธิ และโจทก์มีนายสำเริงกับนางสมสมร มาเบิกความสนับสนุนว่า นายสำเริงและนายเสรีสามีของนางสมสมรเคยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ทำไร่ โดยนายสำเริงเบิกความว่าเช่าตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปี 2540 ในราคาไร่ละ 500 บาท ส่วนนายเสรีเช่าเมื่อปี 2545 ในอัตราค่าเช่าปีละ 15,000 บาท ระหว่างที่นายสำเริงเช่าทำประโยชน์นั้นไม่มีผู้ใดคัดค้าน แต่ในปีที่นายเสรีเช่ามีนายสมานพนักงานของบริษัทจำเลยมาบอกว่าบริษัทจำเลยชนะคดีแต่นางสมสมรก็บอกว่าได้เช่าที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ นอกจากนั้นโจทก์ยังมีนายบุญมาผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลหนองตาแต้ม ซึ่งเป็นตำบลที่ตั้งของที่ดินพิพาทมาเบิกความอีกว่า พยานเห็นโจทก์ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ส่วนจำเลยมีนางสมานผู้ดูแลไร่ของจำเลยเป็นพยานปากเดียวเบิกความเพียงว่าจำเลยได้ฟ้องขับไล่นางแช่มออกจากที่ดินพิพาทและมีการบังคับคดีแล้วเท่านั้น โดยมิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับโอนที่ดินพิพาทของโจทก์มาจากมารดาแต่อย่างใด ทั้งทนายจำเลยก็มิได้ถามค้านพยานโจทก์ที่โจทก์นำเข้าสืบในประเด็นดังกล่าวให้ฟังข้อเท็จจริงได้เป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ รับฟังได้ว่าโจทก์ได้รับโอนการครอบครองที่ดินพิพาทมาจากนางวิเชียรจริง แม้ขณะรับโอนโจทก์จะมีอายุ 13 ปี ดังที่จำเลยฎีกาก็ตามเพราะการครอบครองทำประโยชน์มิได้จำกัดว่าโจทก์ต้องลงไปทำด้วยตนเองเสมอไป อาจจะมีผู้อื่นช่วยจัดการหรือดำเนินการแทนก็ได้ ส่วนปัญหาว่านางแช่มเจ้าของเดิมขายที่ดินพิพาทให้แก่นางวิเชียรหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ว่านางแช่มไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นางวิเชียร การฎีกาว่าพยานโจทก์ไม่น่าเชื่อว่ามีการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนางแช่มกับนางวิเชียรจึงเป็นการอ้างข้อเท็จจริงซึ่งมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาต่อไปว่า ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีทั้งๆ ที่จำเลยเคยฟ้องขับไล่นางแช่มเจ้าของที่ดินเดิมและบริวารออกจากที่ดินพิพาทซึ่งศาลพิพากษาให้จำเลยชนะคดีและคดีจึงที่สุดไปแล้วนั้นเป็นการชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกา จำเลยฟ้องนางแช่มเมื่อปี 2535 หากโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจริง โจทก์ก็ต้องเข้ามาต่อสู้คดี และเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศให้ผู้เกี่ยวข้องมาคัดค้านภายในแปดวันก็ไม่มีผู้ใดมาคัดค้าน เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 534/2535 หมายเลขแดงที่ 737/2535 ที่จำเลยฟ้องขับไล่ให้นางแช่มและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทนั้น จำเลยฟ้องนางแช่มคนเดียวมิได้ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ด้วย โจทก์จึงไม่จำต้องเข้ามาต่อสู้คดีแต่อย่างใด คดีดังกล่าวมีประเด็นตามฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยหรือของนางแช่ม ปรากฏว่านางแช่มขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัพพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยให้ขับไล่น่างแช่มและบริวาร แต่คดีนี้โจทก์ซึ่งมิใช่คู่ความในคดีเดิมยื่นฟ้องจำเลยว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์และห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ขอให้ยกฟ้อง ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีนี้จึงมีว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับประเด็นในคดีเดิม เมื่อศาลล่างทั้งสองเห็นว่าการครอบครองของโจทก์เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ก็ชอบที่จะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีได้ ไม่เป็นการขัดกับคำพิพากษาในคดีเดิมแต่อย่างใดเพราะแม้จะฟังตามคำพิพากษาในคดีเดิมว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยมิใช่ของนางแช่ม แต่จำเลยก็อาจจะเสียสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นการได้ทรัพยสิทธิโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของนางแช่มยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันปิดประกาศในคดีที่จำเลยฟ้องขับไล่นางแช่มก็ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านนั้น เห็นว่าบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ที่กำหนดให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันปิดประกาศนั้น มิได้บังคับโดยเด็ดขาดว่าถ้าโจทก์หรือผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของนางแช่มไม่ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาเช่นว่านั้นแล้ว โจทก์หรือผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของนางแช่มจะต้องเป็นบริวารของนางแช่มสถานเดียว เพียงแต่กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ที่ไม่ยื่นคำร้องภายในกำหนดเวลาดังกล่าวเป็นบริวารของนางแช่มเท่านั้น แต่หากโจทก์หรือผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของนางแช่มมีหลักฐานแสดงว่าตนไม่ใช่บริวารของนางแช่มแล้ว ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องนำพยานมาสืบพิสูจน์ถึงสถานภาพของตนได้ว่าตนไม่ใช่บริวารของนางแช่ม แม้จะล่วงเลยเวลาแปดวันแล้วก็ตาม ทั้งนี้เพราะกำหนดระยะเวลาดังกล่าวเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของกฎหมายถึงสถานภาพของบุคคลว่าใช่หรือไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้นมิใช่ระยะเวลาสิ้นสุดเพื่อให้ดำเนินหรือมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ซึ่งจะทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะฟ้องร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายหลังเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลานั้นแล้ว ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในคดีที่จำเลยฟ้องขับไล่นางแช่มเสียภายในแปดวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของนางแช่มยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาล จึงมิใช่ข้อบ่งชี้ว่าโจทก์ต้องเป็นบริวารของนางแช่มหรือโจทก์ไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000508.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553