คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6092/2553 ฉบับเต็ม

#506605
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6092/2553 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครสวรรค์ โจทก์ นายอุดร เหลืองวิชชเจริญ โจทก์ร่วม นายชานุ เพิ่มพิพัฒน์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 120, มาตรา 192 วรรคสอง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้ก้อนหินเป็นอาวุธ ทุบ ตี ทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม 2 ครั้ง ถูกที่บริเวณศีรษะด้านหลังขวาและหน้าผากของผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาได้ความว่าจำเลยใช้ก้อนหิน เป็นอาวุธทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย มีบาดแผลฟกช้ำบวมบริเวณหน้าผากจึงไม่แตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา 295 เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้ผู้เสียหายไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายพนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนได้โดยไม่ต้องมีคำร้องทุกข์และพนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2546 เวลากลางวัน จำเลยใช้ก้อนหินเป็นอาวุธ ทุบ ตี ทำร้ายร่างกายนายอุดร ผู้เสียหาย จำนวน 2 ครั้ง ถูกที่บริเวณศีรษะด้านหลังขวาและหน้าผากของผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย เหตุเกิดที่ตำบลนครสวรรค์ตก อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกันและกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ระหว่างพิจารณานายอุดร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 3 เดือน เมื่อไม่มีปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 เห็นควรเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน มีกำหนด 3 เดือน สำหรับคำร้องของนายอุดร ที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ฉบับลงวันที่ 9 สิงหาคม 2547 ให้ยกเสีย โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้ก้อนหินเป็นอาวุธทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย มีบาดแผลฟกช้ำบวมบริเวณหน้าผาก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร มีแผลถลอกบนรอยช้ำ ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ เอกสารหมาย จ.1 เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้ก้อนหินเป็นอาวุธ ทุบ ตี ทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม 2 ครั้ง ถูกที่บริเวณศีรษะด้านหลังขวาและหน้าผากของผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ดังนี้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงไม่แตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่าเมื่อผู้เสียหายสมัครใจวิวาทจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย ไม่มีอำนาจร้องทุกข์จำเลยนั้น เห็นว่า ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้ผู้เสียหายไม่ใช่ผู้เสียตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนได้โดยไม่ต้องมีคำร้องทุกข์และพนักงานอัยการโจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์-พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา-ปดารณี ลัดพลี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
506605
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081995788"
    }
}
date
2553
deka_no
6092/2553
deka_running_no
6092
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์",
    "พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา",
    "ปดารณี ลัดพลี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 120",
            "ม. 192 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครสวรรค์"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายอุดร เหลืองวิชชเจริญ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายชานุ เพิ่มพิพัฒน์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2546 เวลากลางวัน จำเลยใช้ก้อนหินเป็นอาวุธ ทุบ ตี ทำร้ายร่างกายนายอุดร ผู้เสียหาย จำนวน 2 ครั้ง ถูกที่บริเวณศีรษะด้านหลังขวาและหน้าผากของผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย เหตุเกิดที่ตำบลนครสวรรค์ตก อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกันและกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ

ระหว่างพิจารณานายอุดร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 3 เดือน เมื่อไม่มีปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 เห็นควรเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน มีกำหนด 3 เดือน สำหรับคำร้องของนายอุดร ที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ฉบับลงวันที่ 9 สิงหาคม 2547 ให้ยกเสีย

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้ก้อนหินเป็นอาวุธทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย มีบาดแผลฟกช้ำบวมบริเวณหน้าผาก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร มีแผลถลอกบนรอยช้ำ ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ เอกสารหมาย จ.1 เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้ก้อนหินเป็นอาวุธ ทุบ ตี ทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม 2 ครั้ง ถูกที่บริเวณศีรษะด้านหลังขวาและหน้าผากของผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ดังนี้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงไม่แตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่าเมื่อผู้เสียหายสมัครใจวิวาทจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย ไม่มีอำนาจร้องทุกข์จำเลยนั้น เห็นว่า ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้ผู้เสียหายไม่ใช่ผู้เสียตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนได้โดยไม่ต้องมีคำร้องทุกข์และพนักงานอัยการโจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000498.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553