คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8033/2553 ฉบับเต็ม

#506613
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8033/2553 พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี โจทก์ นายสังวาลย์ เพชรแย้ม จำเลย ป.อ. มาตรา 59 ป.ที่ดิน มาตรา 9, มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง นายอำเภอท่ายางออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่ ม. และ ย. ในปี 2520 ในที่ดินพิพาทมีโรงสีและบ้านของ ม. ปลูกสร้างอยู่โดยไม่มีชาวบ้านเข้าไปใช้ประโยชน์ใดๆ ในที่ดินพิพาทในลักษณะที่เป็นสาธารณะมานานแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่า ม. และ ย. มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและจำเลยยอมเสียค่าตอบแทนเป็นเงินถึง 120,000 บาท ในการซื้อที่ดินพิพาทจาก ม. และ ย. ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่มีเจตนาที่จะบุกรุกที่ดินอันเป็นสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด ถึงแม้ต่อมาจำเลยจะได้ทราบจากหนังสือของนายอำเภอท่ายางว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของศาลาสระน้ำหนองขานางสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็เป็นเพียงหลักฐานที่ยังยันกันอยู่กับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่เป็นเอกสารสิทธิของที่ดินพิพาท ทั้งจำเลยก็มิได้ออกจากที่ดินที่พิพาทและกลับเข้าไปยึดถือครอบครองใหม่ แต่ครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเดียวกันตลอดมาโดยจำเลยเข้าใจมาแต่ต้นว่าตนมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทซึ่งไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาบุกรุกที่ดินพิพาท การที่จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมาด้วยเจตนาเดิมและด้วยการกระทำที่ไม่เป็นความผิดมาตั้งแต่แรก จึงไม่อาจถือว่าจำเลยเกิดเจตนาบุกรุกขึ้นมาใหม่หลังจากทราบจากนายอำเภอท่ายางว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 1, 9, 108 ทวิ และให้จำเลยคนงานและบริวารของจำเลยออกจากที่ดินของรัฐ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา (ที่ถูกประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497) มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง จำคุก 3 เดือนและปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว "ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 งาน 20 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันชื่อ "ศาลาสระน้ำหนองขานางสาธารณประโยชน์" อยู่ในหมู่ที่ 5 ตำบลท่าคอย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ทั้งสิ้น 2 ไร่เศษ เดิมเป็นที่ดินของนายมาก นายมากก่อสร้างศาลาที่พักอาศัย ขุดสระน้ำไว้แล้วยกให้เป็นสาธารณประโยชน์ ต่อมามีการก่อสร้างโรงเรียนบ้านหนองขานางในที่ดินดังกล่าวจนปี 2511 มีการก่อสร้างโรงเรียนบ้านหนองขานางหลังใหม่ในที่ดินแปลงอื่นและรื้อโรงเรียนหลังเก่าไป ในปี 2512 มีการขึ้นทะเบียนที่ดินดังกล่าวเป็นสาธารณประโยชน์ตามทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ และอยู่ในความดูแลของครูใหญ่โรงเรียนบ้านหนองขานาง มีผู้ขอเช่าที่ดินดังกล่าวส่วนที่เป็นที่ดินพิพาทปลูกสร้างโรงสีและบ้านพักอาศัยข้างโรงสี ในปี 2520 นางเมียน ผู้เช่าที่ดินพิพาทไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาทร่วมกันนางเยื้อ ซึ่งเป็นบุตร ตามแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เอกสารหมาย ป.จ.1 (ศาลแขวงสุพรรณบุรี) นายอำเภอท่ายางออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 90 เอกสารหมาย จ.7 ให้ในปี 2526 นางเมียนและนางเยื้อขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยให้จำเลยผ่อนชำระราคาเรื่อยมา ในปี 2529 อธิบดีกรมที่ดินออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 30796 เอกสารหมาย จ.2 ให้แก่ศาลาสระน้ำหนองขานางสาธารณประโยชน์ นางเมียนเลิกทำกิจการโรงสีแต่นางเมียนกับนางเยื้อยังพักอาศัยอยู่ในบ้านข้างๆโรงสี ปี 2541 จำเลยชำระราคาที่ดินครบถ้วน นางเมียนและนางเยื้อจึงโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแล้วออกจากที่ดินพิพาท ในเดือนกุมภาพันธ์ 2543 จำเลยรื้อบ้านหลังเดิมในที่ดินพิพาทถมที่ดินแล้วปลูกสร้างบ้านหลังใหม่ มีชาวบ้านไปร้องเรียนต่อนายอำเภอท่ายางว่าจำเลยบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ นายชูศักดิ์ ปลัดอำเภอท่ายาง ไปตรวจดูพบจำเลยกำลังเริ่มก่อสร้างปักเสาบ้าน นายชูศักดิ์แจ้งให้จำเลยทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์และให้จำเลยหยุดก่อสร้าง จำเลยโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เจ้าหน้าที่ที่ดินอำเภอท่ายางรังวัดตรวจสอบที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวแล้วปรากฏว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ ตามแผนผังรังวัดเอกสารหมาย จ.3 จำเลยยังคงปลูกสร้างบ้านต่อไปจนเสร็จ นายอำเภอท่ายางมีหนังสือเอกสารหมาย จ.8 แจ้งให้จำเลยทราบว่าจำเลยบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป จำเลยไม่รื้อ นายอำเภอท่ายางจึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า หลังจากนายอำเภอท่ายางแจ้งให้จำเลยทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ จำเลยยังคงครอบครองที่ดินพิพาทต่อมา ถือได้ว่ามีเจตนาบุกรุกที่ดินพิพาทอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้แต่นายอำเภอท่ายางยังออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 90 เอกสารหมาย จ.7 สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่นางเมียนและนางเยื้อในปี 2520 ในที่ดินพิพาทก็มีโรงสีและบ้านของนางเมียนปลูกสร้างอยู่ โดยไม่มีชาวบ้านเข้าไปในใช้ประโยชน์ใดๆ ในที่ดินพิพาทในลักษณะที่เป็นที่สาธารณะมานานแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่านางเมียนและนางเยื้อมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและจำเลยยอมเสียค่าตอบแทนเป็นเงินถึง 120,000 บาท ในการซื้อที่ดินพิพาทจากนางเมียนและนางเยื้อ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่มีเจตนาที่จะบุกรุกที่ดินอันเป็นสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด ถึงแม้ต่อมาจำเลยจะได้ทราบจากหนังสือของนายอำเภอท่ายางว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของศาลาสระน้ำหนองขานางสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็เป็นเพียงหลักฐานที่ยังยันกันอยู่กับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่เป็นเอกสารสิทธิของที่ดินพิพาท ทั้งจำเลยก็มิได้ออกจากที่ดินพิพาทและกลับเข้าไปยึดถือครอบครองใหม่ แต่ครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเดียวกันตลอดมาโดยจำเลยเข้าใจมาแต่ต้นว่าตนมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ซึ่งไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาบุกรุกที่ดินพิพาท การที่จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมาด้วยเจตนาเดิมและด้วยการกระทำที่ไม่เป็นความผิดมาแต่แรก จึงไม่อาจถือว่าจำเลยเกิดเจตนาบุกรุกขึ้นมาใหม่หลังจากทราบจากนายอำเภอท่ายางว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติแผ่นดินดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (อภิรัตน์ ลัดพลี-ศิริชัย วัฒนโยธิน-ทวีป ตันสวัสดิ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
506613
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081994795"
    }
}
date
2553
deka_no
8033/2553
deka_running_no
8033
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "ศิริชัย วัฒนโยธิน",
    "ทวีป ตันสวัสดิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 59"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายที่ดิน",
        "law_abbr": "ป.ที่ดิน",
        "sections": [
            "ม. 9",
            "ม. 108 ทวิ วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสังวาลย์ เพชรแย้ม"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 1, 9, 108 ทวิ และให้จำเลยคนงานและบริวารของจำเลยออกจากที่ดินของรัฐ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา (ที่ถูกประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497) มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง จำคุก 3 เดือนและปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว "ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 งาน 20 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันชื่อ "ศาลาสระน้ำหนองขานางสาธารณประโยชน์" อยู่ในหมู่ที่ 5 ตำบลท่าคอย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ทั้งสิ้น 2 ไร่เศษ เดิมเป็นที่ดินของนายมาก นายมากก่อสร้างศาลาที่พักอาศัย ขุดสระน้ำไว้แล้วยกให้เป็นสาธารณประโยชน์ ต่อมามีการก่อสร้างโรงเรียนบ้านหนองขานางในที่ดินดังกล่าวจนปี 2511 มีการก่อสร้างโรงเรียนบ้านหนองขานางหลังใหม่ในที่ดินแปลงอื่นและรื้อโรงเรียนหลังเก่าไป ในปี 2512 มีการขึ้นทะเบียนที่ดินดังกล่าวเป็นสาธารณประโยชน์ตามทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ และอยู่ในความดูแลของครูใหญ่โรงเรียนบ้านหนองขานาง มีผู้ขอเช่าที่ดินดังกล่าวส่วนที่เป็นที่ดินพิพาทปลูกสร้างโรงสีและบ้านพักอาศัยข้างโรงสี ในปี 2520 นางเมียน ผู้เช่าที่ดินพิพาทไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาทร่วมกันนางเยื้อ ซึ่งเป็นบุตร ตามแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เอกสารหมาย ป.จ.1 (ศาลแขวงสุพรรณบุรี) นายอำเภอท่ายางออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 90 เอกสารหมาย จ.7 ให้ในปี 2526 นางเมียนและนางเยื้อขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยให้จำเลยผ่อนชำระราคาเรื่อยมา ในปี 2529 อธิบดีกรมที่ดินออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 30796 เอกสารหมาย จ.2 ให้แก่ศาลาสระน้ำหนองขานางสาธารณประโยชน์ นางเมียนเลิกทำกิจการโรงสีแต่นางเมียนกับนางเยื้อยังพักอาศัยอยู่ในบ้านข้างๆโรงสี ปี 2541 จำเลยชำระราคาที่ดินครบถ้วน นางเมียนและนางเยื้อจึงโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแล้วออกจากที่ดินพิพาท ในเดือนกุมภาพันธ์ 2543 จำเลยรื้อบ้านหลังเดิมในที่ดินพิพาทถมที่ดินแล้วปลูกสร้างบ้านหลังใหม่ มีชาวบ้านไปร้องเรียนต่อนายอำเภอท่ายางว่าจำเลยบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ นายชูศักดิ์ ปลัดอำเภอท่ายาง ไปตรวจดูพบจำเลยกำลังเริ่มก่อสร้างปักเสาบ้าน นายชูศักดิ์แจ้งให้จำเลยทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์และให้จำเลยหยุดก่อสร้าง จำเลยโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เจ้าหน้าที่ที่ดินอำเภอท่ายางรังวัดตรวจสอบที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวแล้วปรากฏว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ ตามแผนผังรังวัดเอกสารหมาย จ.3 จำเลยยังคงปลูกสร้างบ้านต่อไปจนเสร็จ นายอำเภอท่ายางมีหนังสือเอกสารหมาย จ.8 แจ้งให้จำเลยทราบว่าจำเลยบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป จำเลยไม่รื้อ นายอำเภอท่ายางจึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า หลังจากนายอำเภอท่ายางแจ้งให้จำเลยทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ จำเลยยังคงครอบครองที่ดินพิพาทต่อมา ถือได้ว่ามีเจตนาบุกรุกที่ดินพิพาทอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้แต่นายอำเภอท่ายางยังออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 90 เอกสารหมาย จ.7 สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่นางเมียนและนางเยื้อในปี 2520 ในที่ดินพิพาทก็มีโรงสีและบ้านของนางเมียนปลูกสร้างอยู่ โดยไม่มีชาวบ้านเข้าไปในใช้ประโยชน์ใดๆ ในที่ดินพิพาทในลักษณะที่เป็นที่สาธารณะมานานแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่านางเมียนและนางเยื้อมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและจำเลยยอมเสียค่าตอบแทนเป็นเงินถึง 120,000 บาท ในการซื้อที่ดินพิพาทจากนางเมียนและนางเยื้อ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่มีเจตนาที่จะบุกรุกที่ดินอันเป็นสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด ถึงแม้ต่อมาจำเลยจะได้ทราบจากหนังสือของนายอำเภอท่ายางว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของศาลาสระน้ำหนองขานางสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็เป็นเพียงหลักฐานที่ยังยันกันอยู่กับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่เป็นเอกสารสิทธิของที่ดินพิพาท ทั้งจำเลยก็มิได้ออกจากที่ดินพิพาทและกลับเข้าไปยึดถือครอบครองใหม่ แต่ครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเดียวกันตลอดมาโดยจำเลยเข้าใจมาแต่ต้นว่าตนมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ซึ่งไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาบุกรุกที่ดินพิพาท การที่จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมาด้วยเจตนาเดิมและด้วยการกระทำที่ไม่เป็นความผิดมาแต่แรก จึงไม่อาจถือว่าจำเลยเกิดเจตนาบุกรุกขึ้นมาใหม่หลังจากทราบจากนายอำเภอท่ายางว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติแผ่นดินดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000489.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553