คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6157/2553 ฉบับเต็ม

#506615
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6157/2553 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน นายนิทัศน์ สุสัณฐิตพงษ์ ผู้ซื้อทรัพย์ นายพงษ์ศักดิ์ จิตรประทักษ์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 322 ป.รัษฎากร มาตรา 40 แม้ผู้ซื้อทรัพย์จะเป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 12723 จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวจะโอนไปเป็นของผู้ซื้อทรัพย์ก็ต่อเมื่อมีการนำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วเท่านั้น และในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นจะต้องมีการตีราคาหรือประเมินราคาที่ดินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนและต้องถือว่าราคาประเมินที่ดินดังกล่าวนั้นเป็นเงินที่ได้พึงประเมินของเจ้าของที่ดินอันตกเป็นภาระที่ต้องนำไปคำนวณเสียภาษีเงินได้อีกด้วย ฉะนั้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ผู้ซื้อทรัพย์ได้ชำระต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ซื้อได้จากการขายทอดตลาดจึงเป็นภาระภาษีของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ซื้อทรัพย์ย่อมมีสิทธิได้รับคืนจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพียงเท่าที่มีอยู่หลังจากหักค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีแล้ว ___________________________ คดีสืบเนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12723 ตำบลห้วยจระเข้ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ของจำเลยทั้งสองเพื่อขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ โดยประเมินราคาไว้เป็นเงิน 4,209,800 บาท ต่อมาในการขายทอดตลาดครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 เจ้าพนักงานบังคับคดีตกลงเคาะไม้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคา 2,110,000 บาท และผู้ซื้อทรัพย์ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในวันเดียวกันโดยมีข้อความปรากฏในตอนท้ายของหนังสือซื้อขายว่า "ตามสัญญาผู้ซื้อทรัพย์มีสิทธินำใบเสร็จรับเงินที่มีการชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย มาขอคืนภาษีได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันรับหนังสือโอนกรรมสิทธิ์ หากไม่มาขอคืนภาษีภายในกำหนดจะถือว่าผู้ซื้อทรัพย์ไม่ติดใจขอคืนภาษีดังกล่าว" ต่อมาวันที่ 22 มีนาคม 2548 ผู้ซื้อทรัพย์ได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 12723 ดังกล่าวต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม โดยเจ้าพนักงานที่ดินประเมินราคาเป็นเงิน 30,070,000 บาท ในการนี้ผู้ซื้อทรัพย์ได้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเงิน 2,960,500 บาท แล้ว ในวันเดียวกันนั้นผู้ซื้อทรัพย์นำใบเสร็จรับเงินค่าภาษีอากรมาขอคืนเงินภาษีต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีส่งคำบอกกล่าวไปยังโจทก์และจำเลยทั้งสองว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจะคืนเงินภาษีให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งจะยังผลให้โจทก์ไม่ได้รับเงินจากการขายทอดตลาดเลยหากจะโต้แย้งคัดค้านในการคืนเงินภาษีของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้โจทก์จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาล จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านการคืนภาษีของเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ระงับการคืนภาษีให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ ในวันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ในการให้คืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ ในกรณีนี้ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจศาลในการที่จะสั่งให้คืนภาษีหรือไม่คืนภาษีได้ ให้ยกคำร้องของโจทก์ จำเลยที่ 1 และผู้ซื้อทรัพย์ ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ซื้อทรัพย์มีสิทธิได้รับคืนเงินค่าภาษีเงินได้หลังจากหักค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีไว้แล้ว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า แม้ผู้ซื้อทรัพย์จะเป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 12723 ตำบลห้วยจระเข้ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ตามแต่กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวจะโอนไปเป็นของผู้ซื้อทรัพย์ก็ต่อเมื่อมีการนำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วเท่านั้น และในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นจะต้องมีการตีราคาหรือประเมินราคาที่ดินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนและต้องถือว่าราคาประเมินที่ดินดังกล่าวนั้นเป็นเงินได้พึงประเมินของเจ้าของที่ดินอันตกเป็นภาระที่ต้องนำไปคำนวณเสียภาษีเงินได้อีกด้วย ฉะนั้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ผู้ซื้อทรัพย์ได้ชำระต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ซื้อได้จากการขายทอดตลาดจึงเป็นภาระภาษีของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ซื้อทรัพย์ย่อมมีสิทธิได้รับคืนจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพียงเท่าที่มีอยู่หลังจากหักค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ปัญญา สุทธิบดี-สุรศักดิ์ สุวรรณประกร-ชำนาญ รวิวรรณพงษ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
506615
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081995697"
    }
}
date
2553
deka_no
6157/2553
deka_running_no
6157
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ปัญญา สุทธิบดี",
    "สุรศักดิ์ สุวรรณประกร",
    "ชำนาญ รวิวรรณพงษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 322"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 40"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "ผู้ซื้อทรัพย์",
        "name": "นายนิทัศน์ สุสัณฐิตพงษ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพงษ์ศักดิ์ จิตรประทักษ์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12723 ตำบลห้วยจระเข้ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ของจำเลยทั้งสองเพื่อขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ โดยประเมินราคาไว้เป็นเงิน 4,209,800 บาท ต่อมาในการขายทอดตลาดครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 เจ้าพนักงานบังคับคดีตกลงเคาะไม้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคา 2,110,000 บาท และผู้ซื้อทรัพย์ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในวันเดียวกันโดยมีข้อความปรากฏในตอนท้ายของหนังสือซื้อขายว่า "ตามสัญญาผู้ซื้อทรัพย์มีสิทธินำใบเสร็จรับเงินที่มีการชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย มาขอคืนภาษีได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันรับหนังสือโอนกรรมสิทธิ์ หากไม่มาขอคืนภาษีภายในกำหนดจะถือว่าผู้ซื้อทรัพย์ไม่ติดใจขอคืนภาษีดังกล่าว" ต่อมาวันที่ 22 มีนาคม 2548 ผู้ซื้อทรัพย์ได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 12723 ดังกล่าวต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม โดยเจ้าพนักงานที่ดินประเมินราคาเป็นเงิน 30,070,000 บาท ในการนี้ผู้ซื้อทรัพย์ได้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเงิน 2,960,500 บาท แล้ว ในวันเดียวกันนั้นผู้ซื้อทรัพย์นำใบเสร็จรับเงินค่าภาษีอากรมาขอคืนเงินภาษีต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีส่งคำบอกกล่าวไปยังโจทก์และจำเลยทั้งสองว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจะคืนเงินภาษีให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งจะยังผลให้โจทก์ไม่ได้รับเงินจากการขายทอดตลาดเลยหากจะโต้แย้งคัดค้านในการคืนเงินภาษีของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้โจทก์จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาล

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านการคืนภาษีของเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ระงับการคืนภาษีให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์

ในวันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ในการให้คืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ ในกรณีนี้ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจศาลในการที่จะสั่งให้คืนภาษีหรือไม่คืนภาษีได้ ให้ยกคำร้องของโจทก์ จำเลยที่ 1 และผู้ซื้อทรัพย์

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ซื้อทรัพย์มีสิทธิได้รับคืนเงินค่าภาษีเงินได้หลังจากหักค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีไว้แล้ว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า แม้ผู้ซื้อทรัพย์จะเป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 12723 ตำบลห้วยจระเข้ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ตามแต่กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวจะโอนไปเป็นของผู้ซื้อทรัพย์ก็ต่อเมื่อมีการนำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วเท่านั้น และในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นจะต้องมีการตีราคาหรือประเมินราคาที่ดินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนและต้องถือว่าราคาประเมินที่ดินดังกล่าวนั้นเป็นเงินได้พึงประเมินของเจ้าของที่ดินอันตกเป็นภาระที่ต้องนำไปคำนวณเสียภาษีเงินได้อีกด้วย ฉะนั้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ผู้ซื้อทรัพย์ได้ชำระต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ซื้อได้จากการขายทอดตลาดจึงเป็นภาระภาษีของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ซื้อทรัพย์ย่อมมีสิทธิได้รับคืนจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพียงเท่าที่มีอยู่หลังจากหักค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000497.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553