คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 605/2546 ฉบับเต็ม

#50683
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 605/2546 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุดรธานี โจทก์ นาย เรืองวิทย์ โพธิญาณ์ จำเลย ป.อ. มาตรา 59, มาตรา 91, มาตรา 137, มาตรา 267 จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ ว. เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ในการออกบัตรประจำตัวประชาชน โดยกรอกข้อความเท็จในแบบคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนและเสนอ ส. พนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเพื่อให้ดำเนินการออกบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการให้แก่ ง. และ ก. โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ ว. และ ส. ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้อื่น และประชาชนเป็นการกระทำผิดโดยมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือบุคคลสองคนให้ได้รับบัตรประจำตัวประชาชน แม้จะกระทำในวันเดียวกัน สถานที่เดียวกัน แต่เจตนาในการกระทำผิดเป็นคนละส่วนแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 91 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137,267 เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุก กระทงละ 6 เดือนรวมจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายวิษณุ สังขพันธ์ เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ในการออกบัตรประจำตัวประชาชนโดยกรอกข้อความเท็จในแบบคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน และจำเลยนำแบบคำขอดังกล่าวเสนอนายสุเทพ ชัยวัฒน์ พนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเพื่อให้ดำเนินการออกบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการให้แก่ นายสง่า จันทรังสี และนางสาวกัลยานี แซ่จึง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายวิษณุ นายสุเทพซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้อื่น และประชาชน เป็นการกระทำผิดโดยมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือบุคคลสองคนให้ได้รับบัตรประจำตัวประชาชน แม้จะกระทำในวันเดียวกันสถานที่เดียวกัน แต่เจตนาในการกระทำผิดเป็นคนละส่วนแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม มิใช่กรรมเดียว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อต่อมาว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำผิดของจำเลยมีลักษณะร้ายแรง มีผลกระทบถึงความมั่นคงของประเทศ ตามรูปคดีไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษแก่จำเลย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วิรัช ลิ้มวิชัย-มานะ ศุภวิริยกุล-สดศรี สัตยธรรม) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
50683
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082047553"
    }
}
date
2546
deka_no
605/2546
deka_running_no
605
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "วิรัช ลิ้มวิชัย",
    "มานะ ศุภวิริยกุล",
    "สดศรี สัตยธรรม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 59",
            "ม. 91",
            "ม. 137",
            "ม. 267"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุดรธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย เรืองวิทย์ โพธิญาณ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137,267 เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุก กระทงละ 6 เดือนรวมจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายวิษณุ สังขพันธ์ เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ในการออกบัตรประจำตัวประชาชนโดยกรอกข้อความเท็จในแบบคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน และจำเลยนำแบบคำขอดังกล่าวเสนอนายสุเทพ ชัยวัฒน์ พนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเพื่อให้ดำเนินการออกบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการให้แก่ นายสง่า จันทรังสี และนางสาวกัลยานี แซ่จึง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายวิษณุ นายสุเทพซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้อื่น และประชาชน เป็นการกระทำผิดโดยมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือบุคคลสองคนให้ได้รับบัตรประจำตัวประชาชน แม้จะกระทำในวันเดียวกันสถานที่เดียวกัน แต่เจตนาในการกระทำผิดเป็นคนละส่วนแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม มิใช่กรรมเดียว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อต่อมาว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำผิดของจำเลยมีลักษณะร้ายแรง มีผลกระทบถึงความมั่นคงของประเทศ ตามรูปคดีไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษแก่จำเลย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000963.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546