คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2252/2553 ฉบับเต็ม

#507268
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2252/2553 นางสาวบุญมา เจริญศิริ โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (6) พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มา มิใช่ว่าจะเป็นการขายเป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) จึงได้กำหนดข้อยกเว้นไว้บางกรณี วันที่ 1 มีนาคม 2534 โจทก์และ ส. ทำพิธีสมรสและอยู่กินฉันท์สามีภริยาวันที่ 6 ตุลาคม 2535 โจทก์และ ส. ซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาท ระหว่างนั้นโจทก์และ ส. มีบุตรด้วยกัน 3 คน โดยทั้งหมดอาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2536 ส. ได้ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในอาคารพาณิชย์พิพาท วันที่ 22 เมษายน 2537 โจทก์และ ส. จดทะเบียนสมรสกัน วันที่ 10 มีนาคม 2540 โจทก์และ ส. ได้ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไป การขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์และ ส. ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญ และผู้ขายเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย อยู่กินด้วยกันมาตลอดโดยฝ่ายหนึ่งมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี การขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวมิใช่เป็นทางค้าหรือหากำไรจึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02009090-25461007-006-00013 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.2/8/25/47 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2547 จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 02009090-25461007-006-00013 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.2/8/25/47 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2547 โดยให้โจทก์รับผิดในค่าภาษีและเงินเพิ่มรวมเป็นจำนวน 171,600 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2535 โจทก์และนายสมชาย ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 209464 และ 209465 ตำบลสวนหลวง (บางจาก) อำเภอพระโขนง จังหวัดกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 2 คูหา เลขที่ 1653 และ 1655 ต่อมาวันที่ 22 เมษายน 2537 โจทก์และนายสมชายจดทะเบียนสมรสกัน และวันที่ 10 มีนาคม 2540 โจทก์และนายสมชายได้ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้นายสมบูรณ์และนางยุนีย์ ผดุงวัฒนธรรม ในราคา 5,200,000 บาท โจทก์และนายสมชายไม่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงได้ประเมินให้เสียภาษีโดยให้นายสมชายในฐานะผู้จัดการคณะบุคคลเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 156,000 บาท เงินเพิ่ม 156,000 บาท และภาษีบำรุงเทศบาล 31,200 บาท รวมเป็นเงินภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น 343,200 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 นายสมชายผู้จัดการคณะบุคคลได้อุทธรณ์การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินภายในกำหนด คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า นายสมชายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านอาคารพาณิชย์ เกิน 1 ปี ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ จึงวินิจฉัยให้ปลดภาษีสำหรับนายสมชาย และวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์สำหรับโจทก์ โดยให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะในฐานะคณะบุคคลต่อจำเลยตามจำนวนที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ประเมินตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 เป็นเงิน 343,200 บาท มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยปลดภาษีสำหรับนายสมชายจะเป็นผลให้โจทก์ได้รับประโยชน์เท่ากับส่วนที่นายสมชายได้รับการปลดภาษีกึ่งหนึ่งตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์อ้างว่า คณะบุคคลเป็นหน่วยภาษีต่างหากจากบุคคลธรรมดาที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติขึ้นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรอันเป็นรายได้ของรัฐ เมื่อคณะบุคคลมีเงินได้พึงประเมินจึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชำระภาษีในฐานะคณะบุคคล และบุคคลในคณะบุคคลไม่ใช่ลูกหนี้ร่วม การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ปลดภาษีสำหรับนายสมชายไม่ใช่เป็นการปลดหนี้ แต่มีผลเพียงให้นายสมชายไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีธุรกิจเฉพาะต่อไปเท่านั้น แต่โจทก์ยังคงต้องรับผิดชำระภาษีธุรกิจเฉพาะในฐานะคณะบุคคลต่อจำเลยเต็มจำนวนโดยไม่มีการแบ่งแยก นั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ฯลฯ (6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา..." ซึ่งในขณะที่โจทก์และนายสมชายจดทะเบียนขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปนั้น พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ว่า "ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือ หากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร มีดังต่อไปนี้ ฯลฯ... (6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น เว้นแต่..." แสดงว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มา มิได้เป็นการขายเป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวจึงได้กำหนดข้อยกเว้นไว้บางกรณี การที่โจทก์และนายสมชายได้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องมาแล้วขายให้แก่บุคคลอื่นไป แม้จะถือว่าเป็นการขายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และนายสมชายทำพิธีสมรสและอยู่กินฉันท์สามีภริยามาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2534 ตามภาพถ่ายงานมงคลสมรส เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 2 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2535 โจทก์และนายสมชายซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์มาและจดจำนองไว้กับธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ระหว่างนั้นโจทก์และนายสมชายมีบุตรด้วยกัน 3 คน โดยทั้งหมดอาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์ดังกล่าว ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2536 นายสมชายได้ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในอาคารพาณิชย์พิพาทตามสำเนาภาพถ่ายทะเบียนบ้าน เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 (แผ่นที่ 2) และเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2537 โจทก์และนายสมชายจดทะเบียนสมรสกัน ตามสำเนาภาพถ่ายใบสำคัญการสมรส เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 (แผ่นที่ 1) ต่อมาโจทก์และนายสมชายได้ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2540 ดังนั้น การขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์และนายสมชายใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญ และผู้ขายเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่กินด้วยกันมาตลอดโดยฝ่ายหนึ่งมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี การขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวมิใช่เป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรจึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงไม่อาจพิพากษาให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยได้ อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นอุทธรณ์มีเพียง 171,600 บาท ซึ่งจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 4,290 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมา 4,290 บาท แก่จำเลย" พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เฉพาะส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ. (เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์-ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช-องอาจ โรจนสุพจน์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ เรื่องนี้เจ้าพนักงานประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะคณะบุคคลโจทก์กับ ส. โดยเห็นว่าโจทก์กับ ส. ถือกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ 2 คูหา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2535 แล้วขายไปเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2540 จึงเป็นการขายภายใน 4 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ประกอบ พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (6) ซึ่ง พ.ร.ฎ. ดังกล่าวถูกยกเลิกโดย พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 แต่ยังมีหลักกฎหมายที่เป็นกรณีพิพาทในคดีนี้เช่นเดิมตามมาตรา 4 (6) คือการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (6) ถึง (5) ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่กำหนด เดิมมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2553/2544 วินิจฉัยว่า พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 244) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขต่างๆ ที่จะนำมาถือเป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาดว่ากรณีใดเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบรรทัดฐานดังกล่าวแม้เป็นการขายบ้านในราคาเดิมหรือขาดทุนด้วยเหตุผลความจำเป็นส่วนตัว หากเป็นการขายภายใน 5 ปี แล้วไม่เข้าข้อยกเว้นก็ยังต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะต่อมามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10889/2546 วินิจฉัยว่า โจทก์ได้ที่ดินเฉพาะส่วนแล้วจดทะเบียนยกให้แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายในวันเดียวกัน โดยไม่มีค่าตอบแทนแม้จะถือว่าเป็นการขายตามมาตรา 91/1 (4) แห่ง ป.รัษฎากร ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่เมื่อผู้ที่โจทก์โอนที่ดินให้โดยเสน่หาเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย การโอนที่ดินดังกล่าวจึงมิใช่กรณีที่ทำเป็นทางค้าหรือหากำไรโจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยเป็นการตัดสินตาม พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 244) ซึ่งยังไม่มีข้อยกเว้นเหมือน พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 342) มาตรา 4 (6) (ง) เพราะฉะนั้นน่าจะถือได้ว่าเป็นการกลับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2553/2544 แล้ว ที่ว่าเป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาด ดังนั้น การจะวินิจฉัยว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรหรือไม่ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีไป คดีนี้ ส. ในฐานะผู้จัดการคณะบุคคลได้อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า ส. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเกิน 1 ปี จึงได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะแล้วปลดหนี้ภาษีแก่ ส. แต่กลับให้โจทก์เพียงฝ่ายเดียวมีหน้าที่ต้องชำระภาษีธุรกิจเฉพาะเต็มตามจำนวนเดิมโดยไม่มีการแบ่งแยกตามส่วนที่ถือกรรมสิทธิ์รวม โจทก์นำคดีมาสู่ศาลในปัญหาที่ว่า การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ปลดภาษีสำหรับ ส. จะเป็นผลโจทก์ได้รับประโยชน์เท่ากับส่วนที่ ส. ได้รับการปลดภาษีกึ่งหนึ่ง หรือยังต้องชำระภาษีธุรกิจเฉพาะในฐานะสมาชิกคณะบุคคลเต็มจำนวนโดยไม่มีการแบ่งแยก ปัญหานี้ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยไว้เพราะเห็นว่าโจทก์และ ส. จดทะเบียนสมรสกันแล้วเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2537 และ ส. ได้ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในอาคารพาณิชย์พิพาทตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2546 โดยถือว่าโจทก์และ ส. ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยเป็นแหล่งสำคัญและผู้ขายเป็นสามีภริยาโดยชอบด้ยกฎหมายอยู่กินด้วยกันมาโดยตลอดโดยฝ่ายหนึ่งมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี จึงเข้าข้อยกเว้นที่ว่าเป็นกรณีขายอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญที่ผู้ขายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร และได้อาศัยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี นับแต่วันทีได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นตาม พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 244) มาตรา 3 (6) (ค) โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ผู้บันทึกมีข้อสังเกตประการแรกว่า ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นอาคารพาณิชย์ 2 คูหา ไม่ปรากฏว่า ส. ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในอาคารพาณิชย์ทั้ง 2 คูหา หรือไม่ซึ่งหากย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาเพียงคูหาเดียว มีปัญหาว่าอาคารพาณิชย์อีก 1 คูหาที่มีทะเบียนบ้านแยกต่างหากจะเข้าเงื่อนไขได้รับการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะด้วยหรือไม่ ประการที่สอง คดีนี้โจทก์และ ส. จดทะเบียนสมรสกัน และทั้งสองฝ่ายใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยเป็นแหล่งสำคัญ โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ให้เห็นว่ามีเจตนาขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ดังนั้น แม้ ส. จะมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเพียงฝ่ายเดียว ก็ถือว่าเข้าข้อยกเว้นตาม พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 244) มาตรา 3 (6) (ค) แล้ว สำหรับกรณีเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่มิใช่คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย การที่จะเข้าเงื่อนไขได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในกรณีดังกล่าวนั้น มีปัญหาว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมจะต้องใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านทุกคนหรือไม่ หากถือว่ายกเว้นให้เฉพาะบุคคลที่ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ปัญหาที่ตามมาคือบุคคลดังกล่าวจะได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน ส่วนเจ้าของรวมที่ไม่เข้าเงื่อนไขจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในกรณีนี้อย่างไร ส่วนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในคดีนี้เห็นว่า เจ้าของรวมที่ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญและมีชื่อในทะเบียนบ้านได้รับการปลดภาษี ส่วนบุคคลที่ไม่มีชื่อต้องชำระภาษีธุรกิจเฉพาะเต็มตามจำนวนภาษีของฐานรายรับทั้งหมดแม้บางคนได้รับการยกเว้นนั้น น่าจะยังมีข้อโต้แย้งอีกมากกว่าเป็นธรรมหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวข้างต้นต้องรอแนวคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป ดังนั้น บุคคลที่มีข้อเท็จจริงคล้ายคลึงกับคดีนี้สมควรต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อมิให้เกิดปัญหาโต้แย้งกับกรมสรรพากร นรินทร ตั้งศรีไพโรจน์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
507268
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081997641"
    }
}
date
2553
deka_no
2252/2553
deka_running_no
2252
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์",
    "ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช",
    "องอาจ โรจนสุพจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 91/2 (6)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 3"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวบุญมา เจริญศิริ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมสรรพากร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02009090-25461007-006-00013 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.2/8/25/47 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2547

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 02009090-25461007-006-00013 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.2/8/25/47 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2547 โดยให้โจทก์รับผิดในค่าภาษีและเงินเพิ่มรวมเป็นจำนวน 171,600 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2535 โจทก์และนายสมชาย ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 209464 และ 209465 ตำบลสวนหลวง (บางจาก) อำเภอพระโขนง จังหวัดกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 2 คูหา เลขที่ 1653 และ 1655 ต่อมาวันที่ 22 เมษายน 2537 โจทก์และนายสมชายจดทะเบียนสมรสกัน และวันที่ 10 มีนาคม 2540 โจทก์และนายสมชายได้ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้นายสมบูรณ์และนางยุนีย์ ผดุงวัฒนธรรม ในราคา 5,200,000 บาท โจทก์และนายสมชายไม่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงได้ประเมินให้เสียภาษีโดยให้นายสมชายในฐานะผู้จัดการคณะบุคคลเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 156,000 บาท เงินเพิ่ม 156,000 บาท และภาษีบำรุงเทศบาล 31,200 บาท รวมเป็นเงินภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น 343,200 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 นายสมชายผู้จัดการคณะบุคคลได้อุทธรณ์การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินภายในกำหนด คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า นายสมชายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านอาคารพาณิชย์ เกิน 1 ปี ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ จึงวินิจฉัยให้ปลดภาษีสำหรับนายสมชาย และวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์สำหรับโจทก์ โดยให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะในฐานะคณะบุคคลต่อจำเลยตามจำนวนที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ประเมินตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 เป็นเงิน 343,200 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยปลดภาษีสำหรับนายสมชายจะเป็นผลให้โจทก์ได้รับประโยชน์เท่ากับส่วนที่นายสมชายได้รับการปลดภาษีกึ่งหนึ่งตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์อ้างว่า คณะบุคคลเป็นหน่วยภาษีต่างหากจากบุคคลธรรมดาที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติขึ้นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรอันเป็นรายได้ของรัฐ เมื่อคณะบุคคลมีเงินได้พึงประเมินจึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชำระภาษีในฐานะคณะบุคคล และบุคคลในคณะบุคคลไม่ใช่ลูกหนี้ร่วม การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ปลดภาษีสำหรับนายสมชายไม่ใช่เป็นการปลดหนี้ แต่มีผลเพียงให้นายสมชายไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีธุรกิจเฉพาะต่อไปเท่านั้น แต่โจทก์ยังคงต้องรับผิดชำระภาษีธุรกิจเฉพาะในฐานะคณะบุคคลต่อจำเลยเต็มจำนวนโดยไม่มีการแบ่งแยก นั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ฯลฯ

(6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา..." ซึ่งในขณะที่โจทก์และนายสมชายจดทะเบียนขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปนั้น พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ว่า "ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือ

หากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร มีดังต่อไปนี้ ฯลฯ... (6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น เว้นแต่..." แสดงว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มา มิได้เป็นการขายเป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวจึงได้กำหนดข้อยกเว้นไว้บางกรณี การที่โจทก์และนายสมชายได้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องมาแล้วขายให้แก่บุคคลอื่นไป แม้จะถือว่าเป็นการขายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และนายสมชายทำพิธีสมรสและอยู่กินฉันท์สามีภริยามาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2534 ตามภาพถ่ายงานมงคลสมรส เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 2 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2535 โจทก์และนายสมชายซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์มาและจดจำนองไว้กับธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ระหว่างนั้นโจทก์และนายสมชายมีบุตรด้วยกัน 3 คน โดยทั้งหมดอาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์ดังกล่าว ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2536 นายสมชายได้ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในอาคารพาณิชย์พิพาทตามสำเนาภาพถ่ายทะเบียนบ้าน เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 (แผ่นที่ 2) และเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2537 โจทก์และนายสมชายจดทะเบียนสมรสกัน ตามสำเนาภาพถ่ายใบสำคัญการสมรส เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 (แผ่นที่ 1) ต่อมาโจทก์และนายสมชายได้ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2540 ดังนั้น การขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์และนายสมชายใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญ และผู้ขายเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่กินด้วยกันมาตลอดโดยฝ่ายหนึ่งมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี การขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวมิใช่เป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรจึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงไม่อาจพิพากษาให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยได้

อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นอุทธรณ์มีเพียง 171,600 บาท ซึ่งจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 4,290 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมา 4,290 บาท แก่จำเลย"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เฉพาะส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
เรื่องนี้เจ้าพนักงานประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะคณะบุคคลโจทก์กับ ส. โดยเห็นว่าโจทก์กับ ส. ถือกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ 2 คูหา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2535 แล้วขายไปเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2540 จึงเป็นการขายภายใน 4 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ประกอบ พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (6) ซึ่ง พ.ร.ฎ. ดังกล่าวถูกยกเลิกโดย พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 แต่ยังมีหลักกฎหมายที่เป็นกรณีพิพาทในคดีนี้เช่นเดิมตามมาตรา 4 (6) คือการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (6) ถึง (5) ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่กำหนด เดิมมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2553/2544 วินิจฉัยว่า พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 244) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขต่างๆ ที่จะนำมาถือเป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาดว่ากรณีใดเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบรรทัดฐานดังกล่าวแม้เป็นการขายบ้านในราคาเดิมหรือขาดทุนด้วยเหตุผลความจำเป็นส่วนตัว หากเป็นการขายภายใน 5 ปี แล้วไม่เข้าข้อยกเว้นก็ยังต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะต่อมามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10889/2546 วินิจฉัยว่า โจทก์ได้ที่ดินเฉพาะส่วนแล้วจดทะเบียนยกให้แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายในวันเดียวกัน โดยไม่มีค่าตอบแทนแม้จะถือว่าเป็นการขายตามมาตรา 91/1 (4) แห่ง ป.รัษฎากร ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่เมื่อผู้ที่โจทก์โอนที่ดินให้โดยเสน่หาเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย การโอนที่ดินดังกล่าวจึงมิใช่กรณีที่ทำเป็นทางค้าหรือหากำไรโจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยเป็นการตัดสินตาม พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 244) ซึ่งยังไม่มีข้อยกเว้นเหมือน พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 342) มาตรา 4 (6) (ง) เพราะฉะนั้นน่าจะถือได้ว่าเป็นการกลับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2553/2544 แล้ว ที่ว่าเป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาด ดังนั้น การจะวินิจฉัยว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรหรือไม่ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีไป คดีนี้ ส. ในฐานะผู้จัดการคณะบุคคลได้อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า ส. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเกิน 1 ปี จึงได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะแล้วปลดหนี้ภาษีแก่ ส. แต่กลับให้โจทก์เพียงฝ่ายเดียวมีหน้าที่ต้องชำระภาษีธุรกิจเฉพาะเต็มตามจำนวนเดิมโดยไม่มีการแบ่งแยกตามส่วนที่ถือกรรมสิทธิ์รวม โจทก์นำคดีมาสู่ศาลในปัญหาที่ว่า การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ปลดภาษีสำหรับ ส. จะเป็นผลโจทก์ได้รับประโยชน์เท่ากับส่วนที่ ส. ได้รับการปลดภาษีกึ่งหนึ่ง หรือยังต้องชำระภาษีธุรกิจเฉพาะในฐานะสมาชิกคณะบุคคลเต็มจำนวนโดยไม่มีการแบ่งแยก ปัญหานี้ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยไว้เพราะเห็นว่าโจทก์และ ส. จดทะเบียนสมรสกันแล้วเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2537 และ ส. ได้ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในอาคารพาณิชย์พิพาทตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2546 โดยถือว่าโจทก์และ ส. ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยเป็นแหล่งสำคัญและผู้ขายเป็นสามีภริยาโดยชอบด้ยกฎหมายอยู่กินด้วยกันมาโดยตลอดโดยฝ่ายหนึ่งมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี จึงเข้าข้อยกเว้นที่ว่าเป็นกรณีขายอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญที่ผู้ขายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร และได้อาศัยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี นับแต่วันทีได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นตาม พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 244) มาตรา 3 (6) (ค) โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ผู้บันทึกมีข้อสังเกตประการแรกว่า ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นอาคารพาณิชย์ 2 คูหา ไม่ปรากฏว่า ส. ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในอาคารพาณิชย์ทั้ง 2 คูหา หรือไม่ซึ่งหากย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาเพียงคูหาเดียว มีปัญหาว่าอาคารพาณิชย์อีก 1 คูหาที่มีทะเบียนบ้านแยกต่างหากจะเข้าเงื่อนไขได้รับการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะด้วยหรือไม่ ประการที่สอง คดีนี้โจทก์และ ส. จดทะเบียนสมรสกัน และทั้งสองฝ่ายใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยเป็นแหล่งสำคัญ โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ให้เห็นว่ามีเจตนาขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ดังนั้น แม้ ส. จะมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเพียงฝ่ายเดียว ก็ถือว่าเข้าข้อยกเว้นตาม พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 244) มาตรา 3 (6) (ค) แล้ว สำหรับกรณีเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่มิใช่คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย การที่จะเข้าเงื่อนไขได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในกรณีดังกล่าวนั้น มีปัญหาว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมจะต้องใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านทุกคนหรือไม่ หากถือว่ายกเว้นให้เฉพาะบุคคลที่ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ปัญหาที่ตามมาคือบุคคลดังกล่าวจะได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน ส่วนเจ้าของรวมที่ไม่เข้าเงื่อนไขจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในกรณีนี้อย่างไร ส่วนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในคดีนี้เห็นว่า เจ้าของรวมที่ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญและมีชื่อในทะเบียนบ้านได้รับการปลดภาษี ส่วนบุคคลที่ไม่มีชื่อต้องชำระภาษีธุรกิจเฉพาะเต็มตามจำนวนภาษีของฐานรายรับทั้งหมดแม้บางคนได้รับการยกเว้นนั้น น่าจะยังมีข้อโต้แย้งอีกมากกว่าเป็นธรรมหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวข้างต้นต้องรอแนวคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป ดังนั้น บุคคลที่มีข้อเท็จจริงคล้ายคลึงกับคดีนี้สมควรต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อมิให้เกิดปัญหาโต้แย้งกับกรมสรรพากร นรินทร ตั้งศรีไพโรจน์
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000514.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553