คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8561/2552 ฉบับเต็ม

#507383
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8561/2552 นางกาญจนา พินธุโสภณ หรือสุพรรณานุโยค โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 55 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 มาตรา 17 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์เตือนให้นำเงินค่าภาษีอากรค้างไปชำระ เนื่องมาจากศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ชำระค่าภาษีอากรโดยมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คที่เรียกเก็บไม่ได้เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี 2534 จำเลยจึงคิดคำนวณภาษีอากรใหม่โดยหักจำนวนเงินภาษีอากรที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้แก้ไขนั้นออกจึงเป็นการแจ้งเตือนให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ถึงที่สุดแล้วเท่านั้น แม้ตามหนังสือแจ้งเตือนจะระบุการคำนวณภาษีการค้าใหม่มาด้วย ก็เป็นผลต่อเนื่องจากการที่ศาลฎีกาให้ลดเงินได้พึงประเมินจากการขายที่ดินลง จำเลยจึงปรับปรุงลดยอดรายรับที่ต้องเสียภาษีการค้าให้ด้วย นับว่าเป็นประโยชน์แก่โจทก์ให้เสียภาษีอากรน้อยลงโจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งว่าจำนวนค่าภาษีอากรที่ค้างชำระตามที่จำเลยคำนวณใหม่ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่อย่างใด เพียงแต่กล่าวอ้างว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีอากรค้างชำระเพราะขาดอายุความ จำเลยหาได้กระทำการใดอันจะถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ในทางแพ่งของโจทก์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 มาตรา 17 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 72180 ตำบลบางซื่อ (นาช่อง) อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร ให้แก่นางยลดาหรือปุณยา ในราคา 6,300,000 บาท โดยนางยลดาชำระค่าที่ดินด้วยเช็ค 23 ฉบับ แต่โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินได้เพียง 7 ฉบับ เป็นเงิน 4,046,000 บาท ส่วนเช็คอีก 16 ฉบับ จำนวน 2,254,000 บาท โจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้ และโจทก์ได้ขายตึกแถว 8 ห้อง บนที่ดินโฉนดดังกล่าวข้างต้นให้แก่นางยลดาในราคา 4,075,400 บาท เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติมจากรายได้จากการขายที่ดินและตึกแถวดังกล่าวในปีภาษี 2534 ตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 1160/1/101198 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2539 เป็นเงินภาษี 1,624,810 บาท เบี้ยปรับ 1,814,816 บาท และเงินเพิ่ม 1,291,723.95 บาท รวมเรียกเก็บทั้งสิ้น 4,731,349 บาท โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับ คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายคงเหลือเรียกเก็บเป็นเงินภาษี 1,624,810 บาท เบี้ยปรับ 907,408 บาท และเงินเพิ่ม 1,291,723.95 บาท รวมเรียกเก็บทั้งสิ้น 3,823,941.95 บาท โจทก์จึงฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 151/2545 หมายเลขแดงที่ 3/2546 ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และงดเบี้ยปรับทั้งหมด ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คที่ยังเรียกเก็บไม่ได้ 16 ฉบับ เป็นเงิน 2,254,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี 2534 โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2548 จำเลยมีหนังสือเตือนให้โจทก์นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระ โดยจำเลยได้คำนวณภาษีที่โจทก์ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับดังกล่าว คงเหลือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเงิน 1,237,476.95 บาท และภาษีการค้าเป็นเงิน 974,031.63 บาท แต่ภาษีการค้าได้หักกลบลบหนี้บางส่วนเป็นเงิน 249,955.90 บาท รวมภาษีคงค้าง 1,961,552.68 บาท โจทก์เห็นว่าอายุความเรียกเก็บและการประเมินภาษีของจำเลยได้สิ้นสุดลงแล้ว จำเลยต้องทำการประเมินและเรียกเก็บภาษีภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตามมาตรา 88/6 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งภาษีอากรที่จำเลยเรียกเก็บเป็นภาษีที่จะต้องยื่นแบบในปี 2534 ซึ่งนับถึงวันที่จำเลยมีหนังสือเตือนให้นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระเป็นเวลาเกิน 10 ปี แล้ว จำเลยไม่สามารถคิดคำนวณภาษีใหม่และไม่สามารถเรียกเก็บได้ตามกฎหมาย ขอให้พิพากษาว่าโจทก์ไม่ต้องเสียภาษี และให้เพิกถอนการคำนวณและการเรียกเก็บภาษีของจำเลยทั้งหมด จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและหนังสือแจ้งภาษีการค้ากรณีการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรายพิพาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ลดเบี้ยปรับแก่โจทก์คงเรียกเก็บเบี้ยปรับเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย โจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 151/2545 หมายเลขแดงที่ 3/2546 ของศาลภาษีอากรกลาง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คที่เรียกเก็บไม่ได้อีก 16 ฉบับ จำนวน 2,254,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ ในปีภาษี 2534 จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2548 ต่อมาจำเลยมีหนังสือคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2534 ใหม่ และคำนวณภาษีการค้าใหม่ตามคำพิพากษาศาลฎีกาโดยลดเงินได้พึงประเมินและรายรับจากการขายที่ดินลงจำนวน 2,254,000 บาท และมีหนังสือเตือนให้โจทก์นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ คือ จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์เตือนให้โจทก์นำเงินค่าภาษีอากรค้างไปชำระ ซึ่งโจทก์อ้างว่า จำเลยไม่มีสิทธิคิดคำนวณจำนวนเงินภาษีอากรใหม่และเรียกเก็บค่าภาษีอากรดังกล่าวจากโจทก์ได้ เพราะสิทธิเรียกร้องในการเรียกเก็บภาษีอากรค้างชำระของจำเลยขาดอายุความ เห็นว่า เหตุที่จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์เตือนให้นำเงินค่าภาษีอากรค้างไปชำระดังกล่าว เนื่องมาจากศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วตามฎีกาที่ 1690/2548 ให้โจทก์ชำระค่าภาษีอากรโดยมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คที่เรียกเก็บไม่ได้อีก 16 ฉบับ จำนวน 2,254,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี 2534 จำเลยจึงคิดคำนวณภาษีอากรใหม่โดยหักจำนวนเงินภาษีอากรที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้แก้ไขนั้นออก จึงเป็นการแจ้งเตือนให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ถึงที่สุดแล้วเท่านั้น แม้ตามหนังสือแจ้งเตือนจะระบุการคำนวณภาษีการค้าใหม่มาด้วยก็เป็นผลต่อเนื่องจากการที่ศาลฎีกาให้ลดเงินได้พึงประเมินจากการขายที่ดินลงจำนวน 2,254,000 บาท จำเลยจึงปรับปรุงลดยอดรายรับที่ต้องเสียภาษีการค้าให้ด้วย นับว่าเป็นประโยชน์แก่โจทก์ให้เสียภาษีอากรน้อยลง โจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งว่าจำนวนค่าภาษีอากรที่ค้างชำระ ตามที่จำเลยคำนวณใหม่ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่อย่างใด เพียงแต่กล่าวอ้างว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีอากรค้างชำระเพราะขาดอายุความ จำเลยหาได้กระทำการใดอันจะถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ในทางแพ่งของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ประเด็นตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยเรื่องฟ้องซ้ำไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ (พันวะสา บัวทอง-องอาจ โรจนสุพจน์-อิศเรศ ชัยรัตน์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
507383
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081999761"
    }
}
date
2552
deka_no
8561/2552
deka_running_no
8561
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "พันวะสา บัวทอง",
    "องอาจ โรจนสุพจน์",
    "อิศเรศ ชัยรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 17"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางกาญจนา พินธุโสภณ หรือสุพรรณานุโยค"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมสรรพากร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 72180 ตำบลบางซื่อ (นาช่อง) อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร ให้แก่นางยลดาหรือปุณยา ในราคา 6,300,000 บาท โดยนางยลดาชำระค่าที่ดินด้วยเช็ค 23 ฉบับ แต่โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินได้เพียง 7 ฉบับ เป็นเงิน 4,046,000 บาท ส่วนเช็คอีก 16 ฉบับ จำนวน 2,254,000 บาท โจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้ และโจทก์ได้ขายตึกแถว 8 ห้อง บนที่ดินโฉนดดังกล่าวข้างต้นให้แก่นางยลดาในราคา 4,075,400 บาท เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติมจากรายได้จากการขายที่ดินและตึกแถวดังกล่าวในปีภาษี 2534 ตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 1160/1/101198 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2539 เป็นเงินภาษี 1,624,810 บาท เบี้ยปรับ 1,814,816 บาท และเงินเพิ่ม 1,291,723.95 บาท รวมเรียกเก็บทั้งสิ้น 4,731,349 บาท โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับ คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายคงเหลือเรียกเก็บเป็นเงินภาษี 1,624,810 บาท เบี้ยปรับ 907,408 บาท และเงินเพิ่ม 1,291,723.95 บาท รวมเรียกเก็บทั้งสิ้น 3,823,941.95 บาท โจทก์จึงฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 151/2545 หมายเลขแดงที่ 3/2546 ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และงดเบี้ยปรับทั้งหมด ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คที่ยังเรียกเก็บไม่ได้ 16 ฉบับ เป็นเงิน 2,254,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี 2534 โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2548 จำเลยมีหนังสือเตือนให้โจทก์นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระ โดยจำเลยได้คำนวณภาษีที่โจทก์ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับดังกล่าว คงเหลือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเงิน 1,237,476.95 บาท และภาษีการค้าเป็นเงิน 974,031.63 บาท แต่ภาษีการค้าได้หักกลบลบหนี้บางส่วนเป็นเงิน 249,955.90 บาท รวมภาษีคงค้าง 1,961,552.68 บาท โจทก์เห็นว่าอายุความเรียกเก็บและการประเมินภาษีของจำเลยได้สิ้นสุดลงแล้ว จำเลยต้องทำการประเมินและเรียกเก็บภาษีภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตามมาตรา 88/6 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งภาษีอากรที่จำเลยเรียกเก็บเป็นภาษีที่จะต้องยื่นแบบในปี 2534 ซึ่งนับถึงวันที่จำเลยมีหนังสือเตือนให้นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระเป็นเวลาเกิน 10 ปี แล้ว จำเลยไม่สามารถคิดคำนวณภาษีใหม่และไม่สามารถเรียกเก็บได้ตามกฎหมาย ขอให้พิพากษาว่าโจทก์ไม่ต้องเสียภาษี และให้เพิกถอนการคำนวณและการเรียกเก็บภาษีของจำเลยทั้งหมด

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและหนังสือแจ้งภาษีการค้ากรณีการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรายพิพาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ลดเบี้ยปรับแก่โจทก์คงเรียกเก็บเบี้ยปรับเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย โจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 151/2545 หมายเลขแดงที่ 3/2546 ของศาลภาษีอากรกลาง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คที่เรียกเก็บไม่ได้อีก 16 ฉบับ จำนวน 2,254,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ ในปีภาษี 2534 จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2548 ต่อมาจำเลยมีหนังสือคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2534 ใหม่ และคำนวณภาษีการค้าใหม่ตามคำพิพากษาศาลฎีกาโดยลดเงินได้พึงประเมินและรายรับจากการขายที่ดินลงจำนวน 2,254,000 บาท และมีหนังสือเตือนให้โจทก์นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ คือ จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์เตือนให้โจทก์นำเงินค่าภาษีอากรค้างไปชำระ ซึ่งโจทก์อ้างว่า จำเลยไม่มีสิทธิคิดคำนวณจำนวนเงินภาษีอากรใหม่และเรียกเก็บค่าภาษีอากรดังกล่าวจากโจทก์ได้ เพราะสิทธิเรียกร้องในการเรียกเก็บภาษีอากรค้างชำระของจำเลยขาดอายุความ เห็นว่า เหตุที่จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์เตือนให้นำเงินค่าภาษีอากรค้างไปชำระดังกล่าว เนื่องมาจากศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วตามฎีกาที่ 1690/2548 ให้โจทก์ชำระค่าภาษีอากรโดยมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คที่เรียกเก็บไม่ได้อีก 16 ฉบับ จำนวน 2,254,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี 2534 จำเลยจึงคิดคำนวณภาษีอากรใหม่โดยหักจำนวนเงินภาษีอากรที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้แก้ไขนั้นออก จึงเป็นการแจ้งเตือนให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ถึงที่สุดแล้วเท่านั้น แม้ตามหนังสือแจ้งเตือนจะระบุการคำนวณภาษีการค้าใหม่มาด้วยก็เป็นผลต่อเนื่องจากการที่ศาลฎีกาให้ลดเงินได้พึงประเมินจากการขายที่ดินลงจำนวน 2,254,000 บาท จำเลยจึงปรับปรุงลดยอดรายรับที่ต้องเสียภาษีการค้าให้ด้วย นับว่าเป็นประโยชน์แก่โจทก์ให้เสียภาษีอากรน้อยลง โจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งว่าจำนวนค่าภาษีอากรที่ค้างชำระ ตามที่จำเลยคำนวณใหม่ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่อย่างใด เพียงแต่กล่าวอ้างว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีอากรค้างชำระเพราะขาดอายุความ จำเลยหาได้กระทำการใดอันจะถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ในทางแพ่งของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ประเด็นตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยเรื่องฟ้องซ้ำไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000533.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552