ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9508/2553
นายวิน รักชุม โดยนายถาวร รักชุม
โจทก์
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
นายคล่อง พรหมร่วมแก้ว กับพวก
ผู้ร้อง
นายจรูญ ยกถาวร
ผู้ซื้อทรัพย์
นางเอียดหรือคล้าย รักชุม กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 1364
ป.วิ.พ. มาตรา 27, มาตรา 271, มาตรา 288, มาตรา 296 วรรคสอง
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้อง ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และไม่ใช่ทรัพย์มรดกของ ว. เพราะก่อนที่ ว. จะถึงแก่ความตายได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง โดยสละการครอบครองและส่งมอบการครอบครองให้ผู้ร้องตามคำร้องของผู้ร้องมีความมุ่งหมายเพื่อได้รับผลที่จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยที่ดินพิพาทที่ยึดคืนให้แก่ผู้ร้อง จึงเป็นกรณีที่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 288 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะในเรื่องร้องขัดทรัพย์ มิใช่เป็นการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 แต่การที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้โจทก์และจำเลยทั้งสองตามส่วนนั้น เป็นวิธีการแบ่งทรัพย์สินให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท โดยศาลกำหนดไว้ว่าหากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้แบ่งให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน อันเป็นวิธีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้มีสิทธิร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคสอง โจทก์และจำเลยทั้งสองมิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกัน จึงมิใช่การร้องขอให้บังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอันเป็นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 เข้ามาในชั้นบังคับคดีนี้
___________________________
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 223 ถึง 237 ให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้แบ่งให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามโจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทั้ง 15 แปลงดังกล่าวขายทอดตลาดและขายทอดตลาดได้แล้ว 2 แปลง ตาม ส.ค. 1 เลขที่ 231 และ 237 อันเป็นที่ดินพิพาท
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทตาม ส.ค. 1 เลขที่ 231 และ 237 เป็นของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ และให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการขายทอดตลาดดังกล่าว
โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง
ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์
ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 โจทก์ถึงแก่ความตาย นายถาวร บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาต
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน
ผู้ร้องทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นบุตรของนายวุ่น เจ้ามรดก ผู้ร้องทั้งสองเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ก่อนนายวุ่นถึงแก่ความตาย นายวุ่น เจ้ามรดก ผู้ร้องทั้งสองเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ก่อนนายวุ่นถึงแก่ความตาย นายวุ่นมีชื่อเป็นผู้ครอบครองที่ดินตาม ส.ค. 1 เลขที่ 223 ถึง 237 หมู่ที่ 10 ตำบลปริก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายวุ่นให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม ศาลจึงออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดโดยผู้ซื้อทรัพย์ซื้อที่ดินพิพาท ส.ค. 1 เลขที่ 231 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2546 และนายถาวร บุตรโจทก์ซื้อที่ดินพิพาท ส.ค. 1 เลขที่ 237 เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2544 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองว่า ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทตาม ส.ค.1 เลขที่ 231 และ 237 หมู่ที่ 10 ตำบลปริก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เป็นผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายวุ่น เพราะก่อนที่นายวุ่นจะถึงแก่ความตายได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง โดยสละการครอบครองและส่งมอบการครอบครองให้ผู้ร้องทั้งสอง ดังนี้ ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองมีความมุ่งหมายเพื่อได้รับผลที่จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยที่ดินพิพาทที่ยึดคืนให้แก่ผู้ร้องจึงเป็นกรณีที่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะในเรื่องร้องขัดทรัพย์ มิใช่เป็นการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 แต่การที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้โจทก์และจำเลยทั้งสองตามส่วนนั้นเป็นวิธีการแบ่งทรัพย์สินให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท โดยศาลกำหนดไว้ว่าหากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้แบ่งให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน อันเป็นวิธีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้มีสิทธิร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคสอง โจทก์และจำเลยทั้งสองมิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกัน จึงมิใช่การร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอันเป็นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล-ชัยยันต์ ศุขโชติ-ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ