คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6862/2553 ฉบับเต็ม

#507504
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6862/2553 บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายภักดี สมมะลวน ผู้ร้อง นางสาวรัตนา วิจิตร กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 271 บุคคลที่มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องเป็นคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลยทั้งสอง ไม่ใช่คู่ความในคดีหรือเป็นบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี จึงไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีได้ นอกจากนี้การที่จะเข้าสวมสิทธิแทนคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีนั้น ต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ เช่น ตาม พ.ร.ก.ปฏิรูประบบสถาบันการเงินฯ พ.ร.ก. บริษัทบริหารสินทรัพย์ฯ พ.ร.ก. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฯ เป็นต้น ผู้ร้องไม่ใช่บุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 173,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2550 ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ ซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องในคดีนี้ด้วย ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่อาจเข้าสวมสิทธิโจทก์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาแก่จำเลยทั้งสองในคดีนี้ได้ ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการเดียวว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า บุคคลที่มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องเป็นคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลยทั้งสอง ไม่ใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำพิพากษา จึงไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีได้ นอกจากนี้ การที่จะเข้าสวมสิทธิแทนคู่ความหรือบุคคลที่เป็นฝ่ายชนะคดีนั้น ต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ เช่น พระราชกำหนดปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 เป็นต้น ผู้ร้องไม่ใช่บุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองในคดีนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ (สุนทร ทรงฤกษ์-มานัส เหลืองประเสริฐ-อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักตลอดมาว่าบุคคลภายนอกคดีจะเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์หรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อใช้สิทธิของโจทก์ในการพิจารณาคดีหรือเพื่อบังคับคดีโดยอ้างว่าผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องรายจำเลยจากโจทก์ตาม ป.พ.พ มาตรา 306 เพียงลำพังย่อมทำมิได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7567/2547 ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษา จากโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลย ผู้ร้องมิใช่คู่ความในคดีหรือเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะเป็นฝ่ายชนะคดีจึงไม่อาจที่จะเข้ามาสวมสิทธิโจทก์เพื่อดำเนินการอย่างใดเกี่ยวกับการบังคับคดีแก่จำเลยในคดีนี้ได้ ไม่ว่าผู้ร้องจะได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ในหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่) เว้นแต่การเข้าสวมสิทธิโดยอาศัยบทบัญญัติตาม พ.ร.ก. ปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 พ.ร.ก. บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ร.ก. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ซึ่งล้วนเป็น พ.ร.ก. ที่ตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 218 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 อันถือเป็นบทยกเว้นหลักการและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. ที่ใช้บังคับในกรณีปกติธรรมดาทั่วไป แต่ก็มีข้อยกเว้นที่เป็นช่องทางให้บุคคลภายนอกเข้ามาบังคับคดีแก่จำเลยตามคำพิพากษาได้ ในกรณีที่โจทก์ตกเป็นบุคคลล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 ที่บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องของโจทก์โดยได้รับความเห็นชอบตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย เมื่อผู้ร้องเป็นผู้ซื้อสิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งรวมถึงสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในอันที่จะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีเพื่อยังให้ได้รับความคุ้มครองและบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) อีกช่องทางหนึ่ง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3008/2549) วรพจน์ วัชรางค์กุล
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
507504
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081995460"
    }
}
date
2553
deka_no
6862/2553
deka_running_no
6862
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "สุนทร ทรงฤกษ์",
    "มานัส เหลืองประเสริฐ",
    "อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 271"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายภักดี สมมะลวน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวรัตนา วิจิตร กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 173,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2550 ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ ซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องในคดีนี้ด้วย ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่อาจเข้าสวมสิทธิโจทก์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาแก่จำเลยทั้งสองในคดีนี้ได้ ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการเดียวว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า บุคคลที่มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องเป็นคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลยทั้งสอง ไม่ใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำพิพากษา จึงไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีได้ นอกจากนี้ การที่จะเข้าสวมสิทธิแทนคู่ความหรือบุคคลที่เป็นฝ่ายชนะคดีนั้น ต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ เช่น พระราชกำหนดปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 เป็นต้น ผู้ร้องไม่ใช่บุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองในคดีนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักตลอดมาว่าบุคคลภายนอกคดีจะเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์หรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อใช้สิทธิของโจทก์ในการพิจารณาคดีหรือเพื่อบังคับคดีโดยอ้างว่าผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องรายจำเลยจากโจทก์ตาม ป.พ.พ มาตรา 306 เพียงลำพังย่อมทำมิได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7567/2547 ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษา จากโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลย ผู้ร้องมิใช่คู่ความในคดีหรือเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะเป็นฝ่ายชนะคดีจึงไม่อาจที่จะเข้ามาสวมสิทธิโจทก์เพื่อดำเนินการอย่างใดเกี่ยวกับการบังคับคดีแก่จำเลยในคดีนี้ได้ ไม่ว่าผู้ร้องจะได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ในหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่) เว้นแต่การเข้าสวมสิทธิโดยอาศัยบทบัญญัติตาม พ.ร.ก. ปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 พ.ร.ก. บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ร.ก. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ซึ่งล้วนเป็น พ.ร.ก. ที่ตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 218 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 อันถือเป็นบทยกเว้นหลักการและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. ที่ใช้บังคับในกรณีปกติธรรมดาทั่วไป แต่ก็มีข้อยกเว้นที่เป็นช่องทางให้บุคคลภายนอกเข้ามาบังคับคดีแก่จำเลยตามคำพิพากษาได้ ในกรณีที่โจทก์ตกเป็นบุคคลล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 ที่บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องของโจทก์โดยได้รับความเห็นชอบตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย เมื่อผู้ร้องเป็นผู้ซื้อสิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งรวมถึงสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในอันที่จะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีเพื่อยังให้ได้รับความคุ้มครองและบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) อีกช่องทางหนึ่ง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3008/2549) วรพจน์ วัชรางค์กุล
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000495.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553