คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1382/2546 ฉบับเต็ม

#50752
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1382/2546 สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำกัด โจทก์ นาย บุญส่ง วิญญา กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 1 (5), มาตรา 57, มาตรา 226 คำร้องของจำเลยที่ขอให้เรียก ส. และ ว. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมเป็นเพียงคำร้องที่ยื่นเพื่อขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดี มิใช่เพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความจึงมิใช่คำคู่ความ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งไม่รับคำคู่ความแต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(1) ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน 52,084,923 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 47,928,897 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ชำระจำนวน 46,592,791 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี ของต้นเงิน 42,875,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ชำระเงินจำนวน 5,492,132 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 5,053,897 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 5 และที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสมพร ภูติยานันต์ และนางวันเพ็ญ เอี่ยมจ้อย เข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งหก ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้ว ไม่มีเหตุที่จะเรียกบุคคลทั้งสองเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งหก จึงมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เรียกนางสมพร ภูติยานันต์ และนางวันเพ็ญ เอี่ยมจ้อยเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งหกนั้น เห็นว่า คำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ขอให้เรียกบุคคลทั้งสองดังกล่าวเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งหกเป็นเพียงคำร้องที่ยื่นเพื่อขอเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีมิใช่เพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความแต่อย่างใด จึงไม่ใช่คำคู่ความคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องนี้จึงมิใช่คำสั่งไม่รับคำคู่ความ แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(1) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าทนายความชั้นนี้ให้เป็นพับ (ประชา ประสงค์จรรยา-องอาจ โรจนสุพจน์-ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
50752
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082046663"
    }
}
date
2546
deka_no
1382/2546
deka_running_no
1382
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "ประชา ประสงค์จรรยา",
    "องอาจ โรจนสุพจน์",
    "ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1 (5)",
            "ม. 57",
            "ม. 226"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย บุญส่ง วิญญา กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน 52,084,923 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 47,928,897 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ชำระจำนวน 46,592,791 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี ของต้นเงิน 42,875,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ชำระเงินจำนวน 5,492,132 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 5,053,897 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 และที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสมพร ภูติยานันต์ และนางวันเพ็ญ เอี่ยมจ้อย เข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งหก

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้ว ไม่มีเหตุที่จะเรียกบุคคลทั้งสองเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งหก จึงมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เรียกนางสมพร ภูติยานันต์ และนางวันเพ็ญ เอี่ยมจ้อยเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งหกนั้น เห็นว่า คำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ขอให้เรียกบุคคลทั้งสองดังกล่าวเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งหกเป็นเพียงคำร้องที่ยื่นเพื่อขอเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีมิใช่เพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความแต่อย่างใด จึงไม่ใช่คำคู่ความคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องนี้จึงมิใช่คำสั่งไม่รับคำคู่ความ แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(1) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าทนายความชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000955.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546