คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1678/2546 ฉบับเต็ม

#50762
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1678/2546 บริษัท ฟาบรีคค์นูแวลล์ จำกัด โจทก์ บริษัท บีเฮ้าส์ จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 8, มาตรา 219 จำเลยซื้อผ้าไปจากโจทก์ การที่จำเลยไม่สามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้เพราะผู้ซื้อผ้าจากจำเลยอีกทอดหนึ่งมีปัญหาทางการเงินไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่จำเลย เป็นเรื่องการประกอบธุรกิจการค้า ซึ่งการประสบปัญหากำไรหรือขาดทุนเป็นปกติทางการค้าย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่อาจถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2539 จำเลยสั่งซื้อผ้าสำหรับใช้ทำเฟอร์นิเจอร์และผ้าม่าน คิดเป็นเงิน 1,106,380 บาท จำเลยได้รับสินค้าไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยชำระราคาเพียง 300,000 บาท ส่วนที่เหลือไม่ชำระ แต่จะขอคืนสินค้า ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 806,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยสั่งซื้อผ้าไปจากโจทก์จริง มูลค่า 1,106,380 บาท ชำระมัดจำไป 200,000 บาท และภายหลังชำระเพิ่มอีก 100,000 บาท คงค้างชำระ806,380 บาท เหตุที่จำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์เนื่องจากบริษัทธนินี จำกัด สั่งซื้อผ้าจากจำเลยเพื่อนำไปตกแต่งโรงแรมเสาวลักษณ์ธานี โดยชำระเงินเป็นเช็คแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ต่อมาบริษัทธนินี จำกัด มีหนังสือขอยกเลิกการสั่งซื้อผ้าทั้งหมดและขอคืนผ้าที่สั่งซื้อไปโดยอ้างว่าบริษัทกำลังประสบภาวะขาดแคลนทางการเงิน ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้จำเลยต้องรับภาระทั้งหมด จำเลยขอคืนผ้าส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ทั้งหมดแก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ส่งพนักงานมารับไปจากจำเลยแล้วบางส่วนสำหรับผ้าส่วนที่ใช้ทำสินค้าไปแล้วจำเลยยอมรับผิดขอชำระราคา 192,360 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 806,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 792,381 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาต่อไปว่า การที่จำเลยไม่สามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้เพราะบริษัทธนินี จำกัด ผู้ซื้อผ้าจากจำเลยอีกทอดมีปัญหาทางการเงินไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่จำเลยเป็นเหตุสุดวิสัย ทำให้จำเลยหลุดพ้นไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้นเห็นว่า เหตุสุดวิสัยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8หมายถึง เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นหรือจะให้ผลพิบัติไม่มีใครอาจป้องกันได้ แต่กรณีของจำเลยเป็นเรื่องการประกอบธุรกิจการค้าการประสบปัญหากำไรหรือขาดทุนอันเป็นปกติทางการค้าย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ กรณีไม่อาจถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคหนึ่งฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน (สุวิทย์ นรนุตกุล-สุวัฒน์ วรรธนะหทัย-สิทธิชัย รุ่งตระกูล) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การที่ลูกหนี้จะหลุดพ้นจากการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 219 เป็นเรื่องการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งเหตุดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุสุดวิสัย แต่ต้องเป็นเหตุที่ทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้อย่างแน่นอนและเป็นการถาวร ส่วนเหตุสุดวิสัยเป็นเพียงเหตุหนึ่งที่ทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยที่เกิดจากพฤติการณ์ที่ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบเท่านั้น การที่ศาลฎีกานำเหตุสุดวิสัยตามมาตรา 8 มาวินิจฉัยจึงน่าจะแคบเกินไป อย่างไรก็ตามการที่ผู้ซื้อผ้าจากจำเลยอีกทอดหนึ่งมีปัญหาทางการเงินไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่จำเลยก็มิใช่การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยอยู่นั่นเอง เนื่องจากการที่จำเลยจะชำระหนี้ค่าผ้าให้แก่โจทก์ตามความผูกพันที่มีอยู่ตามสัญญาซื้อขายได้หรือไม่มิใช่เรื่องที่แน่นอนและมิใช่เป็นการถาวร ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
50762
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082046319"
    }
}
date
2546
deka_no
1678/2546
deka_running_no
1678
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "สุวิทย์ นรนุตกุล",
    "สุวัฒน์ วรรธนะหทัย",
    "สิทธิชัย รุ่งตระกูล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 8",
            "ม. 219"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ฟาบรีคค์นูแวลล์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท บีเฮ้าส์ จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2539 จำเลยสั่งซื้อผ้าสำหรับใช้ทำเฟอร์นิเจอร์และผ้าม่าน คิดเป็นเงิน 1,106,380 บาท จำเลยได้รับสินค้าไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยชำระราคาเพียง 300,000 บาท ส่วนที่เหลือไม่ชำระ แต่จะขอคืนสินค้า ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 806,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยสั่งซื้อผ้าไปจากโจทก์จริง มูลค่า 1,106,380 บาท ชำระมัดจำไป 200,000 บาท และภายหลังชำระเพิ่มอีก 100,000 บาท คงค้างชำระ806,380 บาท เหตุที่จำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์เนื่องจากบริษัทธนินี จำกัด สั่งซื้อผ้าจากจำเลยเพื่อนำไปตกแต่งโรงแรมเสาวลักษณ์ธานี โดยชำระเงินเป็นเช็คแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ต่อมาบริษัทธนินี จำกัด มีหนังสือขอยกเลิกการสั่งซื้อผ้าทั้งหมดและขอคืนผ้าที่สั่งซื้อไปโดยอ้างว่าบริษัทกำลังประสบภาวะขาดแคลนทางการเงิน ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้จำเลยต้องรับภาระทั้งหมด จำเลยขอคืนผ้าส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ทั้งหมดแก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ส่งพนักงานมารับไปจากจำเลยแล้วบางส่วนสำหรับผ้าส่วนที่ใช้ทำสินค้าไปแล้วจำเลยยอมรับผิดขอชำระราคา 192,360 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 806,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 792,381 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาต่อไปว่า การที่จำเลยไม่สามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้เพราะบริษัทธนินี จำกัด ผู้ซื้อผ้าจากจำเลยอีกทอดมีปัญหาทางการเงินไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่จำเลยเป็นเหตุสุดวิสัย ทำให้จำเลยหลุดพ้นไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้นเห็นว่า เหตุสุดวิสัยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8หมายถึง เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นหรือจะให้ผลพิบัติไม่มีใครอาจป้องกันได้ แต่กรณีของจำเลยเป็นเรื่องการประกอบธุรกิจการค้าการประสบปัญหากำไรหรือขาดทุนอันเป็นปกติทางการค้าย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ กรณีไม่อาจถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคหนึ่งฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การที่ลูกหนี้จะหลุดพ้นจากการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 219 เป็นเรื่องการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งเหตุดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุสุดวิสัย แต่ต้องเป็นเหตุที่ทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้อย่างแน่นอนและเป็นการถาวร ส่วนเหตุสุดวิสัยเป็นเพียงเหตุหนึ่งที่ทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยที่เกิดจากพฤติการณ์ที่ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบเท่านั้น การที่ศาลฎีกานำเหตุสุดวิสัยตามมาตรา 8 มาวินิจฉัยจึงน่าจะแคบเกินไป อย่างไรก็ตามการที่ผู้ซื้อผ้าจากจำเลยอีกทอดหนึ่งมีปัญหาทางการเงินไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่จำเลยก็มิใช่การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยอยู่นั่นเอง เนื่องจากการที่จำเลยจะชำระหนี้ค่าผ้าให้แก่โจทก์ตามความผูกพันที่มีอยู่ตามสัญญาซื้อขายได้หรือไม่มิใช่เรื่องที่แน่นอนและมิใช่เป็นการถาวร ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000952.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546