คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1817/2546 ฉบับเต็ม

#50768
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1817/2546 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหลังสวน โจทก์ นาย สุชาติ แหวนเซ่ง จำเลย ป.อ. มาตรา 289 จำเลยจับผู้ตายลากเข้าไปในบ้านใช้มีดเชือดคอลึกถึงกระดูกต้นคอ จำเลยใช้เวลานานกว่าจะเชือดคอผู้ตายจนมีบาดแผลยาวรอบคอ ทำให้ผู้ตายส่งเสียงร้องเพราะได้รับความเจ็บปวดทรมานเป็นการใช้วิธีการโหดร้ายในการฆ่าผู้ตาย จึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(5) ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังนางอารีย์ ไหวจันทร์ ผู้ตาย โดยใช้กำลังประทุษร้าย และใช้อาวุธมีดจี้บริเวณลำคอแล้วลากตัวผู้ตายเข้าไปกักขังไว้ในบ้าน เป็นเหตุให้ผู้ตายปราศจากเสรีภาพในร่างกายและจำเลยโดยมีเจตนาฆ่าและโดยทารุณโหดร้าย ได้ใช้อาวุธมีดฟันที่ศีรษะและหน้าผากและเชือดที่บริเวณลำคอผู้ตายหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 310, 91, 33 ริบมีดของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(5), 310 วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังจำคุก 8 ปี ฐานฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้ายให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ประกอบมาตรา 52(2)) ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังจำคุก 4 ปี ฐานฆ่าผู้อื่น คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดกระทงอื่นมารวมได้อีก (ตามมาตรา 91(3)) โจทก์จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 310 วรรคแรก ฐานฆ่าผู้ตายโดยเจตนา ลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังจำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา คงจำคุก 25 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังจำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 26 ปีริบมีดของกลาง ข้อหาอื่นให้ยกนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธมีดของกลางเชือดคอและฟันผู้ตายจนถึงแก่ความตาย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่าการกระทำของจำเลยเป็นการฆ่าผู้ตายโดยกระทำทารุณโหดร้ายหรือไม่เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานโจทก์ซึ่งจำเลยไม่ได้โต้แย้งฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยจับผู้ตายลากเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุแล้วปิดประตูหน้าต่างทั้งหมด เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมาถึงไม่สามารถเข้าไปได้ เจ้าพนักงานตำรวจได้ยินเสียงผู้ตายร้องให้ช่วยเหลือสลับกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด จึงพังประตูบ้านเข้าไปพบผู้ตายถูกจำเลยใช้อาวุธมีดเชือดคอยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ลึกถึงกระดูกต้นคอ ที่ศีรษะมีบาดแผลฉีกขาดยาวประมาณ 6 เซนติเมตร ลึกถึงกระโหลก กับมีบาดแผลบริเวณหน้าผากยาวประมาณ4 เซนติเมตร ซึ่งเมื่อได้พิจารณาถึงบาดแผลดังกล่าวตามภาพถ่ายหมาย จ.7 ประกอบลักษณะมีดของกลางตามภาพถ่ายหมาย จ.13 ภาพที่ 2 แล้ว เห็นว่า จำเลยต้องใช้เวลานานกว่าจะเชือดคอผู้ตายจนมีบาดแผลยาวรอบคอประมาณ 30 เซนติเมตร ขณะดังกล่าวจึงเป็นช่วงเวลาที่ผู้ตายส่งเสียงร้องเพราะได้รับความเจ็บปวดทรมานแสดงให้เห็นชัดว่าจำเลยใช้วิธีการที่โหดร้ายในการฆ่าผู้ตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่น โดยกระทำทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5)คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในปัญหานี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5) ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลย ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกของจำเลยในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังมารวมได้อีก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 (โนรี จันทร์ทร-พินิจ เพชรรุ่ง-ทวีวัฒน์ แดงทองดี) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
50768
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082046212"
    }
}
date
2546
deka_no
1817/2546
deka_running_no
1817
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "โนรี จันทร์ทร",
    "พินิจ เพชรรุ่ง",
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 289"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหลังสวน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย สุชาติ แหวนเซ่ง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังนางอารีย์ ไหวจันทร์ ผู้ตาย โดยใช้กำลังประทุษร้าย และใช้อาวุธมีดจี้บริเวณลำคอแล้วลากตัวผู้ตายเข้าไปกักขังไว้ในบ้าน เป็นเหตุให้ผู้ตายปราศจากเสรีภาพในร่างกายและจำเลยโดยมีเจตนาฆ่าและโดยทารุณโหดร้าย ได้ใช้อาวุธมีดฟันที่ศีรษะและหน้าผากและเชือดที่บริเวณลำคอผู้ตายหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 310, 91, 33 ริบมีดของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(5), 310 วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังจำคุก 8 ปี ฐานฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้ายให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ประกอบมาตรา 52(2)) ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังจำคุก 4 ปี ฐานฆ่าผู้อื่น คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดกระทงอื่นมารวมได้อีก (ตามมาตรา 91(3))

โจทก์จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 310 วรรคแรก ฐานฆ่าผู้ตายโดยเจตนา ลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังจำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา คงจำคุก 25 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังจำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 26 ปีริบมีดของกลาง ข้อหาอื่นให้ยกนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธมีดของกลางเชือดคอและฟันผู้ตายจนถึงแก่ความตาย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่าการกระทำของจำเลยเป็นการฆ่าผู้ตายโดยกระทำทารุณโหดร้ายหรือไม่เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานโจทก์ซึ่งจำเลยไม่ได้โต้แย้งฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยจับผู้ตายลากเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุแล้วปิดประตูหน้าต่างทั้งหมด เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมาถึงไม่สามารถเข้าไปได้ เจ้าพนักงานตำรวจได้ยินเสียงผู้ตายร้องให้ช่วยเหลือสลับกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด จึงพังประตูบ้านเข้าไปพบผู้ตายถูกจำเลยใช้อาวุธมีดเชือดคอยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ลึกถึงกระดูกต้นคอ ที่ศีรษะมีบาดแผลฉีกขาดยาวประมาณ 6 เซนติเมตร ลึกถึงกระโหลก กับมีบาดแผลบริเวณหน้าผากยาวประมาณ4 เซนติเมตร ซึ่งเมื่อได้พิจารณาถึงบาดแผลดังกล่าวตามภาพถ่ายหมาย จ.7 ประกอบลักษณะมีดของกลางตามภาพถ่ายหมาย จ.13 ภาพที่ 2 แล้ว เห็นว่า จำเลยต้องใช้เวลานานกว่าจะเชือดคอผู้ตายจนมีบาดแผลยาวรอบคอประมาณ 30 เซนติเมตร ขณะดังกล่าวจึงเป็นช่วงเวลาที่ผู้ตายส่งเสียงร้องเพราะได้รับความเจ็บปวดทรมานแสดงให้เห็นชัดว่าจำเลยใช้วิธีการที่โหดร้ายในการฆ่าผู้ตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่น โดยกระทำทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5)คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในปัญหานี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5) ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลย ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกของจำเลยในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังมารวมได้อีก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000951.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546