คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 445/2553 ฉบับเต็ม

#507913
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 445/2553 พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง โจทก์ นายศุภชัยหรือขิ้ง พุทธศรี จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 23 เหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทำได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ข้ออ้างตามคำร้องของทนายจำเลยที่ว่าทนายจำเลยป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง เมื่อไปหาเสียงเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจึงทำให้เกิดอาการเครียดส่งผลให้โรคความดันโลหิตสูงกำเริบ และด้วยความพลั้งเผลอจึงไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ตามกำหนดนั้น ปรากฏว่าทนายจำเลยสามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้ อาการป่วยของทนายจำเลยจึงไม่มีถึงขนาดที่จะทำให้ไม่สามารถทำคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไปยื่นได้ทันก่อนสิ้นระยะเวลาได้ ข้ออ้างของทนายจำเลยมิใช่เป็นเหตุสุดวิสัย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371 จำเลยให้กการปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83 ด้วย) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 12 ปี และปรับ 100 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่จำเลยและยกอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2550 ต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2550 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 30 วัน อ้างว่าเจ้าหน้าที่ยังพิมพ์คำพิพากษาไม่เสร็จประกอบกับทนายจำเลยมีคดีต้องเรียงคำคู่ความหลายคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 27 มกราคม 2551 ก่อนถึงวันครบกำหนดวันที่ 21 มกราคม 2551 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 15 วัน อ้างว่าผู้พิพากษายังมิได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเนื่องจากลาราชการจึงคัดคำพิพากษาไม่ได้และทนายจำเลยต้องไปว่าความที่ศาลจังหวัดสตูล ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 ต่อมาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 15 วัน อ้างว่าป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงและได้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุงซึ่งในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทำให้เกิดอาการเครียดส่งผลให้โรคความดันโลหิตสูงกำริบและด้วยความพลั้งเผลอจึงไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีมีเหตุสุดวิสัยและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม อนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า ข้ออ้างในคำร้องของจำเลยมิใช่เหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่จำเลยและยกอุทธรณ์ของจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 หลังจากที่ครบกำหนดระยะขยายเวลาอุทธรณ์แล้ว จึงเป็นกรณีที่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ จำเลยจะยื่นคำร้องดังกล่าวได้ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ซึ่งเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทำได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ข้ออ้างตามคำร้องของทนายจำเลยที่ว่าทนายจำเลยป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง เมื่อไปหาเสียงเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจึงทำให้เกิดอาการเครียดส่งผลให้โรคความดันโลหิตสูงกำเริบและด้วยความพลั้งเผลอจึงไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ตามกำหนดนั้น ปรากฏตามบัตรตรวจโรคเอกสารท้ายคำร้องฉบับลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 ว่า วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2551 ทนายจำเลยไปรับยาที่โรงพยาบาลพัทลุง แสดงว่าทนายจำเลยสามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้ อาการป่วยของทนายจำเลยดังที่กล่าวอ้างจึงไม่ถึงขนาดที่จะทำให้ไม่สามารถทำคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไปยื่นได้ทันก่อนสิ้นระยะเวลาได้ ทั้งทนายจำเลยยังรับในคำร้องว่าเป็นความพลั้งเผลอของทนายจำเลยจึงไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ตามกำหนดอันนับเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยอีกด้วย ข้ออ้างของทนายจำเลยจึงมิใช่เป็นเหตุสุดวิสัยตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างทำนองเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงมีเหตุจำเป็นและสมควรที่จะรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้วินิจฉัยนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นฎีกาที่ขอให้ศาลใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมาย แต่ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของทนายจำเลยอ้างเหตุความเจ็บป่วยและความพลั้งเผลอของทนายจำเลย มิได้ขอให้ศาลใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมาย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยข้อนี้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายืน (เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์-กรองเกียรติ คมสัน-โสภณ โรจน์อนนท์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การยื่นอุทธรณ์ต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันอ่านหนังสือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคหนึ่ง และอาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลานั้นได้ถ้ามีเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาโดยเห็นว่าเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัย ถ้าอีกฝ่ายไม่เห็นด้วย ย่อมมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งนั้นได้ตามลำดับ ถ้าอีกฝ่ายไม่อุทธรณ์ย่อมเป็นอันยุติ เมื่อผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาที่ขยายให้ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ส่งมาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 น่าจะยกเรื่องที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลาขึ้นวินิจฉัยเองไม่ได้ เพราะกรณีมิใช่ปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และมิใช่กรณีที่อุทธรณ์นั้นต้องห้ามตามกฎหมายที่จะพิพากษายกอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์และยกอุทธรณ์ของจำเลยจึงน่าจะไม่ชอบ ต่างจากกรณีที่ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดระยะเวลา โดยมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แต่ศาลชั้นต้นกลับสั่งรับอุทธรณ์จึงไม่ชอบและถือว่าเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามตามกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษายกอุทธรณ์ได้ตามมาตรา 242 (1) โดยไม่ต้องพิพากษายกคำสั่งหรือเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
507913
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081998858"
    }
}
date
2553
deka_no
445/2553
deka_running_no
445
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์",
    "กรองเกียรติ คมสัน",
    "โสภณ โรจน์อนนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 23"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายศุภชัยหรือขิ้ง พุทธศรี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371

จำเลยให้กการปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83 ด้วย) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 12 ปี และปรับ 100 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่จำเลยและยกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2550 ต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2550 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 30 วัน อ้างว่าเจ้าหน้าที่ยังพิมพ์คำพิพากษาไม่เสร็จประกอบกับทนายจำเลยมีคดีต้องเรียงคำคู่ความหลายคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 27 มกราคม 2551 ก่อนถึงวันครบกำหนดวันที่ 21 มกราคม 2551 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 15 วัน อ้างว่าผู้พิพากษายังมิได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเนื่องจากลาราชการจึงคัดคำพิพากษาไม่ได้และทนายจำเลยต้องไปว่าความที่ศาลจังหวัดสตูล ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 ต่อมาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 15 วัน อ้างว่าป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงและได้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุงซึ่งในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทำให้เกิดอาการเครียดส่งผลให้โรคความดันโลหิตสูงกำริบและด้วยความพลั้งเผลอจึงไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีมีเหตุสุดวิสัยและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม อนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า ข้ออ้างในคำร้องของจำเลยมิใช่เหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่จำเลยและยกอุทธรณ์ของจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 หลังจากที่ครบกำหนดระยะขยายเวลาอุทธรณ์แล้ว จึงเป็นกรณีที่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ จำเลยจะยื่นคำร้องดังกล่าวได้ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ซึ่งเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทำได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ข้ออ้างตามคำร้องของทนายจำเลยที่ว่าทนายจำเลยป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง เมื่อไปหาเสียงเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจึงทำให้เกิดอาการเครียดส่งผลให้โรคความดันโลหิตสูงกำเริบและด้วยความพลั้งเผลอจึงไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ตามกำหนดนั้น ปรากฏตามบัตรตรวจโรคเอกสารท้ายคำร้องฉบับลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 ว่า วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2551 ทนายจำเลยไปรับยาที่โรงพยาบาลพัทลุง แสดงว่าทนายจำเลยสามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้ อาการป่วยของทนายจำเลยดังที่กล่าวอ้างจึงไม่ถึงขนาดที่จะทำให้ไม่สามารถทำคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไปยื่นได้ทันก่อนสิ้นระยะเวลาได้ ทั้งทนายจำเลยยังรับในคำร้องว่าเป็นความพลั้งเผลอของทนายจำเลยจึงไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ตามกำหนดอันนับเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยอีกด้วย ข้ออ้างของทนายจำเลยจึงมิใช่เป็นเหตุสุดวิสัยตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างทำนองเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงมีเหตุจำเป็นและสมควรที่จะรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้วินิจฉัยนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นฎีกาที่ขอให้ศาลใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมาย แต่ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของทนายจำเลยอ้างเหตุความเจ็บป่วยและความพลั้งเผลอของทนายจำเลย มิได้ขอให้ศาลใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมาย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยข้อนี้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การยื่นอุทธรณ์ต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันอ่านหนังสือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคหนึ่ง และอาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลานั้นได้ถ้ามีเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาโดยเห็นว่าเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัย ถ้าอีกฝ่ายไม่เห็นด้วย ย่อมมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งนั้นได้ตามลำดับ ถ้าอีกฝ่ายไม่อุทธรณ์ย่อมเป็นอันยุติ เมื่อผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาที่ขยายให้ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ส่งมาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 น่าจะยกเรื่องที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลาขึ้นวินิจฉัยเองไม่ได้ เพราะกรณีมิใช่ปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และมิใช่กรณีที่อุทธรณ์นั้นต้องห้ามตามกฎหมายที่จะพิพากษายกอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์และยกอุทธรณ์ของจำเลยจึงน่าจะไม่ชอบ ต่างจากกรณีที่ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดระยะเวลา โดยมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แต่ศาลชั้นต้นกลับสั่งรับอุทธรณ์จึงไม่ชอบและถือว่าเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามตามกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษายกอุทธรณ์ได้ตามมาตรา 242 (1) โดยไม่ต้องพิพากษายกคำสั่งหรือเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000525.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553