คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2338/2552 ฉบับเต็ม

#507933
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2338/2552 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสามารถ ใจสุข กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกขับรถแข่งขันในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น โจทก์มิได้ระบุในฟ้องว่าจำเลยทั้งสิบสี่เป็นผู้มีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ ที่ศาลล่างทั้งสองให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยทั้งสิบสี่มีกำหนดคนละ 6 เดือน เป็นการพิพากษาที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสิบสี่กับพวกซึ่งหลบหนี และเป็นเยาวชนซึ่งได้แยกดำเนินคดีต่างหากแล้วร่วมกันกระทำความผิดโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ร่วมกันแข่งรถในทางสาธารณะ ต่างขับรถจักรยานยนต์คนละคันร่วมกับพวกที่หลบหนีไปประมาณ 100 คัน แล่นแข่งขันประลองความเร็วกันไปตามถนนราชพฤกษ์ มุ่งหน้าไปถนนบรมราชชนนี โดยขับแข่งกันในลักษณะเกาะกลุ่มเต็มทางเดินรถด้วยความเร็วสูงและส่งเสียงดังรบกวนโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่นด้วยความคึกคะนองน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลและทรัพย์สิน จำเลยที่ 10 ถึงที่ 14 ร่วมกันสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการแข่งรถในทางโดยส่งเสียงเชียร์สนับสนุนการแข่งขันดังกล่าว ทั้งนี้จำเลยทั้งสิบสี่ไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานจราจร เหตุเกิดที่แขวงบางแวก เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสิบสี่ได้พร้อมยึดรถจักรยานยนต์ ตามบัญชีท้ายฟ้อง ลำดับที่ 1 ถึงที่ 9 ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 134, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 86, ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยทั้งสิบสี่ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 134 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 (ที่ถูก การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามมาตรา 160 ทวิ) ลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท จำเลยที่ 10 ถึงที่ 14 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 134 วรรคสอง, 160 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับคนละ 5,000 บาท จำเลยทั้งสิบสี่รับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 คนละ 1 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท และปรับจำเลยที่ 10 ถึงที่ 14 คนละ 2,500 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติคนละ 6 ครั้ง ภายในกำหนด 2 ปี และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ทำกิจกรรมบริการสังคมตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ภายในกำหนด 2 ปี หากจำเลยทั้งสิบสี่ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยทั้งสิบสี่มีกำหนดคนละ 6 เดือน ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน เพียงสถานเดียว โดยไม่รอการลงโทษ ไม่ปรับและไม่คุมความประพฤติ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 1 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ส่วนจำเลยที่ 10 ถึงที่ 14 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 1 เดือน และปรับคนละ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 10 ถึงที่ 14 ไว้โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกขับขี่รถแข่งขันในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น ลักษณะของการกระทำความผิดเป็นไปโดยไม่เคารพต่อกฎหมาย และก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่ารู้สำนึกในความผิดที่ได้กระทำลงไป หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยที่ 1 หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษแก่จำเลยที่ 1 การใช้ดุลพินิจกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง โจทก์มิได้ระบุในฟ้องว่าจำเลยทั้งสิบสี่เป็นผู้มีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ ที่ศาลล่างทั้งสองให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยทั้งสิบสี่มีกำหนดคนละ 6 เดือน จึงเป็นการพิพากษาที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยทั้งสิบสี่มีกำหนดคนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-มานัส เหลืองประเสริฐ-อาวุธ ปั้นปรีชา) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
507933
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082003798"
    }
}
date
2552
deka_no
2338/2552
deka_running_no
2338
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์",
    "มานัส เหลืองประเสริฐ",
    "อาวุธ ปั้นปรีชา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสามารถ ใจสุข กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสิบสี่กับพวกซึ่งหลบหนี และเป็นเยาวชนซึ่งได้แยกดำเนินคดีต่างหากแล้วร่วมกันกระทำความผิดโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ร่วมกันแข่งรถในทางสาธารณะ ต่างขับรถจักรยานยนต์คนละคันร่วมกับพวกที่หลบหนีไปประมาณ 100 คัน แล่นแข่งขันประลองความเร็วกันไปตามถนนราชพฤกษ์ มุ่งหน้าไปถนนบรมราชชนนี โดยขับแข่งกันในลักษณะเกาะกลุ่มเต็มทางเดินรถด้วยความเร็วสูงและส่งเสียงดังรบกวนโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่นด้วยความคึกคะนองน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลและทรัพย์สิน จำเลยที่ 10 ถึงที่ 14 ร่วมกันสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการแข่งรถในทางโดยส่งเสียงเชียร์สนับสนุนการแข่งขันดังกล่าว ทั้งนี้จำเลยทั้งสิบสี่ไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานจราจร เหตุเกิดที่แขวงบางแวก เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสิบสี่ได้พร้อมยึดรถจักรยานยนต์ ตามบัญชีท้ายฟ้อง ลำดับที่ 1 ถึงที่ 9 ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 134, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 86, ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสิบสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 134 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 (ที่ถูก การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามมาตรา 160 ทวิ) ลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท จำเลยที่ 10 ถึงที่ 14 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 134 วรรคสอง, 160 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับคนละ 5,000 บาท จำเลยทั้งสิบสี่รับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 คนละ 1 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท และปรับจำเลยที่ 10 ถึงที่ 14 คนละ 2,500 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติคนละ 6 ครั้ง ภายในกำหนด 2 ปี และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ทำกิจกรรมบริการสังคมตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ภายในกำหนด 2 ปี หากจำเลยทั้งสิบสี่ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยทั้งสิบสี่มีกำหนดคนละ 6 เดือน ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน เพียงสถานเดียว โดยไม่รอการลงโทษ ไม่ปรับและไม่คุมความประพฤติ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 1 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ส่วนจำเลยที่ 10 ถึงที่ 14 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 1 เดือน และปรับคนละ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 10 ถึงที่ 14 ไว้โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกขับขี่รถแข่งขันในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น ลักษณะของการกระทำความผิดเป็นไปโดยไม่เคารพต่อกฎหมาย และก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่ารู้สำนึกในความผิดที่ได้กระทำลงไป หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยที่ 1 หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษแก่จำเลยที่ 1 การใช้ดุลพินิจกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์มิได้ระบุในฟ้องว่าจำเลยทั้งสิบสี่เป็นผู้มีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ ที่ศาลล่างทั้งสองให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยทั้งสิบสี่มีกำหนดคนละ 6 เดือน จึงเป็นการพิพากษาที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยทั้งสิบสี่มีกำหนดคนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000568.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552