คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3524 -ที่ 3525/2546 ฉบับเต็ม

#50806
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3524 - 3525/2546 นาย ไพฑูรย์ อนาศาสตร์ กับพวก โจทก์ นาง วรรภา มิ่งเจริญวงศ์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1336, มาตรา 1374 ป.วิ.พ. มาตรา 172, มาตรา 249 จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายให้ชัดแจ้งถึงลักษณะสภาพและขนาดของอาคาร ที่จำเลยฎีกาว่าตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2493 ให้ความหมายของคำว่า ชายคาและกันสาดแตกต่างกันอย่างชัดเจน การที่โจทก์ทั้งสี่บรรยายคำฟ้องยืนยันว่าจำเลยได้ปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเฉพาะชายคาชั้นสองจึงเป็นคำบรรยายฟ้องที่เคลือบคลุม เพราะสิ่งที่โจทก์ทั้งสี่กล่าวอ้างนั้นโดยแท้จริงมีสภาพเป็นกันสาดคอนกรีตที่ยื่นออกไปกันน้ำฝนไหลย้อนผนังอาคารด้านหลัง ไม่ใช่ชายคาหรือหลังคาตามฟ้องนั้น เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสี่ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนชายคาที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ จึงเป็นเรื่องเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความและจะนำบทบัญญัติเรื่องฟ้องขอให้ปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองตามมาตรา 1374 มาใช้บังคับไม่ได้ เพราะตามมาตราดังกล่าวเป็นบทบัญญัติเรื่องสิทธิครอบครอง แต่โจทก์ทั้งสี่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ชายคาหรือกันสาดของจำเลยได้รุกล้ำเข้าไปคดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่และจำเลยมีที่ดินติดต่อกัน โดยโจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 9816 จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 9807 พร้อมอาคารเลขที่ 50 ซอยอินทามระ 21 ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2537 โจทก์ทั้งสี่ทราบจากการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ว่าชายคาชั้นสองของอาคารของจำเลยรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ด้านทิศตะวันตกเป็นระยะ 50 เซนติเมตร ยาวจากทิศเหนือจดทิศใต้เป็นระยะประมาณ 10 เมตร โจทก์ทั้งสี่แจ้งแก่จำเลยให้รื้อชายคาดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ทั้งสี่เสียหายเป็นค่าใช้ที่ดินเป็นเงิน 1,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยรื้อชายคาที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์ทั้งสี่จ้างผู้อื่นดำเนินการแทนด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยและหากไม่มีการปฏิบัติดังกล่าวให้จำเลยใช้ค่าใช้ที่ดินเป็นเงิน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่เคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายให้ชัดแจ้งถึงลักษณะสภาพและขนาดของอาคารของจำเลย คดีของโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความเพราะไม่ได้ฟ้องขอให้ปลดเปลื้องการรบกวนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสี่อ้างว่าทราบถึงการรุกล้ำ เมื่อปี 2511 นายสมพงษ์ มิ่งเจริญวงศ์ สามีจำเลยกับพวกอีก 2 คน ได้เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 9807 พร้อมบ้านสองชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้ 1 หลัง และอาคารคอนกรีตสองชั้นอีก 1 หลัง นายสมพงษ์และจำเลยได้ปรับปรุงอาคารดังกล่าวเป็นหอพักสตรีและสร้างกันสาดบนชั้นสองทางด้านทิศตะวันออกของอาคาร เพื่อป้องกันน้ำฝนปี 2531 จำเลยได้รับโอนมรดกที่ดินและทรัพย์สินดังกล่าวส่วนของนายสมพงษ์และรับโอนกรรมสิทธิ์ส่วนของเจ้าของรวมคนอื่น ๆ จำเลยจึงเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว จำเลยได้ครอบครองที่ดินและอาคารดังกล่าวอย่างสงบเปิดเผยตลอดมาเป็นเวลา 30 ปี ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่จึงตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสี่มีขนาดกว้าง 50 เซนติเมตร ยาว 10 เมตร ตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของจำเลย โจทก์ทั้งสี่ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ชายคาชั้นสองของอาคารของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสี่เพิ่งก่อสร้างมาไม่ถึง 10 ปี จึงไม่ได้สิทธิภารจำยอม ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนชายคาของอาคารเลขที่ 50 ซอยอินทามระ 20(ที่ถูกซอยอินทามระ 21) ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ตามฟ้องโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสี่รวม 1,000 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองมีว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2493 ให้ความหมายของคำว่า ชายคาและกันสาดแตกต่างกันอย่างชัดเจนการที่โจทก์ทั้งสี่บรรยายคำฟ้องยืนยันว่าจำเลยได้ปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเฉพาะชายคาชั้นสองจึงเป็นคำบรรยายฟ้องที่เคลือบคลุมเพราะสิ่งที่โจทก์ทั้งสี่กล่าวอ้างนั้นโดยแท้จริงมีสภาพเป็นกันสาดคอนกรีตที่ยื่นออกไปกันน้ำฝนไหลย้อนผนังอาคารด้านหลัง ไม่ใช่ชายคาหรือหลังคาตามฟ้องแต่อย่างใด จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชัดแจ้งเห็นว่า จำเลยให้การประเด็นนี้เพียงว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายให้ชัดแจ้งถึงลักษณะสภาพและขนาดของอาคาร ฎีกาของจำเลยจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาข้อนี้มาจึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สามมีว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนชายคาที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ จึงเป็นเรื่องเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ เว้นแต่ผู้ที่ยึดถือจะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์และจะนำบทบัญญัติเรื่องฟ้องขอให้ปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 มาใช้บังคับดังที่จำเลยให้การไม่ได้ เพราะตามมาตราดังกล่าวเป็นบทบัญญัติเรื่องสิทธิครอบครอง แต่โจทก์ทั้งสี่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ชายคาหรือกันสาดของจำเลยได้รุกล้ำเข้าไป คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ค่าขึ้นศาลของจำนวนทุนทรัพย์ค่าเสียหายในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสี่ (ทวีวัฒน์ แดงทองดี-พินิจ เพชรรุ่ง-โนรี จันทร์ทร) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คดีนี้เป็นที่ดินมีโฉนดที่ดิน โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินฟ้องขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนชายคาที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์โดยอาศัยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ส่วนมาตรา 1374 เป็นเรื่องสิทธิครอบครองซึ่งใช้กับที่ดินที่ไม่มีโฉนดที่ดิน แต่แม้จะเป็นที่ดินที่มีโฉนดที่ดินแต่เจ้าของให้ผู้อื่นครอบครองเช่นให้เช่า ผู้เช่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง หากผู้เช่าจะฟ้องผู้รบกวนการครอบครองก็ต้องบังคับตามมาตรา 1374 ซึ่งมีอายุความ 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวน มิใช่ที่ดินมีโฉนดที่ดินจะนำมาตรา 1374 มาใช้บังคับไม่ได้เสียเลย ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
50806
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082045297"
    }
}
date
2546
deka_no
3525/2546
deka_running_no
3525
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี",
    "พินิจ เพชรรุ่ง",
    "โนรี จันทร์ทร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1336",
            "ม. 1374"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 172",
            "ม. 249"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ไพฑูรย์ อนาศาสตร์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง วรรภา มิ่งเจริญวงศ์"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่และจำเลยมีที่ดินติดต่อกัน โดยโจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 9816 จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 9807 พร้อมอาคารเลขที่ 50 ซอยอินทามระ 21 ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2537 โจทก์ทั้งสี่ทราบจากการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ว่าชายคาชั้นสองของอาคารของจำเลยรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ด้านทิศตะวันตกเป็นระยะ 50 เซนติเมตร ยาวจากทิศเหนือจดทิศใต้เป็นระยะประมาณ 10 เมตร โจทก์ทั้งสี่แจ้งแก่จำเลยให้รื้อชายคาดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ทั้งสี่เสียหายเป็นค่าใช้ที่ดินเป็นเงิน 1,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยรื้อชายคาที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์ทั้งสี่จ้างผู้อื่นดำเนินการแทนด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยและหากไม่มีการปฏิบัติดังกล่าวให้จำเลยใช้ค่าใช้ที่ดินเป็นเงิน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่เคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายให้ชัดแจ้งถึงลักษณะสภาพและขนาดของอาคารของจำเลย คดีของโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความเพราะไม่ได้ฟ้องขอให้ปลดเปลื้องการรบกวนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสี่อ้างว่าทราบถึงการรุกล้ำ เมื่อปี 2511 นายสมพงษ์ มิ่งเจริญวงศ์ สามีจำเลยกับพวกอีก 2 คน ได้เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 9807 พร้อมบ้านสองชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้ 1 หลัง และอาคารคอนกรีตสองชั้นอีก 1 หลัง นายสมพงษ์และจำเลยได้ปรับปรุงอาคารดังกล่าวเป็นหอพักสตรีและสร้างกันสาดบนชั้นสองทางด้านทิศตะวันออกของอาคาร เพื่อป้องกันน้ำฝนปี 2531 จำเลยได้รับโอนมรดกที่ดินและทรัพย์สินดังกล่าวส่วนของนายสมพงษ์และรับโอนกรรมสิทธิ์ส่วนของเจ้าของรวมคนอื่น ๆ จำเลยจึงเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว จำเลยได้ครอบครองที่ดินและอาคารดังกล่าวอย่างสงบเปิดเผยตลอดมาเป็นเวลา 30 ปี ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่จึงตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสี่มีขนาดกว้าง 50 เซนติเมตร ยาว 10 เมตร ตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของจำเลย

โจทก์ทั้งสี่ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ชายคาชั้นสองของอาคารของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสี่เพิ่งก่อสร้างมาไม่ถึง 10 ปี จึงไม่ได้สิทธิภารจำยอม ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนชายคาของอาคารเลขที่ 50 ซอยอินทามระ 20(ที่ถูกซอยอินทามระ 21) ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ตามฟ้องโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสี่รวม 1,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองมีว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2493 ให้ความหมายของคำว่า ชายคาและกันสาดแตกต่างกันอย่างชัดเจนการที่โจทก์ทั้งสี่บรรยายคำฟ้องยืนยันว่าจำเลยได้ปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเฉพาะชายคาชั้นสองจึงเป็นคำบรรยายฟ้องที่เคลือบคลุมเพราะสิ่งที่โจทก์ทั้งสี่กล่าวอ้างนั้นโดยแท้จริงมีสภาพเป็นกันสาดคอนกรีตที่ยื่นออกไปกันน้ำฝนไหลย้อนผนังอาคารด้านหลัง ไม่ใช่ชายคาหรือหลังคาตามฟ้องแต่อย่างใด จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชัดแจ้งเห็นว่า จำเลยให้การประเด็นนี้เพียงว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายให้ชัดแจ้งถึงลักษณะสภาพและขนาดของอาคาร ฎีกาของจำเลยจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาข้อนี้มาจึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สามมีว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนชายคาที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ จึงเป็นเรื่องเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ เว้นแต่ผู้ที่ยึดถือจะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์และจะนำบทบัญญัติเรื่องฟ้องขอให้ปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 มาใช้บังคับดังที่จำเลยให้การไม่ได้ เพราะตามมาตราดังกล่าวเป็นบทบัญญัติเรื่องสิทธิครอบครอง แต่โจทก์ทั้งสี่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ชายคาหรือกันสาดของจำเลยได้รุกล้ำเข้าไป คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ค่าขึ้นศาลของจำนวนทุนทรัพย์ค่าเสียหายในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสี่
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คดีนี้เป็นที่ดินมีโฉนดที่ดิน โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินฟ้องขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนชายคาที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์โดยอาศัยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ส่วนมาตรา 1374 เป็นเรื่องสิทธิครอบครองซึ่งใช้กับที่ดินที่ไม่มีโฉนดที่ดิน แต่แม้จะเป็นที่ดินที่มีโฉนดที่ดินแต่เจ้าของให้ผู้อื่นครอบครองเช่นให้เช่า ผู้เช่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง หากผู้เช่าจะฟ้องผู้รบกวนการครอบครองก็ต้องบังคับตามมาตรา 1374 ซึ่งมีอายุความ 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวน มิใช่ที่ดินมีโฉนดที่ดินจะนำมาตรา 1374 มาใช้บังคับไม่ได้เสียเลย ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000943.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3524 -
year
2546