คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9330 -ที่ 9333/2553 ฉบับเต็ม

#508236
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9330 - 9333/2553 นางอินทิรา มังคลสุ กับพวก โจทก์ นายสุรพงษ์ พาณิชย์เจริญรัตน์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 183, มาตรา 226, มาตรา 249 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้องโดยขอให้กำหนดประเด็นเพิ่มว่า จำเลยทั้งสามต่อเติมผนังคอนกรีตด้านหลังตึกแถวของจำเลยทั้งสามรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยสุจริตหรือไม่ด้วย หากศาลไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มให้แก่จำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามจึงขอคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาล เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องว่า คำให้การของจำเลยทั้งสามไม่ชัดแจ้งว่าจะต่อสู้ไปในทางใด จึงไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทให้ ถือเป็นการชี้ขาดคำคัดค้านตาม ป.วิ.พ. มาตรา 183 วรรคสาม จำเลยทั้งสามต้องโต้แย้งคำสั่งชี้ขาดของศาลชั้นต้นนั้นไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 วรรคสอง จึงมีสิทธิอุทธรณ์ได้จำเลยทั้งสามจะถือเอาคำร้องของจำเลยทั้งสามดังกล่าวเป็นคำโต้แย้งคำสั่งศาลแล้วไม่ได้เพราะเป็นการโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชี้ขาด ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2) จำเลยทั้งสามจึงไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ ถึงแม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยในปัญหาเรื่องนี้ให้จำเลยทั้งสาม โดยเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นที่ไม่กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ ก็เป็นการไม่ชอบ เพราะต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวมิให้อุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยทั้งสามถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ทั้งไม่ใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ___________________________ สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 1 ต่อเติมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 1 แปลงโฉนดเลขที่ 13578 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 พร้อมกับทำให้ที่ดินของโจทก์ที่ 1 อยู่ในสภาพดังเดิม ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 22,753.74 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 เดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง สำนวนที่สองโจทก์ที่ 1 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 2 ต่อเติมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 1 แปลงโฉนดเลขที่ 13578 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ออกไปเสียจากที่ดินของโจทก์ที่ 2 พร้อมกับทำที่ดินของโจทก์ที่ 2 ให้อยู่ในสภาพดังเดิม ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 22,753.74 บาท และให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 อีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 2 จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง สำนวนที่สี่โจทก์ที่ 2 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 3 เป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันที่ครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 3 จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 2 นับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 89 วัน คิดเป็นนค่าเสียหายจำนวน 22,753.74 บาท ขอให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ต่อเติมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 2 โฉนดเลขที่ 13579 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ออกไปเสียจากที่ดินของโจทก์ที่ 2 พร้อมกับทำที่ดินของโจทก์ที่ 2 ให้อยู่ในสภาพดังเดิม ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 22,753.74 บาท และให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 อีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 3 จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสี่สำนวนเข้าด้วยกัน โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องว่า คดีพอวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องกล่าวคือ จำเลยที่ 1 ให้การไม่ชัดแจ้งว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์และไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาท ศาลชอบที่จะพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ชนะคดีโดยไม่จำต้องสืบพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ารอไว้รวมวินิจฉัยสั่งคำร้องนั้นในคำพิพากษา แล้วให้ดำเนินการสืบพยานโจทก์ที่ 1 ต่อไป ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยแต่ละคนต่อเติมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 1 โฉนดเลขที่ 13578 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ออกไปเสียจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 กับทำให้ที่ดินของโจทก์ที่ 1 อยู่ในสภาพดีดังเดิม ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่แต่ละคนต่อเติมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 2 โฉนดเลขที่ 13579 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ออกไปเสียจากที่ดินของโจทก์ที่ 2 กับทำให้ที่ดินของโจทก์ที่ 2 ให้อยู่ในสภาพดีดังเดิม ให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นรายเดือน เดือนละ 300 บาท นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ต่อเติมรุกล้ำออกไปจากที่ดินโจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยแต่ละคนชำระค่าฤช่าธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 1,000 บาท เป็นรายคดี จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มว่า จำเลยทั้งสามต่อเติมผนังคอนกรีตด้านหลังตึกแถวของจำเลยทั้งสามรุกล้ำที่ดินโจทก์ทั้งสองโดยสุจริตหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่จำเลยทั้งสามได้ให้การต่อสู้คดีถึงเรื่องนี้ไว้เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 ว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้องโดยขอให้กำหนดประเด็นเพิ่มว่าจำเลยทั้งสามต่อเติมผนังคอนกรีตด้านหลังตึกแถวของจำเลยทั้งสามรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยสุจริตหรือไม่ด้วย หากศาลไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มให้แก่จำเลยทั้งสามจำเลยทั้งสามจึงขอคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาล เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องว่า คำให้การของจำเลยทั้งสามไม่ชัดแจ้งว่าจะต่อสู้ไปในทางใด จึงไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทให้ อันถือเป็นการชี้ขาดคำคัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 วรรคสาม จำเลยทั้งสามต้องโต้แย้งคำสั่งชี้ขาดของศาลชั้นต้นนั้นไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 วรรคสอง จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์ได้ จำเลยทั้งสามจะถือเอาคำร้องของจำเลยทั้งสามดังกล่าวเป็นคำโต้แย้งคำสั่งศาลแล้วไม่ได้ เพราะเป็นการโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นก่อนที่ศาลชั้นต้นมีสั่งชี้ขาดไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) จำเลยทั้งสามจึงไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ ถึงแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะวินิจฉัยในปัญหาเรื่องนี้ให้จำเลยทั้งสามโดยเห็นพ้องด้วยกันศาลชั้นต้นที่ไม่กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ ก็เป็นการไม่ชอบเพราะต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวมิให้อุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยทั้งสามถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทั้งไม่ใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกฎีกาจำเลยทั้งสาม คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสามค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสี่สำนวนนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (สมชาย สินเกษม-ปริญญา ดีผดุง-สู่บุญ วุฒิวงศ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
508236
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081994034"
    }
}
date
2553
deka_no
9333/2553
deka_running_no
9333
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย สินเกษม",
    "ปริญญา ดีผดุง",
    "สู่บุญ วุฒิวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 183",
            "ม. 226",
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางอินทิรา มังคลสุ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุรพงษ์ พาณิชย์เจริญรัตน์ กับพวก"
    }
]
long_text
สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 1 ต่อเติมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 1 แปลงโฉนดเลขที่ 13578 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 พร้อมกับทำให้ที่ดินของโจทก์ที่ 1 อยู่ในสภาพดังเดิม ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 22,753.74 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 เดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 1

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สองโจทก์ที่ 1 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 2 ต่อเติมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 1 แปลงโฉนดเลขที่ 13578 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ออกไปเสียจากที่ดินของโจทก์ที่ 2 พร้อมกับทำที่ดินของโจทก์ที่ 2 ให้อยู่ในสภาพดังเดิม ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 22,753.74 บาท และให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 อีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 2 จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโจทก์ที่ 2

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สี่โจทก์ที่ 2 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 3 เป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันที่ครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 3 จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 2 นับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 89 วัน คิดเป็นนค่าเสียหายจำนวน 22,753.74 บาท ขอให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ต่อเติมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 2 โฉนดเลขที่ 13579 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ออกไปเสียจากที่ดินของโจทก์ที่ 2 พร้อมกับทำที่ดินของโจทก์ที่ 2 ให้อยู่ในสภาพดังเดิม ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 22,753.74 บาท และให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 อีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 3 จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโจทก์ที่ 2

จำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสี่สำนวนเข้าด้วยกัน โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องว่า คดีพอวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องกล่าวคือ จำเลยที่ 1 ให้การไม่ชัดแจ้งว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์และไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาท ศาลชอบที่จะพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ชนะคดีโดยไม่จำต้องสืบพยาน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ารอไว้รวมวินิจฉัยสั่งคำร้องนั้นในคำพิพากษา แล้วให้ดำเนินการสืบพยานโจทก์ที่ 1 ต่อไป

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยแต่ละคนต่อเติมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 1 โฉนดเลขที่ 13578 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ออกไปเสียจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 กับทำให้ที่ดินของโจทก์ที่ 1 อยู่ในสภาพดีดังเดิม ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่แต่ละคนต่อเติมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 2 โฉนดเลขที่ 13579 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ออกไปเสียจากที่ดินของโจทก์ที่ 2 กับทำให้ที่ดินของโจทก์ที่ 2 ให้อยู่ในสภาพดีดังเดิม ให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นรายเดือน เดือนละ 300 บาท นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ต่อเติมรุกล้ำออกไปจากที่ดินโจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยแต่ละคนชำระค่าฤช่าธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 1,000 บาท เป็นรายคดี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มว่า จำเลยทั้งสามต่อเติมผนังคอนกรีตด้านหลังตึกแถวของจำเลยทั้งสามรุกล้ำที่ดินโจทก์ทั้งสองโดยสุจริตหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่จำเลยทั้งสามได้ให้การต่อสู้คดีถึงเรื่องนี้ไว้เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 ว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้องโดยขอให้กำหนดประเด็นเพิ่มว่าจำเลยทั้งสามต่อเติมผนังคอนกรีตด้านหลังตึกแถวของจำเลยทั้งสามรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยสุจริตหรือไม่ด้วย หากศาลไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มให้แก่จำเลยทั้งสามจำเลยทั้งสามจึงขอคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาล เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องว่า คำให้การของจำเลยทั้งสามไม่ชัดแจ้งว่าจะต่อสู้ไปในทางใด จึงไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทให้ อันถือเป็นการชี้ขาดคำคัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 วรรคสาม จำเลยทั้งสามต้องโต้แย้งคำสั่งชี้ขาดของศาลชั้นต้นนั้นไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 วรรคสอง จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์ได้ จำเลยทั้งสามจะถือเอาคำร้องของจำเลยทั้งสามดังกล่าวเป็นคำโต้แย้งคำสั่งศาลแล้วไม่ได้ เพราะเป็นการโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นก่อนที่ศาลชั้นต้นมีสั่งชี้ขาดไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) จำเลยทั้งสามจึงไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ ถึงแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะวินิจฉัยในปัญหาเรื่องนี้ให้จำเลยทั้งสามโดยเห็นพ้องด้วยกันศาลชั้นต้นที่ไม่กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ ก็เป็นการไม่ชอบเพราะต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวมิให้อุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยทั้งสามถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทั้งไม่ใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลยทั้งสาม คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสามค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสี่สำนวนนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000482.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9330 -
year
2553