คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9423 -ที่ 9424/2553 ฉบับเต็ม

#508242
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9423 - 9424/2553 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายกฤตย์ ขวัญโภคา จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำเลยจะลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทในฐานะส่วนตัวหรือกระทำการแทนบริษัทจำเลยก็ต้องมีความรับผิดทางอาญาเช่นเดียวกัน เนื่องจากการดำเนินกิจการของบริษัทย่อมแสดงออกโดยทางผู้แทนทั้งหลายของบริษัท เมื่อจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทและประทับตราสำคัญของบริษัทโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คอันเป็นความผิดตามฟ้อง ย่อมถือว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับบริษัทออกเช็คพิพาท โจทก์จึงฟ้องจำเลยในฐานะส่วนตัวได้โดยไม่จำต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยกับบริษัทร่วมกันกระทำผิด และกรณีเช่นนี้ถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญเนื่องจากมิได้ส่งผลให้ผู้แทนหรือนิติบุคคลพ้นจากความรับผิดทางอาญา ทั้งจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ด้วย จึงไม่มีเหตุที่ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กับนับโทษในคดีทั้งสองสำนวนติดต่อกัน จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำหลายกรรมหลายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เรียงกระทงลงโทษ รวมจำคุก 15 เดือน (ที่ถูก จำเลยกระทำผิด 5 กระทง รวมจำคุก 15 เดือน) จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องทั้งสองสำนวน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทคลีนเอิรธ์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2538 บริษัทคลีนเอิรธ์ (ประเทศไทย) จำกัด ทำสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2223 ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ 17 ตารางวา พร้อมบ้านจากนางโสภาผู้เสียหาย ในราคา 1,250,000 บาท บริบัทดังกล่าวออกเช็คจำนวน 8 ฉบับให้ผู้เสียหายเพื่อชำระค่าที่ดินและบ้านโดยมีจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและประทับตราสำคัญของบริษัท ผู้เสียหายได้รับเงินตามเช็คฉบับแรกจำนวน 200,000 บาทแล้วส่วนเช็คที่เหลือ 7 ฉบับ ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งหมด เช็คพิพาท 5 ฉบับ เป็นส่วนหนึ่งของเช็คที่บริษัทสั่งจ่ายชำระค่าที่ดินและบ้านให้ผู้เสียหาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยออกเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักราชดำเนินรวม 5 ฉบับ มอบให้ผู้เสียหายเพื่อชำระค่าซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวระบุว่าจำเลยออกเช็คชำระหนี้แก่ผู้เสียหายเป็นการส่วนตัว มิใช่กระทำการแทนนิติบุคคล แต่ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์กลับปรากฏว่าเช็คดังกล่าวเป็นเช็คส่วนหนึ่งที่บริษัทคลีนเอิรธ์ (ประเทศไทย) จำกัด สั่งจ่ายเพื่อชำระราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้เสียหาย โดยจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทลงลายมือชื่อในเช็คพร้อมประทับตราสำคัญของบริษัท คำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายให้จำเลยร่วมรับผิดกับบริษัทฐานเป็นตัวการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง เห็นว่า จำเลยจะลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทในฐานะส่วนตัวหรือกระทำการแทนบริษัท จำเลยก็ต้องมีความรับผิดทางอาญาเช่นเดียวกัน เนื่องจากการดำเนินกิจการของบริษัทย่อมแสดงออกโดยทางผู้แทนทั้งหลายของบริษัท เมื่อจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทและประทับตราสำคัญของบริษัทโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คอันเป็นความผิดตามฟ้อง ย่อมถือว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับบริษัทออกเช็คพิพาททั้ง 5 ฉบับ โจทก์จึงฟ้องจำเลยในฐานะส่วนตัวได้ โดยไม่จำต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยกับบริษัทร่วมกันกระทำผิด และกรณีเช่นนี้ถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ เนื่องจากมิได้ส่งผลให้ผู้แทนหรือนิติบุคคลพ้นจากความรับผิดทางอาญา ทั้งจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ด้วยจึงไม่มีเหตุที่ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร-สิริรัตน์ จันทรา-ชาลี ทัพภวิมล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
508242
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081994029"
    }
}
date
2553
deka_no
9424/2553
deka_running_no
9424
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร",
    "สิริรัตน์ จันทรา",
    "ชาลี ทัพภวิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายกฤตย์ ขวัญโภคา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กับนับโทษในคดีทั้งสองสำนวนติดต่อกัน

จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำหลายกรรมหลายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เรียงกระทงลงโทษ รวมจำคุก 15 เดือน (ที่ถูก จำเลยกระทำผิด 5 กระทง รวมจำคุก 15 เดือน)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องทั้งสองสำนวน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทคลีนเอิรธ์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2538 บริษัทคลีนเอิรธ์ (ประเทศไทย) จำกัด ทำสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2223 ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ 17 ตารางวา พร้อมบ้านจากนางโสภาผู้เสียหาย ในราคา 1,250,000 บาท บริบัทดังกล่าวออกเช็คจำนวน 8 ฉบับให้ผู้เสียหายเพื่อชำระค่าที่ดินและบ้านโดยมีจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและประทับตราสำคัญของบริษัท ผู้เสียหายได้รับเงินตามเช็คฉบับแรกจำนวน 200,000 บาทแล้วส่วนเช็คที่เหลือ 7 ฉบับ ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งหมด เช็คพิพาท 5 ฉบับ เป็นส่วนหนึ่งของเช็คที่บริษัทสั่งจ่ายชำระค่าที่ดินและบ้านให้ผู้เสียหาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยออกเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักราชดำเนินรวม 5 ฉบับ มอบให้ผู้เสียหายเพื่อชำระค่าซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวระบุว่าจำเลยออกเช็คชำระหนี้แก่ผู้เสียหายเป็นการส่วนตัว มิใช่กระทำการแทนนิติบุคคล แต่ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์กลับปรากฏว่าเช็คดังกล่าวเป็นเช็คส่วนหนึ่งที่บริษัทคลีนเอิรธ์ (ประเทศไทย) จำกัด สั่งจ่ายเพื่อชำระราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้เสียหาย โดยจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทลงลายมือชื่อในเช็คพร้อมประทับตราสำคัญของบริษัท คำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายให้จำเลยร่วมรับผิดกับบริษัทฐานเป็นตัวการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง เห็นว่า จำเลยจะลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทในฐานะส่วนตัวหรือกระทำการแทนบริษัท จำเลยก็ต้องมีความรับผิดทางอาญาเช่นเดียวกัน เนื่องจากการดำเนินกิจการของบริษัทย่อมแสดงออกโดยทางผู้แทนทั้งหลายของบริษัท เมื่อจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทและประทับตราสำคัญของบริษัทโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คอันเป็นความผิดตามฟ้อง ย่อมถือว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับบริษัทออกเช็คพิพาททั้ง 5 ฉบับ โจทก์จึงฟ้องจำเลยในฐานะส่วนตัวได้ โดยไม่จำต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยกับบริษัทร่วมกันกระทำผิด และกรณีเช่นนี้ถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ เนื่องจากมิได้ส่งผลให้ผู้แทนหรือนิติบุคคลพ้นจากความรับผิดทางอาญา ทั้งจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ด้วยจึงไม่มีเหตุที่ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000482.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9423 -
year
2553