คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1951/2553 ฉบับเต็ม

#508259
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1951/2553 กรมสรรพากร โจทก์ นายปัญญา จารุทัศน์โรจน์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 237 จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างชำระแก่กรมสรรพากรโจทก์ แม้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ทุกเดือน และในระหว่างผ่อนชำระโจทก์จะไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 แต่การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ย่อมรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบไม่อาจบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์อีกต่อไป เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินที่โจทก์จะบังคับเอาชำระหนี้ได้ การที่โจทก์จะไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์นั้นไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมใดอันจะเป็นทางให้โจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบหากเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรต่อไป การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นการฉ้อฉล ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2537 และจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินและบ้านในราคา 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์ 90,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระจึงต้องชำระค่าภาษีอากรรวมทั้งเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ 3,949,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าภาษีอากรบางส่วนและได้รับอนุมัติให้งดเบี้ยปรับ ยังเหลือหนี้ภาษีอากรค้างชำระ 184,800 บาท วันที่ 10 ตุลาคม 2545 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 68573 ตำบลบางรักพัฒนา (บางแพรก) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 20 ตารางวา ราคาประเมิน 250,000 บาท พร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นเพียงพอที่จะชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างชำระแก่โจทก์ อันเป็นการกระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าทำให้ตนเองมีทรัพย์สินลดน้อยถอยลงจนไม่เพียงพอชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ค่าภาษีอากรเสียเปรียบ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดลขที่ 68573 ตำบลบางรักพัฒนา (บางแพรก) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีอากร แต่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระได้ตามความสามารถแต่ต้องไม่น้อยกว่าเดือนละ 1,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์จนถึงปัจจุบันไม่เคยผิดนัด ไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบ จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามข้อตกลงหย่า โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบในการเลี้ยงดูบุตร เป็นการกระทำที่พอสมควรและชอบด้วยเหตุผล ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 68573 ตำบลบางรักพัฒนา (บางแพรก) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเฉพาะส่วนระหว่างจำเลยทั้งสองที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลโดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 135221 ตำบลบางกะปิ ลาดพร้าวฝั่งเหนือ อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นายธรรมวัฒน์ ในราคา 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์ 90,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระค่าภาษีอากรรวมทั้งเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ 394,900 บาท ต่อมาวันที่ 14 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องของดเบี้ยปรับภาษีธุรกิจเฉพาะและขอชำระภาษีบางส่วนตามแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ คำร้องของดเบี้ยปรับภาษีธุรกิจเฉพาะเอกสารหมาย จ.7 คำร้องของดเบี้ยปรับภาษีธุรกิจเฉพาะเอกสารหมาย จ.8 และใบแจ้งการค้างชำระภาษีอากรเอกสารหมาย จ.9 วันที่ 15 พฤษภาคม 2545 โจทก์มีหนังสือแจ้งเตือนให้จำเลยที่ 1 นำเงินภาษีค้างไปชำระวันที่ 5 กันยายน 2545 จำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานของโจทก์ยอมรับว่าเป็นหนี้ภาษีอากร 394,900 บาท ได้ชำระแล้วบางส่วน ปัจจุบันค้างชำระ 191,400 บาท จำเลยที่ 1 ขอชำระภาษีบางส่วนเดือนละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท ตามสำเนาคำให้การเอกสารหมาย จ.11 จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าภาษีอากรเดือนละ 1,100 บาท วันที่ 10 ตุลาคม 2545 จำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่า และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 68573 ตำบลบางรักพัฒนา (บางแพรก) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 20 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาตามสำเนาโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนเอกสารหมาย จ.13 และ จ.14 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 เป็นการฉ้อฉลหรือไม่ จำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินและไม่มีเงินฝากธนาคาร จำเลยที่ 1 ไม่มีรายได้ เห็นว่า จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างชำระแก่โจทก์ แม้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ทุกเดือน และในระหว่างผ่อนชำระโจทก์จะไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ย่อมรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบไม่อาจบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์อีกต่อไป เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินที่โจทก์จะบังคับเอาชำระหนี้ได้ การที่โจทก์จะไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์นั้นไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมใดอันจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรต่อไป การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นการฉ้อฉล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ชำนาญ รวีวรรณพงษ์-สุรศักดิ์ สุวรรณประกร-สุรพันธุ์ ละอองมณี) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ของกรมสรรพากรโจทก์ มีหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระแก่โจทก์อยู่จำนวนหนึ่ง โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระเป็นรายเดือน จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระเงินให้โจทก์ตลอดมาเป็นเครื่องแสดงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แม้จะทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ตกเป็นลูกหนี้ที่ไม่ชำระหนี้หรือตกเป็นผิดนัดอันได้ประโยชน์ที่โจทก์จะบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 ไม่ได้ก็ตาม แต่การที่จำเลยซึ่งมีฐานะเป็นลูกหนี้จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลที่ 2 โดยที่จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินที่จะชำระหนี้ให้โจทก์ได้ย่อมทำให้โจทก์เสียเปรียบอันเป็นการฉ้อฉลแล้วการที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้อยู่จะนำมาเป็นข้ออ้างว่าโจทก์ไม่เสียเปรียบหาได้ไม่ เพราะการเสียเปรียบหรือไม่พิจารณาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่มิใช่จากความสามารถในการชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลซึ่งมิใช่เป็นการฟ้องบังคับชำระหนี้ได้ตามประมวลฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
508259
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081997972"
    }
}
date
2553
deka_no
1951/2553
deka_running_no
1951
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ชำนาญ รวีวรรณพงษ์",
    "สุรศักดิ์ สุวรรณประกร",
    "สุรพันธุ์ ละอองมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 237"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมสรรพากร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายปัญญา จารุทัศน์โรจน์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2537 และจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินและบ้านในราคา 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์ 90,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระจึงต้องชำระค่าภาษีอากรรวมทั้งเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ 3,949,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าภาษีอากรบางส่วนและได้รับอนุมัติให้งดเบี้ยปรับ ยังเหลือหนี้ภาษีอากรค้างชำระ 184,800 บาท วันที่ 10 ตุลาคม 2545 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 68573 ตำบลบางรักพัฒนา (บางแพรก) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 20 ตารางวา ราคาประเมิน 250,000 บาท พร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นเพียงพอที่จะชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างชำระแก่โจทก์ อันเป็นการกระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าทำให้ตนเองมีทรัพย์สินลดน้อยถอยลงจนไม่เพียงพอชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ค่าภาษีอากรเสียเปรียบ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดลขที่ 68573 ตำบลบางรักพัฒนา (บางแพรก) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีอากร แต่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระได้ตามความสามารถแต่ต้องไม่น้อยกว่าเดือนละ 1,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์จนถึงปัจจุบันไม่เคยผิดนัด ไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบ จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามข้อตกลงหย่า โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบในการเลี้ยงดูบุตร เป็นการกระทำที่พอสมควรและชอบด้วยเหตุผล ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 68573 ตำบลบางรักพัฒนา (บางแพรก) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเฉพาะส่วนระหว่างจำเลยทั้งสองที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลโดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 135221 ตำบลบางกะปิ ลาดพร้าวฝั่งเหนือ อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นายธรรมวัฒน์ ในราคา 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์ 90,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระค่าภาษีอากรรวมทั้งเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ 394,900 บาท ต่อมาวันที่ 14 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องของดเบี้ยปรับภาษีธุรกิจเฉพาะและขอชำระภาษีบางส่วนตามแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ คำร้องของดเบี้ยปรับภาษีธุรกิจเฉพาะเอกสารหมาย จ.7 คำร้องของดเบี้ยปรับภาษีธุรกิจเฉพาะเอกสารหมาย จ.8 และใบแจ้งการค้างชำระภาษีอากรเอกสารหมาย จ.9 วันที่ 15 พฤษภาคม 2545 โจทก์มีหนังสือแจ้งเตือนให้จำเลยที่ 1 นำเงินภาษีค้างไปชำระวันที่ 5 กันยายน 2545 จำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานของโจทก์ยอมรับว่าเป็นหนี้ภาษีอากร 394,900 บาท ได้ชำระแล้วบางส่วน ปัจจุบันค้างชำระ 191,400 บาท จำเลยที่ 1 ขอชำระภาษีบางส่วนเดือนละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท ตามสำเนาคำให้การเอกสารหมาย จ.11 จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าภาษีอากรเดือนละ 1,100 บาท วันที่ 10 ตุลาคม 2545 จำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่า และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 68573 ตำบลบางรักพัฒนา (บางแพรก) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 20 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาตามสำเนาโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนเอกสารหมาย จ.13 และ จ.14 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 เป็นการฉ้อฉลหรือไม่ จำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินและไม่มีเงินฝากธนาคาร จำเลยที่ 1 ไม่มีรายได้ เห็นว่า จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างชำระแก่โจทก์ แม้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ทุกเดือน และในระหว่างผ่อนชำระโจทก์จะไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ย่อมรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบไม่อาจบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์อีกต่อไป เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินที่โจทก์จะบังคับเอาชำระหนี้ได้ การที่โจทก์จะไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์นั้นไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมใดอันจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรต่อไป การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นการฉ้อฉล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ของกรมสรรพากรโจทก์ มีหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระแก่โจทก์อยู่จำนวนหนึ่ง โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระเป็นรายเดือน จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระเงินให้โจทก์ตลอดมาเป็นเครื่องแสดงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แม้จะทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ตกเป็นลูกหนี้ที่ไม่ชำระหนี้หรือตกเป็นผิดนัดอันได้ประโยชน์ที่โจทก์จะบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 ไม่ได้ก็ตาม แต่การที่จำเลยซึ่งมีฐานะเป็นลูกหนี้จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลที่ 2 โดยที่จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินที่จะชำระหนี้ให้โจทก์ได้ย่อมทำให้โจทก์เสียเปรียบอันเป็นการฉ้อฉลแล้วการที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้อยู่จะนำมาเป็นข้ออ้างว่าโจทก์ไม่เสียเปรียบหาได้ไม่ เพราะการเสียเปรียบหรือไม่พิจารณาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่มิใช่จากความสามารถในการชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลซึ่งมิใช่เป็นการฟ้องบังคับชำระหนี้ได้ตามประมวลฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000517.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553